สำรวจสถานะอุตสาหกรรมดาวเทียมไทย หลังส่งดาวเทียมผลิตเองดวงแรกขึ้นสู่วงโคจรโลก

  • 24 ธันวาคม 2018
ดาวเทียมไทยประดิษฐ์ Image copyright Gistda

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไทยส่งดาวเทียมที่ผลิตเองในประเทศขึ้นสู่วงโคจรของโลก นับเป็นการเริ่มต้นของอุตสาหกรรมดาวเทียมในประเทศ อย่างไรก็ตามนักวิชาการชี้ว่าไทยยังต้องพัฒนาอีกหลายประการเพื่อให้มีความก้าวหน้าตามทันประเทศอื่นทั่วโลก

ทีมงานพัฒนาดาวเทียมแนคแซท (KNACKSAT) ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ต่างพากันดีใจอย่างมาก เมื่อจรวดฟอลคอน 9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือฐานทัพอากาศแวนเดนเบิร์กในสหรัฐฯ ในตอนหัวค่ำของวันที่ 3 ธ.ค. (เวลา 01.32 น. วันที่ 4 ธ.ค. ของไทย)

"นับว่าเราประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สามารถส่งดาวเทียมขึ้นไปได้" ศ.สุวัฒน์ กุลธนปรีดา หัวหน้าโครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมขนาดเล็กเพื่อการศึกษา (KNACKSAT) ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. กล่าวกับบีบีซีไทย

ศ.สุวัฒน์ ยังได้เล่าอีกด้วยว่าทางโครงการได้ดำเนินงานจัดทำดาวเทียมมาตั้งแต่ปี 2555 โดยได้เงินทุนราว 9 ล้านบาทจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

"นักศึกษาของ มจพ. ได้ช่วยกันออกแบบตัวดาวเทียมและระบบภายในต่าง ๆ เช่น ระบบการทรงตัว การส่งคลื่นวิทยุฯ รวมทั้งพัฒนาระบบห้องปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถสื่อสารกับดาวเทียมได้เมื่อขึ้นไปยังวงโคจรโลกแล้ว"

เขาระบุว่าดาวเทียมมีบทบาทและเกี่ยวพันกับชีวิตประจำวันของคนเราอย่างมาก "เพียงแต่ว่าเราไม่รู้สึกเท่านั้นเอง สัญญาณโทรทัศน์ หรือสัญญาณโทรศัพท์ รวมทั้งข้อมูลสภาพอากาศ เราก็ได้มาจากดาวเทียม"

Image copyright KMUTMB
คำบรรยายภาพ ภาพร่างของดาวเทียมแนคแซท

"ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ไทยจะต้องพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อให้ก้าวทันประเทศอื่นอุตสาหกรรมดาวเทียมนี้ แม้ว่าไทยจะมาช้า แต่ว่าเราก็กำลังก้าวหน้าไป" หัวหน้าโครงการออกแบบและจัดส่งดาวเทียมของ มจพ. ระบุ

ต้นทุนที่ถูกลง

ดาวเทียมแนคแซทนั้นเป็นแบบ CubeSat มีน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัม กำหนดให้เข้าสู่วงโคจรโลกที่ความสูง 600 กิโลเมตร เพื่อรับข้อมูลคำสั่งการถ่ายภาพจากระยะไกลและส่งข้อมูลภาพถ่ายกลับมา

"สเปซเอ็กซ์ก็ได้ส่งดาวเทียมแนคแซทได้พร้อมกับดาวเทียมอื่น ๆ รวม 64 ดวง จาก 17 ประเทศ ซึ่งนับเป็นการส่งดาวเทียมมากเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งเขาประสบความสำเร็จในการนำเอาตัวผลักดัน (booster) ของจรวดมาใช้ซ้ำได้ หมายความว่าต้นทุนของการส่งดาวเทียมจะถูกลงมาก การที่เราจะมีดาวเทียมเอาไว้ทำประโยชน์ต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา ก็ไม่เกินเอื้อมแล้ว" ศ.สุวัฒน์กล่าว

เมื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศแล้ว ดร.สุวัฒน์กล่าวว่าขั้นตอนต่อไปก็คือสื่อสารกับแนคแซทเพื่อจะได้สั่งให้ทำงานหรือสั่งให้ส่งข้อมูลมาตามต้องการ ซึ่งนักวิทยุสมัครเล่นชาวต่างชาติระบุว่าได้รับสัญญาณวิทยุของดาวเทียมแนคแซทครั้งแรก หรือที่เรียกว่า first voice เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. และจากนั้นก็ได้รับสัญญาณต่อเนื่องมาเป็นระยะ

"ตอนนี้เรากำลังหาพิกัดที่แท้จริงของแนคแซทอยู่ เพื่อจะได้สื่อสารกับดาวเทียมได้ นักศึกษาของ มจพ. ในห้องปฏิบัติการจะได้สามารถเรียนรู้การสั่งงานรวมทั้งเก็บข้อมูลเพื่อเอาไปพัฒนาต่อยอดต่อไป"

"แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะหาพิกัดได้ และทางห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินกำลังปรับปรุงใหม่กว่าจะเสร็จก็คงหลังปีใหม่" ดร.สุวัฒน์ระบุ

"ตอนที่จรวดส่งดาวเทียมขึ้นไป ลุ้นมากเลยค่ะ ลุ้นว่าจะส่งขึ้นไปไหม จะเกิดอุบัติเหตุระเบิดหรือเปล่า"เอกจิรา กุยยกานนท์ ซึ่งเป็นหนี่งในทีมนักศึกษาที่ได้ช่วยพัฒนาดาวเทียมแนคแซทมาตั้งแต่ต้น โดยเป็นหัวหน้าทีมพัฒนาระบบการทรงตัวของดาวเทียม บอกกับบีบีซี

ประสบการณ์เพื่ออนาคต

ในวันนั้นเธอนั่งอยู่ในห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินพร้อม ๆ กับทีมงานที่ชมภาพการถ่ายทอดการส่งจรวดขึ้นไปอยู่ที่ห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินของ มจพ. "เราก็นับถอยหลังกันเหมือนแบบในหนัง พอขึ้นไปได้เราก็ไชโยดีใจกันยกใหญ่ ลุ้นมาก"

Image copyright Akejira Kuyyakanont
คำบรรยายภาพ เอกจิรานำเอาดาวเทียมแนคแซทไปทดสอบการทำงานในสภาพจำลองของห้วงอวกาศที่ญี่ปุ่น

ตอนนี้เอกจิรากำลังจะจบปริญญาโทจาก Kyushu Institute of Technology (Kyutech) ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเรียนควบคู่กับปริญญาโทที่ มจพ. ไปด้วย ขณะนี้เธอกำลังรอผลสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่คิวชู หากได้ก็จะเรียนสาขาการสร้างภาวะห้วงอวกาศจำลอง เพื่อนำกลับมาสอนนักศึกษารุ่นต่อไป

เธออธิบายว่าสภาวะจำลองนี้จำเป็นต่อการพัฒนาดาวเทียมหรือการส่งจรวดไปศึกษาห้วงอวกาศ เพราะเมื่อระบบ ในดาวเทียมไม่ว่าจะเป็นสัญญาณวิทยุ หรือหน่วยที่ทำงานเก็บข้อมูล จะต้องนำมาทดลองว่าสามารถทำงานในสภาวะไร้น้ำหนักนี้ได้หรือไม่ ก่อนที่จะติดตั้งกับดาวเทียมเพื่อส่งออกไป

"ก็อยากให้น้อง ๆ มาสนใจเรื่องดาวเทียมมากขึ้น มันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากในอนาคต โดยเฉพาะน้องผู้หญิง ที่กลัวว่าจะเรียนวิศวะแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอุตสาหกรรมนี้มักจะมีแต่ผู้ชาย จากประสบการณ์ของตัวเองบอกได้เลยว่าผู้หญิงสามารถทำงานได้ดีเท่า ๆ กับผู้ชาย และไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรงที่ผู้หญิงไม่สามารถทำได้เลย" เอกจิรากล่าว

Image copyright KMUTMB
คำบรรยายภาพ การทำงานในห้องปฏิบัติการภาคพื้นดินที่ มจพ.

ความเคลื่อนไหวภาครัฐ

ในขณะที่ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ. อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า (Gistda) กล่าวว่า ในบรรดาประเทศอาเซียนด้วยกัน ประเทศที่ก้าวหน้าในด้านดาวเทียมก็คือสิงคโปร์ ส่วนไทยก็ไม่ได้ล้าหลังมากนัก เพียงแต่ว่ายังต้องพัฒนาให้ทันกับประเทศเพื่อนบ้าน

"เรามีดาวเทียมที่ติดธงไทยอยู่ในวงโคจรของโลกที่ยังทำงานอยู่ 6-8 ดวง ทั้งดาวเทียมเพื่อศึกษาสภาพอากาศ และเพื่อการพาณิชย์ ในอนาคตก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ "

เขากล่าวว่าอุตสาหกรรมดาวเทียมของโลกเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้ขยายตัวมากถึงร้อยละ 20 แต่ว่าเป็นการเติบโตมาจากฐานที่เล็กมาก แต่ต้นทุนที่ถูกลงของการผลิตดาวเทียมและส่งขึ้นไปในอวกาศทำให้การเติบโตในอนาคตจะพุ่งขึ้นแน่นอน

ดร.อานนท์เห็นว่าไทยมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามก็จำเป็นจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริม "ตอนนี้จิสด้าเป็นเจ้าภาพเสนอร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศเข้าไปสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ก็คาดว่าไม่น่าจะพิจารณาทันใน สนช. ชุดนี้"

นอกจากนั้นก็จำเป็นต้องมีคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติมารับหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรม ร่วมทั้งส่งเสริมการพัฒนาด้วย

Image copyright Gistda
คำบรรยายภาพ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ. อยุธยา

ในขณะนี้จิสด้าก็ยังได้เร่งศักยภาพของโครงการที่ศรีราชา จ. ชลบุรี ให้สามารถผลิตดาวเทียมขนาดเล็ก ที่มีน้ำหนักราว 100 กิโลกรัม เพื่อใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคง การเก็บข้อมูลภูมิอากาศให้แม่นยำและอื่น ๆ

"คาดว่าในอีกหนึ่งปีครึ่ง เราก็น่าจะสามารถผลิตตัวถัง หรือตัวดาวเทียมได้ แต่เรื่องอุปกรณ์ภายใน หน่วยงานอื่นก็ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อมาให้เราใส่ไว้ภายในตัวถัง ที่จะกำหนดหน้าที่การทำงานของดาวเทียม" ดร.อานนท์กล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม