การท่องเที่ยวโดยชุมชน ช่วยชาวบ้านแก้จนได้จริงหรือ

  • 30 ธันวาคม 2018
ยามสนธยาที่ชุมชนสามช่องใต้ Image copyright Hasachai Boonnaung
คำบรรยายภาพ ยามสนธยาที่ชุมชนสามช่องใต้

การท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ พักโฮมสเตย์ เซลฟี่กับวิวงดงามแปลกตา หรือการทำกิจกรรมสุดเก๋ในชุมชน กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในหมู่คนหนุ่มสาว นอกจากจะมีความเท่แล้ว การท่องเที่ยวแบบนี้ยังช่วยให้ชุมชนพัฒนาทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ

บีบีซีไทยชวนคุณไปสำรวจแนวคิด "การท่องเที่ยวโดยชุมชน" ที่ชุมชนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวมีบทบาทในการจัดการท่องเที่ยว และเป็นผู้ให้บริการเสียเอง ซึ่งต่างจากการท่องเที่ยวกระแสหลัก ที่ผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมนี้เป็นธุรกิจหลากประเภท เช่น บริษัทนำเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหารขนาดใหญ่ โรงแรม ซึ่งทำให้เม็ดเงินที่เกิดจากการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวไม่ตกถึงชุมชนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเท่าใดนัก

พลิกฟื้นเกาะพิทักษ์

สะพานหน้าหาดของเกาะพิทักษ์ Image copyright Praewrada Boonchu/BBC THAI
คำบรรยายภาพ สะพานหน้าหาดของเกาะพิทักษ์

เมื่อเกือบ 40 ปีก่อน ชายหาดบนเกาะพิทักษ์ อ.หลังสวน จ.ชุมพร กลาดเกลื่อนไปด้วยขยะ ผืนทรายใต้ถุนบ้านเรือนนั้นเน่าเหม็น ฝูงปลาตัวเล็กตัวน้อยที่เคยแหวกว่ายให้ชื่นชมก็พลอยหายไปด้วยเมื่ออาหารของพวกมันอย่างแพลงก์ตอนและสาหร่ายแดงตายลงไป

ปัจจุบัน น้ำทะเลที่นี่มีสีเขียวใส สะท้อนแสงเป็นประกายส่องให้เห็นพื้นทรายสีขาวสะอาด ต้นโกงกางจำนวนมากกำลังแตกยอดแข่งกัน และหากลมฟ้าอากาศกับโชคชะตาเป็นใจ ปลาโลมาสีชมพูหลายตัวก็อาจจะออกมาอวดโฉม พัฒนาการครั้งใหญ่เกิดขึ้นบนเกาะพิทักษ์เมื่อ "การท่องเที่ยวโดยชุมชน" ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ขนาด 700 กว่าไร่แห่งนี้

"ผมทำงานเป็นผู้จัดการที่บริษัทแห่งหนึ่งอยู่สิบกว่าปีแล้วตัดสินใจกลับมาเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อปี 2535 เพื่อฟื้นฟูเกาะพิทักษ์" อำพล ธานีครุฑ หรือที่ผู้คนมักเรียกกันว่า "ผู้ใหญ่หรั่ง" เล่าให้บีบีซีไทยฟังขณะนั่งอยู่บนชานเรือนที่นอกจากจะเป็นบ้านของเขาและครอบครัวแล้ว ก็ยังเป็นที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์ (home stay) แห่งแรกของเกาะพิทักษ์อีกด้วย

ผู้ใหญ่หรั่ง Image copyright Praewrada Boonchu/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ผู้ใหญ่หรั่ง

ชายผิวกร้านแดดท่าทางดุดันผู้นี้อายุเกือบ 60 ปีแล้ว เขากล่าวเสียงดังฟังชัดว่า "ผมหาเครื่องมือเจอหนึ่งตัวคือการท่องเที่ยว ไม่มีอะไรดีเท่าสิ่งนี้ เชื่อผม เพราะมันทำได้ทุกมิติ" ผู้ใหญ่หรั่งยิ้มอย่างภูมิใจพร้อมกับกล่าวด้วยว่า "ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม ภายใต้สังคมต้องไม่แตกแยก แต่คุณต้องจัดระบบให้ถูกต้อง แค่นั้นเอง"

ผู้ใหญ่หรั่ง ซึ่งมีตำแหน่งเป็น นายกสมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนภาคใต้ อธิบายว่าการท่องเที่ยวมีด้วยกันสองแบบ ได้แก่ การท่องเที่ยวชุมชน หรือ การท่องเที่ยวกระแสหลัก ที่เมื่อผู้คนมาเที่ยวก็มักจะทิ้งขยะไว้แล้วกลับบ้านไป เช่น อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน หรือ ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ และอีกหลายต่อหลายแห่งในประเทศไทย ซึ่งจะแตกต่างจาก การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community - Based Tourism) ที่ผู้คนในท้องถิ่นแห่งนั้นได้บริหารและจัดการเอง อีกทั้งยังเน้นดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์

"ทำไมเราต้องเอาหอยมือเสือมาขาย พาคนไปดูหอยมือเสือได้มั้ย ได้ตังค์แล้ว ขยะช่วยกันเก็บให้ทรัพยากรดี แพลงก์ตอนและไรแดงเกิดขึ้นได้ สัตว์เล็กสัตว์น้อยเข้ามาให้เขานั่งดูปลา เราขายโดยที่ไม่ต้องทำลายปลา" เขากล่าวแล้วสรุปปิดท้ายด้วยรอยยิ้มว่า "นี่คือหลักง่าย ๆ ของการท่องเที่ยวครับ"

ภูลมโล Image copyright Tanapoom Siriwat
คำบรรยายภาพ ภูลมโล เป็นหนึ่งในการท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชนที่ได้รับความนิยมมากในฤดูที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่ง

ภารกิจของผู้ใหญ่หรั่งในการฟื้นฟูเกาะพิทักษ์เริ่มต้นจากการพัฒนาผู้คนบนเกาะโดยเรียกให้มานั่งคุยกันถึงทิศทางว่าจะเดินไปสู่เป้าหมายอย่างไร แล้วร่วมด้วยช่วยกันวางแผนเพื่อขับเคลื่อนไปให้ถึง "เกาะพิทักษ์ใช้ระบบการวิจัยหมด ดังนั้นผมบอกเลยทำการท่องเที่ยวแล้วยั่งยืน" เขาว่าแล้วขยายความด้วยสำเนียงภาษาใต้เพิ่มเติม "วิจัยสวอต (SWOT: การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม) แล แล้วทำหนังสือเป็นเล่มเลยนะ... ที่นี่มีนักวิจัยเยอะ ทุกอาทิตย์เด็ก [นักวิจัย] ต้องมาตักน้ำทะเลบ้านผมไปตรวจ ค่า [มาตรฐานคุณภาพน้ำ] นี้น้อยแล้วนะ คุณต้องไปเพิ่มแล้วนะ"

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญสำหรับการท่องเที่ยวโดยชุมชนก็คือกฎระเบียบ "ห้ามใส่ [ชุดว่ายน้ำ] ทูพีชนะ กินเหล้าเป็นที่ ห้ามถือขวดเดิน เขียนกฎระเบียบไว้คุณต้องปฏิบัติ ถ้าคุณไม่ปฏิบัติ คุณกลับ" ผู้ใหญ่หรั่งกล่าว นอกจากนี้ เกาะพิทักษ์ยังคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพหรือตรงตามความต้องการของชุมชนเสียก่อนโดยผ่านการพูดคุยกัน หรือการสอบถามจากคนกลาง

เมื่อทรัพยากรธรรมชาติถูกพัฒนาจนกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ชาวเกาะพิทักษ์ก็สามารถทำประมงในละแวกบ้านเพื่อยังชีพได้ นอกจากนี้ วัตถุดิบเหล่านั้นยังนำไปแปรรูปเป็นอาหารให้นักท่องเที่ยว ซึ่ง "มันเพิ่มมูลค่ามหาศาล" ผู้ใหญ่หรั่งบอกกับบีบีซีไทยและว่า แขกที่เดินทางมาจะมีด้วยกันสามกลุ่มหลัก คือ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐ ที่มาเรียนรู้ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนต้องบริหารจัดการอย่างไร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มาพักผ่อนหย่อนใจ

ปัจจุบัน ชาวบ้านจำนวน 50 หลังคาเรือนบนเกาะพิทักษ์มีรายได้จากอาชีพเสริมอย่างการท่องเที่ยวมากกว่าอาชีพหลักอย่างการทำประมงเสียแล้ว "โดยเฉลี่ยเลยนะ [หนึ่งหลังคาเรือน] ต่อเดือนถ้าต่ำกว่า 60,000 [บาท] เขกหัวทุกคน ถือว่าขี้เกียจ" ผู้ใหญ่หรั่งกล่าวติดตลก นอกจากนี้ยังเล่าว่า เขาหักรายได้ 3 เปอร์เซ็นต์จากการท่องเที่ยวเข้าสู่กองทุนหมู่บ้าน และจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ เกาะพิทักษ์ 7,800 บาทต่อปี และ 6,200 บาทต่อปีสำหรับผู้สูงอายุอีกด้วย

หัวใจคือชาวบ้านทุกคน

ยามเช้าทีสะพานซูตองเป้ Image copyright Hasachai Boonnaung
คำบรรยายภาพ ยามเช้าทีสะพานซูตองเป้ จ. แม่ฮ่องสอน

แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ช่วยชุบชีวิตเกาะพิทักษ์ขึ้นมาใหม่นั้นเริ่มพัฒนาขึ้นเมื่อปี 2535 หลังจากเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนกลายเป็นวาระสำคัญในการประชุมสหประชาชาติ "Earth Summit" ณ ประเทศบราซิล โดยมี 172 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ไทยเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หลักการดังกล่าวจึงถูกนำมาเรียนรู้และทดลองปฏิบัติงานจริง จนในที่สุด องค์กรนิติบุคคลในนาม "สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน" ก็ถือกำเนิดขึ้นที่ ม.พายัพ จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2549 จวบจนปัจจุบัน

แล้วพื้นที่หนึ่งจะลุกขึ้นมาทำการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างไร วรพงษ์ ผูกภู่ หัวหน้านักวิจัยจากสถาบันนี้ตอบบีบีซีไทยว่า ควรจะมองเป้าหมายเพื่อการพัฒนาก่อน กล่าวคือ ได้อนุรักษ์ธรรมชาติจนอุดมบูรณ์และอยากใช้การท่องเที่ยวมาสร้างรายได้เสริมให้ผู้คนในชุมชนพร้อมทั้งนำเงินกลับไปดูแลป่าไม้

"แต่ถ้ามองแค่ว่าการท่องเที่ยวเป็นกระแสหรือโอกาสที่จะสร้างรายได้อย่างเดียว จะค่อนข้างลำบากในระยะยาว เพราะต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้ว ชุมชนท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จหรือน่าสนใจต้องมีต้นทุน [ทางทรัพยากรธรรมชาติ] ที่ดีก่อน"

ต่อมา ชาวบ้านจะทำความรู้จัก "ของดีชุมชน" ของตัวเองว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้างเพื่อนำมาเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว เช่น ภูเขา น้ำตก ภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งงานอนุรักษ์ธรรมชาติที่ประสบความสำเร็จ ก็จะถูกนักท่องเที่ยวเข้ามาชื่นชม และส่งผลให้ชาวบ้านอยากดูแลรักษาและเผยแพร่สมบัติของท้องถิ่นตัวเองสืบต่อไป

ทั้งนี้ งานวิจัย "การศึกษาความต้องการของตลาดที่มีศักยภาพเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน" นำโดย ดร.ฐิติ ฐิติจำเริญพร ได้คัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนจำนวน 30 แห่งภายในประเทศไทยมาศึกษาและพบว่า ในปี 2557 มีนักท่องเที่ยว 101,936 คน ซึ่งก่อให้เกิดรายได้สู่ท้องถิ่น 32,309,392 บาท

แม้จะดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ 1.6 ล้านล้านบาท จากการท่องเที่ยวทั้งหมดในประเทศไทยเมื่อปี 2557 ตามข้อมูลของกรมการท่องเที่ยว แต่ความนิยมของมันกำลังเพิ่มขึ้น "ปัจจุบันคนเดินทางเพื่อแสวงหาประสบการณ์และแรงบันดาลใจ การท่องเที่ยวชุมชนเลยโดดเด่น มันให้ประสบการณ์ที่ Authentic (แก่นแท้ดั้งเดิม) ซึ่งที่อื่นให้ไม่ได้ ...ถ้าคุณอยากเห็นวิถีไทยของจริงก็น่าจะชุมชนนี่แหละ" วรพงษ์กล่าว

ในสายตานักท่องเที่ยว

เหล่าช่างภาพเตรียมตัวถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ทุ่งแสลงหลวง Image copyright Banyat Manakijlap
คำบรรยายภาพ เหล่าช่างภาพเฝ้ารอถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ทุ่งแสลงหลวง

หัสชัย บุญเนือง ช่างภาพมืออาชีพและนักเขียนสารคดีท่องเที่ยวที่ใช้นามปากกาว่า "จังเกิล แมน" กล่าวกับบีบีซีไทยว่าเขาคิดว่าการท่องเที่ยวชุมชนมีความหมายมากกว่าการไปท่องเที่ยวธรรมดา "ผมชอบนะเพราะชุมชนมีเสน่ห์ คนในชุมชนอบอุ่น วิวสวยงาม และมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่ให้คนนอกไปเรียนรู้วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น"

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของเขาที่ได้ไปเยือนชุมชนมากมายทั่วประเทศก็พบว่า "ชุมชนจำนวนมากยังไม่พร้อม ไม่มีกิจกรรมรองรับ ในพื้นที่มีคนน้อยมากที่จะสามารถให้ข้อมูลพื้นที่กับผู้ไปเยือน ผมว่ามีท่องเที่ยวชุมชนแค่ 20 เปอร์เซนต์จากที่มีอยู่หลายร้อยที่มีความพร้อมจริง ๆ"

"การท่องเที่ยวชุมชนของเรากำลังเริ่มต้น ยังต้องค้นหาวิธีการจัดการที่ดีกันอยู่ บางที่เกิดขึ้นเพราะเห็นว่าคนอื่นทำได้ เราน่าจะทำบ้าง ตอนนี้ไปเที่ยวชุมชนชายทะเลไหน ๆ เดี๋ยวนี้ก็ให้ไปปลูกป่าชายเลน ซึ่งไม่รู้ว่าปลูกทำไม ปลูกแล้วมีประโยชน์จริงหรือเปล่า ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรเลย" จังเกิลแมนกล่าว

ในขณะที่ณิชยา ประดิษทรัพย์ นักวิจัยด้านชีววิทยาหญิงกล่าวกับบีบีซีไทยชอบไปเที่ยวชุมชนเพราะให้ความรู้สึก "สบาย ๆ บ้าน ๆ ไม่ต้องหรู แต่งตัวสบาย ๆ ใส่กางเกงสะดอ เสื้อยืดก็ไปไหน ๆ ได้"

เธอก็ชอบถ่ายภาพธรรมชาติอยู่แล้ว ก็ทำให้การไปเที่ยวชุมชนได้พบกับสถานที่ใหม่ ๆ ที่สวยงามแปลกตา ทำให้รู้สึกชื่นชอบที่จะไปเที่ยวตามชุมชน แม้ว่าจะมีความลำบากในการเดินทางหรือว่ากินอยู่ก็ตาม

"จริง ๆ แล้วก็รู้สึกว่ามันก็ดีกับชาวบ้าน เงินมันก็ลงไปถึงชุมชนจริง ๆ ถ้าเค้ารวมกลุ่มกันได้เป็นของเค้าเองก็สามารถกระจายรายได้ ของบางอย่างในชุมชนก็ไม่ถูกหรอก แต่เราก็รู้ว่าอยากจ่ายให้เขา เพราะรู้ว่าเขาได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย" ณิชยาสรุป

ภาพทุกภาพมีลิขสิทธิ์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม