เลือกตั้ง 2562 : ความฝันที่หลุดลอยของ นานา กับการไปต่อของ พรรคอนาคตใหม่

  • 29 พฤศจิกายน 2018
อนาคตใหม่ Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

"ถ้าเราอยู่ต่อ เราจะสูญเสียสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเราไป.. ทุกครั้งที่เรายอมละทิ้งความเชื่อเพื่อให้พรรคโต มันคือการที่เราต้องสูญเสียบางอย่างไป" วิภาพรรณ วงศ์สว่าง หรือนานา อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ เผยความรู้สึกผ่านบีบีซีไทย

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พรรคอนาคตใหม่ที่มี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้า มี "มติเอกฉันท์" ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการกรรมการเครือข่ายเยาวชน-คนรุ่นใหม่ (New Gen Network : NGN) ยุติการปฎิบัติหน้าที่ทั้งคณะ

ในคำสั่ง "ภายใน" อ้างถึงมูลเหตุในการปลด "นานากับเพื่อน" รวม 5 คนว่าเป็นเพราะได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับ "พฤติการณ์ในการใช้จ่ายงบประมาณในทางที่ไม่เหมาะสม"

พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมแก่สื่อมวลชนว่า พรรคได้มอบหมายให้แผนกกฎหมายและแผนกบัญชีตรวจสอบข้อร้องเรียนนี้ซึ่งพบความไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ถึงขั้นผิดกฎหมาย พร้อมย้ำว่า "พรรคไม่สามารถเพิกเฉยต่อการใช้งบประมาณไม่เหมาะสม หรือการทุจริตในทางใด ๆ ได้..."

ไม่ได้เข้ามาเพราะพร้อมเปลี่ยนตัวเอง แต่คิดเปลี่ยนการเมือง

วิภาพรรณ วงษ์สว่าง หรือนานา เป็น 1 ใน 26 ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค และ กก.บห. ในสัดส่วนเครือข่ายคนรุ่นใหม่ฯ

Image copyright Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
คำบรรยายภาพ วิภาพรรณ วงษ์สว่าง ประกาศยุติทุกบทบาทในพรรคอนาคตใหม่ที่เธอมีส่วนเป็นคณะผู้ก่อตั้ง

เด็กสาววัย 25 ปีผู้ไม่เจนจัดทางการเมือง ใช้เวลาเพียง 1-2 คืนในการตัดสินใจเข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคการเมืองน้องใหม่ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีกระทั่งชื่อ หลังได้พูดคุย-ได้รับการทาบทามจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล เธอเคยบอกกับบีบีซีไทยว่า "ถ้าปล่อยให้เวลานี้ผ่านไป อาจจะไม่มีอีกแล้ว"

11 เดือนผ่านไป เธอประกาศตัดขาดพรรคชนิดที่ "ชื่อก็ไม่อยากได้ยิน เสื้อผ้าข้าวของก็ไม่อยากเห็น" ด้วยการยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เมื่อ 28 พ.ย.

"ตลอด 11 เดือนนี้ เราต้องอยู่กับความไม่แน่นอน พยายามประคองระหว่างความเป็นไปได้กับความฝัน" นานากล่าวกับบีบีซีไทยอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหดหู่หลังยุติทุกบทบาทในพรรคอนาคตใหม่

ก่อนกระโจนสู่โลกการเมือง นานาจัดวางบทบาทตัวเองเป็น "นักสตรีนิยม" (feminism) ผู้เคลื่อนไหวสร้างความรับรู้แก่สังคมเกี่ยวกับอำนาจในเรื่องเพศ

ความฝันของเธอคือ "จะมีโอกาสได้เข้าไปในสภาฯ เพื่อยืนยันว่าผู้หญิงธรรมดา ๆ ที่มีอายุไม่มาก ไม่มีแบ็กกราวนด์ (พื้นฐานประสบการณ์) ทางการเมือง ไม่ได้อยู่ในตระกูลการเมือง ก็เป็น ส.ส. ได้" แต่ความจริงที่เธอพบและทำไม่สามารถไปต่อได้กับ "พรรคแห่งอนาคต" ได้คือความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่กับวัฒนธรรมทางการเมือง

"หากการที่ใครสักคนจะเป็นนักการเมืองได้ เขาต้องเชื่อคุณ ศรัทธาในตัวคุณ จนเขาต้องยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณเชื่อ คุณก็จะได้คนที่พร้อมเปลี่ยนตัวเองเพื่อคุณ แต่นั่นไม่ใช่เรา นานาไม่ได้เข้ามาเพราะพร้อมเปลี่ยนตัวเอง เราคิดเพียงว่าเราจะเปลี่ยนการเมืองอย่างไร จะสร้างการเมืองใหม่ได้อย่างไร" นานาระบุ

Image copyright Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่แถลงเปิดพรรค ก่อนเข้ายื่นขอจดจัดตั้งพรรคต่อสำนักงาน กกต. วันที่ 15 มี.ค. 2561

อย่างไรก็ตามอดีต กก.บห. พรรคอนาคตใหม่เห็นใจต้นสังกัดเก่าที่อยู่ใน "ระยะทดลอง" และเข้าใจว่าหากพรรคประเมินแล้วพบว่าอะไรไปไม่ได้ ก็ต้องเอาออก-ปรับเปลี่ยน

"ส่วนตัวก็เห็นคนเข้า ๆ ออก ๆ พรรคมากมาย วันหนึ่งมาเป็นตัวเราก็ไม่ใช่ปัญหา" และ "เราต้องเรียนรู้ว่าต้องบาลานซ์ (สร้างสมดุล) ระหว่างความฝัน กับความเป็นจริง ความเสี่ยง ความรับผิดชอบ รวม 4 อย่าง เมื่อเราทุ่มหมดหน้าตักไม่ได้ เราก็ต้องถอยออกมาเพื่อเซฟ (ปกป้อง) ตัวเอง เมื่อถึงจุดที่เงื่อนไขเปลี่ยน เรารับไม่ได้ เราก็ต้องถอยออกมา"

"ระบบจัดตั้ง" ขัดกับ "ระบบธรรมชาติ"?

เป็นไปได้หรือไม่ว่าพรรคอนาคตใหม่กำลัง "ติดกับดักตัวเอง" ใน 2 ส่วนผ่านคำประกาศสร้าง "การเมืองใหม่" และตีความ "อุดมการณ์ประชาธิปไตย" อย่างเคร่งครัดตามทฤษฎีตะวันตก?

อดีตผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่า ในช่วงแรก ผู้ก่อตั้งพรรคต้องการสร้างการเมืองใหม่จริง และเปิดรับคนที่มีความแตกต่างหลากหลายมาร่วมงาน แต่เมื่อจะเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง แกนนำพรรคอาจรู้สึกว่าไปต่อไม่ได้ จุดขายเดียวที่พรรคชูขึ้นมาในเวลานี้ก็คือการล้มล้างผลพวงของรัฐประหารปี 2557 ซึ่งเธอบอกว่าหากจะเอาเพียงเท่านี้ เธอก็ไม่ต้องเหนื่อยเพื่อทำพรรคแล้ว

"พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคที่โตขึ้นมาด้วย 2 ระบบคือ ระบบจัดตั้ง กับระบบธรรมชาติแบบที่นานาเป็น ซึ่ง 2 ระบบนี้ขัดแย้งกันมาตลอดในเรื่องวิธีคิดและวิธีตัดสินใจ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการเคลียร์ปัญหาในเชิงอุดมการณ์เลย"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ พรรคอนาคตใหม่เปิดนโยบาย "ไทย 2 เท่า" คนไทยเท่าเทียมกัน ประเทศไทยเท่าทันโลก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พรรณิการ์ยอมรับกับบีบีซีไทยว่ามีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องแนวทางการทำงานค่อนข้างมาก เพราะทุกคนย่อมมีความคิดเห็นของตัวเอง และมีประเด็นที่ต้องการผลักดัน "แต่เมื่อมารวมกันเป็นพรรค ก็ต้องสงวนจุดต่าง แสวงหาจุดร่วม และไม่มีพรรคไหนในโลกรองรับทุกประเด็นที่ทุกคนอยากทำได้ ทุกคนก็ต้องต่อสู้และผลักดันภายในพรรค หากประเด็นไหนได้เสียงส่วนใหญ่ ก็ถูกบรรจุเป็นนโยบายของพรรค"

โฆษกพรรคอนาคตใหม่บอกด้วยว่า คงไม่สามารถแบ่งสมาชิกพรรคออกเป็น 2 กลุ่ม 2 ระบบได้ชัดเจน เพราะคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ต่างมีอุดมการณ์ร่วมกันคือต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง แต่อาจจำแนกได้คร่าว ๆ ว่ามีกลุ่มคนที่มีประสบการณ์การเมืองในเชิงพื้นที่, มีประสบการณ์การเมืองในเชิงประเด็น และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลย แต่อยากมาร่วมงานกับพรรค ซึ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงนับถอยหลังเลือกตั้ง ทุกพรรคก็ต้องมียุทธศาสตร์ในการเลือกตั้ง โดยว่าที่ผู้สมัครของพรรคก็จะเป็นคนหน้าใหม่เกือบ 100 เปอร์เซนต์

เธอย้ำด้วยว่า "การเมืองใหม่" กับ "อุดมการณ์ประชาธิปไตย" ไม่น่ามีอะไรที่ไม่สอดคล้องกัน และนิยามของการเมืองใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นใหม่ที่มีอายุน้อยเท่านั้น แต่กินความหมายถึงเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความหลากหลาย ความโปร่งใส

2 ปีกในพรรค เชิดชูตัวบุคคล หรือสร้างแบรนด์พรรค

ในขณะที่ธนาธรต้องถือธงนำพรรคเข้าสู่สนามเลือกตั้งภายใต้กติกาที่พวกเขาไม่เห็นด้วย ถึงขั้นประกาศ "ฉีกรัฐธรรมนูญ" และได้อดีตแกนนำนักศึกษาผู้เคลื่อนไหวรณรงค์ "ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ" ในชั้นประชามติปี 2559 เข้าเป็นสมาชิกพรรค

ธนาธรกับพวก "ปักธงสู้-ตั้งเป้าหมาย" หิ้ว ส.ส. เข้าสภาฯ 25 คน เพื่อให้พรรคมีเสรีภาพในการเสนอร่างกฎหมายได้เอง ทว่า "โพลภายใน" ที่สำรวจคะแนนนิยมของพรรคและหัวหน้าพรรค พบว่า พวกเขามีโอกาสได้ที่นั่งถึง 40-50 เสียง ซึ่งใกล้เคียงกับนิด้าโพลที่ออกมาล่าสุด

ปีกของนักกิจกรรมการเมือง-นักสื่อสารมวลชนในพรรคอนาคตใหม่เชื่อว่า "ภาพลักษณ์ผู้นำพรรค" ที่ถูกสะท้อนผ่านเวทีสัมมนา, สื่อมวลชน, สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการจัดกิจกรรม "ธนาธรออนทัวร์" ยกคณะไปพบปะประชาชนทั้งประเทศ คือการพาพรรคออกไปสัมผัสประชาชน ทำให้พรรคเป็นที่รู้จัก และจะนำมาซึ่งคะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง

Image copyright กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
คำบรรยายภาพ ธนาธรนำทีมรับสมัครสมาชิกพรรค

ขณะที่ปีกของคนรุ่นใหม่ไม่เชื่อในค่านิยม-ลัทธิ "เชิดชูตัวบุคคล" แต่เชื่อในการสร้างแบรนด์พรรคด้วยพลังการเมืองใหม่แบบบริสุทธิ์ โดยใช้คนใกล้ชิดและมิตรสหายวัย 18-25 ปีที่ไม่เคยสนใจการเมืองเป็นตัวชี้วัด ซึ่งนานาบอกว่า เหตุที่คนติดตามกิจกรรมของพรรคมากขึ้น เพราะชื่นชอบการเมืองในแบบของเธอและคนรุ่นใหม่ซึ่งอาจเกรียนนิด ๆ กล้าตั้งคำถามแม้กระทั่งกับพรรคต้นสังกัดผ่านพื้นที่สาธารณะ

ยันไม่เคยคิดปิดปากเครือข่ายคนรุ่นใหม่ฯ

กรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุด หนีไม่พ้น กรณีรับนัดเตะฟุตบอลกระชับมิตรกับทีมคนรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดปรากฏการณ์ "เพจลูก" แซะ "เพจแม่"

เพราะภายใต้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของแนวร่วมคนรุ่นใหม่ฯ ได้กลายปัญหาใหญ่ในทางการเมืองสำหรับแก่ธนาธร กับเสียงวิจารณ์เรื่อง "พรรคไม่เป็นเอกภาพ" และ "หัวหน้าพรรคคุมลูกพรรคไม่ได้"

พรรณิการ์ยืนยันว่า คำสั่งปลดบอร์ดเครือข่ายคนรุ่นใหม่ฯ เป็นผลจากการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องงบประมาณ ไม่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะของ NGN แต่เธอยอมรับว่าเคยมีการหารือเรื่องการสื่อสารในนามของพรรค แต่ไม่ใช่สิ่งที่ กก.บห. เห็นว่าต้องมีมาตรการใด ๆ ออกมา เพราะพรรคไม่สามารถบังคับให้ทุกคนมีความคิดเห็นในทางเดียวกันได้

"แนวทางการสื่อสารของเราจะอยู่ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย พรรคเราไม่ใช่เผด็จการที่บังคับให้ทุกคนต้องพูดไปในทางเดียวกัน ดังนั้นไม่ได้กังวลเรื่องนี้ ยิ่งมีกระบวนการตรวจสอบภายใน ก็เชื่อว่าเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่และคนที่ต้องการการเมืองใหม่อยากเห็น"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ไม่หมกเม็ดปัญหาภายใต้คำว่าเอกภาพ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพรรคสีส้ม ถูกโฆษกพรรคอธิบายว่าเป็นกระบวนการปกติของพรรคการเมือง และเป็นเรื่องการตรวจสอบภายใน

"เราจะไม่เก็บปัญหาเอาไว้เพราะกลัวพรรคเสียเอกภาพก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ถ้าเอกภาพหมายถึงการที่พรรคแสดงออกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้วเก็บไว้ คงไม่ใช่เรื่องที่ต้องหมกเม็ดเอาไว้ภายใต้คำว่าเอกภาพ" พรรณิการ์กล่าว

เธอยังแสดงความมั่นใจด้วยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคในกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ (นิวโหวตเตอร์) ราว 6.4 ล้านคน เพราะ กก.บห. แค่สั่งยุติการปฎิบัติหน้าที่ของรักษาการบอร์ดเครือข่ายคนรุ่นใหม่ฯ ในส่วนกลาง แต่เครือข่ายจังหวัดต่าง ๆ ก็ยังทำงานร่วมกับพรรคได้

ขณะที่นานาหลบไปพักผ่อน พักกาย-ใจ เตรียมกลับไปทำงานวิจัยที่ห่างหายไปนาน

วันแรกของการไร้สถานะทางการเมือง เธอเผยว่าแค่รู้สึก "เสียความรู้สึก" แต่ถ้าพรรคล้ำเส้นไปถึงขั้น "ทำลายความน่าเชื่อถือ" ของเธอกับเพื่อน นั่นเท่ากับว่าพรรคกำลังเข้าสู่การเมืองเก่าเต็มรูปแบบ

"ถ้าเขาไปไกล มันก็ไม่เหลือเหตุผลอะไรให้เราปกป้องพรรคแล้ว" นานากล่าวทิ้งท้าย