วันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล : มองบทเรียนกรณียื่นบัญชีทรัพย์สิน จาก กก.สภามหาวิทยาลัย ถึง กก. ยุทธศาสตร์ชาติ

  • 9 ธันวาคม 2018
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศเจตนารมณ์วันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล โดยยกให้เป็นวาระแห่งชาติ และแนะให้สร้าง "ต้านโกง" เป็นวัฒนธรรม Image copyright ทำเนียบรัฐบาล
คำบรรยายภาพ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศเจตนารมณ์วันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล โดยยกให้เป็นวาระแห่งชาติ และแนะให้สร้าง "ต้านโกง" เป็นวัฒนธรรม

กรณีการลาออกของกรรมการสภามหาวิทยาลัย และกรรมการหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ภายหลังประกาศของ ป.ป.ช. ที่ระบุให้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งเปิดเผยการตรวจสอบทรัพย์สิน เป็นความเคลื่อนไหวที่สังคมถกเถียงในช่วงเดือนที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวก็เกิดในห้วงเดียวกันที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศเจตนารมณ์วันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล โดยยกให้เป็นวาระแห่งชาติ และแนะให้สร้าง "ต้านโกง" เป็นวัฒนธรรม

ภายหลังที่ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายคน ต่างยื่นลาออก รวมทั้ง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ที่ยื่นลาออกจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

ขณะเดียวกันก็มีคำถามถึง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ ป.ป.ช. บอกว่าไม่ได้กำหนดเป็นตำแหน่งต้องยื่น "เพราะถือเป็นตำแหน่งเฉพาะกิจ ไม่ใช่เป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐ" ทำให้เกิดคำถามว่าบุคคลที่เข้าไปตัดสินใจในการกำหนดนโยบายของชาติในอีก 20 ปีข้างหน้า ควรอยู่ในกลุ่มที่ต้องตรวจสอบหรือไม่

อ. อิสร์กุล อุณหเกตุ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่ศึกษาเรื่องระบบการแสดงรายได้และบัญชีทรัพย์สิน บอกกับบีบีซีไทยว่า "ผู้ที่มีอำนาจในระดับนโยบายและใช้จ่ายเงินของประชาชน ควรต้องยื่นและเปิดเผยทรัพย์สินฯ ในคราวเดียวกัน"

บีบีซีไทย คุยกับนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์รายนี้ และนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น ถึงกรณีประกาศ ป.ป.ช. ฉบับนี้ รวมทั้งตำแหน่งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

เกิดอะไรขึ้น

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 1 พ.ย. เรื่อง กำหนดตำแหน่งผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 อันได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะต้องยื่นแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ภายใน 30 วัน นับจากประกาศ นั่นคือ ภายในวันที่ 2 ธ.ค. บุคคลเหล่านี้ต้องยื่นให้เสร็จสิ้น

ภายหลังที่ประกาศ ป.ป.ช. ออกมาเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายคน เสียงของกรรมการหลายคนบอกว่า การยื่นทรัพย์สินฯ ยุ่งยาก จุกจิก หากยื่นไม่ครบและถูกตรวจสอบภายหลังอาจถูกชี้มูลความผิดจงใจปกปิกบัญชีทรัพย์สิน และต้องโทษทางอาญา จึงเป็นที่มาของการแห่ลาออก

Image copyright ราชกิจจานุเบกษา
คำบรรยายภาพ ประกาศฉบับนี้เป็นที่มาของการแห่ลาออกของกรรมการสภามหาวิทยาลัย และกรรมการหน่วยงานรัฐหลายแห่ง

อิสร์กุล อุณหเกตุ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายกับบีบีซีไทยว่า ต่างจาก พ.ร.ป. ป.ป.ช. ฉบับก่อนหน้านี้ ที่กำหนดหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ไว้เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงเท่านั้น

ท่ามกลางกระแสสังคมที่วิจารณ์ว่า พวกเขาเลี่ยงการตรวจสอบ อาจารย์อิสร์กุล บอกกับบีบีซีไทยว่า การลาออกของคนในตำแหน่งที่เป็นข่าว เป็นเพียง "ฉากแรก ๆ เท่านั้น" และชวนให้ติดตามว่า ป.ป.ช. จะจัดการอย่างไร ในกรณีเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ไม่ใช่ระดับสูงจะออกในประกาศฉบับต่อ ๆ ไป

กรรมการสภามหาวิทยาลัย บอร์ดด้านการศึกษา-สาธารณสุข ไขก๊อกลาออก

ผู้ที่ดำรงตำแหน่งตามประกาศนี้หลายแห่งต่างทยอยลาออกดังปรากฏในข่าวรายงาน ทั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย บอร์ดคณะกรรมการรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. ได้ยื่นหนังสือลาออกยกชุดเช่นกัน

ส่วนฟากของสาธารณสุข ก็มีความเคลื่อนไหวการยื่นลาออกของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือบอร์ดบัตรทอง กรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กรรมการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นองค์การมหาชน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ แม้แต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์(มรร.) ภายหลังจากมีประกาศดังกล่าว โดยมีรายงานแจ้งจากที่ประชุมสภา มรร.ในวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา และมีผลในวันถัดมาทันที

ส่วนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แม้จะมีมติขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนประกาศนี้ แต่ก็ชี้แจงในรายละเอียดว่า เห็นด้วยในหลักการป้องกันและตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริตในภาครัฐ ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ อธิการบดี และรองอธิการบดี จึงควรยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ตามที่กำหนดในประกาศ

แต่เห็นว่า การที่ให้นายก และกรรมการสภา ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านวิชาการเป็นหลัก ไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐโดยตรง ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหาร ไม่มีความจำเป็นต้องยื่นทรัพย์สิน

แล้วใครบ้างควรต้องยื่น ใครบ้างควรต้องเปิดเผยทรัพย์สิน ?

อ. อิสร์กุล แจกแจงให้บีบีซีไทยฟังว่า ระบบการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต้องแยกส่วนออกจากการเปิดเผยผลการตรวจสอบข้อมูลต่อสาธารณะ

ในเชิงระบบแล้ว มีทั้งการยื่นเพียงอย่างเดียว และการทั้งยื่นและให้เปิดเผยข้อมูลให้คนทั่วไปตรวจสอบได้

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์รายนี้ ยังกล่าวถึงกรณีประกาศ ป.ป.ช. ว่า เห็นด้วยที่กรรมการบางระดับควรยื่น แต่เรื่องการเปิดเผยผลการตรวจสอบ ควรกำหนดเฉพาะบางตำแหน่ง พร้อมยกตัวอย่างหน่วยงานอย่าง กรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งมีอำนาจในการบริหารจัดการเงินงบประมาณ ควรทั้งต้องยื่นและเปิดเผย

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ "มาตรการใดมาตรการหนึ่งมันไม่ช่วย การยื่นอย่างกรณีของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถ้ายื่นไปตรวจสอบพบนาฬิกา 25 เรือน ไม่มีในรายการยื่น แล้วทำอะไรได้หรือเปล่า นั่นหมายความว่า การยื่นทรัพย์สินฯ มันสำคัญและจำเป็น แต่กระบวนการหลังจากนั้นก็สำคัญด้วย" อ.อิสร์กุล

ส่วนกรรมการสภามหาวิทยาลัย อ.อิสร์กุล ชี้ว่า อาจไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน

"กรรมการบางระดับต้นทุนและผลประโยชน์ที่ได้รับไม่สมเหตุสมผล... ส่วนผู้ที่มีอำนาจรัฐที่ได้รับมอบหมายจากประชาชน การยื่นและเปิดเผยรายการทรัพย์สิน เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ ซึ่งรวมทั้งผู้มีอำนาจในการใช้จ่ายเงินด้วย"

การยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ลดคอร์รัปชั่นได้จริงหรือ ?

ในบทความที่ อ. อิสร์กุล เขียนไว้ใน ทรัพย์สินนี้ท่านได้แต่ใดมา จากงานศึกษาขององค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International: TI) พบว่า ผลของระบบการแสดงรายได้และทรัพย์สินต่อความโปร่งใสอาจไม่มากนักในระยะสั้น แต่จะสามารถเห็นผลที่ชัดเจนขึ้นได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ การมีกฎหมายให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินเพียงลำพังมิได้ทำให้ระดับการคอร์รัปชันลดลง เพราะระบบที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันได้นั้นต้องประกอบด้วยกลไกที่ใช้การได้จริง ทั้งการตรวจสอบความถูกต้อง และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

คำบรรยายภาพ ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลพลเรือนและทหาร ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก

"มาตรการใดมาตรการหนึ่งมันไม่ช่วย การยื่นอย่างกรณีของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถ้ายื่นไปตรวจสอบพบนาฬิกา 25 เรือน ไม่มีในรายการยื่น แล้วทำอะไรได้หรือเปล่า นั่นหมายความว่า การยื่นทรัพย์สินฯ มันสำคัญและจำเป็น แต่กระบวนการหลังจากนั้นก็สำคัญด้วย" อ.อิสร์กุล กล่าวกับบีบีซีไทย

เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น แนะยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต้องไม่เป็นภาระ

"ถ้าจะแก้ต้องอธิบายเหตุผลที่หนักแน่นและเพียงพอ ไม่อย่างนั้นจะซ้ำเติมปัญหา" นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวกับบีบีซีไทย ถึงกรณีที่ ป.ป.ช. เตรียมปรับแก้ให้บังคับใช้กับบางตำแหน่ง

"ไม่อย่างนั้นจะเป็นการส่งสัญญาณที่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าเรื่องธรรมาภิบาลและการต้านโกงเป็นเรื่องที่บังคับใช้กับประชาชนคนทั่วไป แต่พอมีอะไรที่คนชั้นสูงไม่ชอบ ก็สามารถแก้ไขได้ทันทีตามต้องการ ถ้าภาพเป็นอย่างนี้จะทำให้ประชาชนขาดความศรัทธาเชื่อมั่น และไม่เต็มใจปฏิบัติตาม"

Image copyright ทำเนียบรัฐบาล

นายมานะ กล่าวว่า จากประกาศฉบับนี้ ทำให้มีผู้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ เพิ่มเติม ประมาณ 3,000 ราย เฉพาะกรรมการสภามหาวิทยาลัย มีจำนวน 400-500 คน ทั้งนี้เข้าใจถึงเหตุผลการลาออกของกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เพราะอาจตกใจ ประกอบกับเคยเห็นข่าวที่มีบุคคลต้องมีความผิดในกรณีปกปิดทรัพย์สินด้วย ซึ่งบางกรณีเป็นการไม่เจตนา

เลขาฯ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวอีกว่า การยื่นต้องไม่เป็นภาระมากจนเกินไป ป.ป.ช. ควรนำระบบฐานเทคโนโลยีสารสนเทศข้อมูลออนไลน์ที่เชื่อมกับหน่วยงานที่ถือข้อมูลทรัพย์สินของบุคคลอยู่แล้วมาใช้ อย่างกรมสรรพากร กรมที่ดิน กรมการขนส่ง หรือธนาคาร เป็นต้น

กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ?

ภายหลังประกาศ ป.ป.ช. บังคับใช้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติหลายคนทำท่าทางตกใจ ขอลาออกจากตำแหน่ง

ก่อนที่นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. จะออกมาชี้แจงว่า ตำแหน่งกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ป.ป.ช. ไม่ได้กำหนดให้เป็นตำแหน่งที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่ต้น "เพราะถือเป็นตำแหน่งเฉพาะกิจ ไม่ใช่เป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐ"

คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีทั้งหมด 35 คน ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่ง 18 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน ที่คณะรัฐมนตรีของรัฐบาล คสช. แต่งตั้งขึ้น

"เป็นการทำให้มันบิดเบี้ยวไปหมด ทั้งที่คนพวกนี้ (กรรมการยุทธศาสตร์ชาติ) ไม่ได้ทำหน้าที่ต่างจาก ส.ว. และ ส.ส. มีบทบาทในการใช้เงินของรัฐบาล ออกแนวคิดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของประเทศ" อ. อิสร์กุล กล่าวกับบีบีซีไทย

ด้านเลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เห็นต่างออกไปในกรณีนี้ เขาระบุว่า กรรมการยุทธศาสตร์บางส่วนทำหน้าที่ให้ความรู้ความเห็นเชิงวิชาการ ไม่ได้มีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง จึงไม่สามารถที่จะทุจริตอะไรได้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม