สัญลักษณ์ประชาธิปไตยล่องหน จากหมุดคณะราษฎรสู่อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

  • 31 ธันวาคม 2018
อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คือหนึ่งในบรรดาอนุสรณ์สถานที่เกี่ยวกับคณะราษฎรและการต่อสู้เพื่อการได้มาซึ่งประชาธิปไตย Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คือหนึ่งในบรรดาอนุสรณ์สถานที่เกี่ยวกับคณะราษฎรและการต่อสู้เพื่อการได้มาซึ่งประชาธิปไตย ภาพนี้ถ่ายเมื่อเดือน เม.ย. 2560

จวบจนบัดนี้ ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ว่าหมุดคณะราษฎร ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อ 86 ปี ถูกใครเคลื่อนย้ายไปที่ใด หลังหายไปจากลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อ เม.ย. 2560

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็ถูกย้ายออกจากวงเวียนหลักสี่ หลังจากที่ต้องย้ายสถานที่ตั้งไปแล้วก่อนหน้านี้เพราะการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ทราบว่าอนุสาวรีย์ดังกล่าว ถูกย้ายไปไว้ที่ไหน

อนุสาวรีย์หลายชื่อ

เว็บไซต์ สถาบันประปกเกล้าระบุว่า อนุสาวรีย์แห่งนี้ซึ่งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ใช้ในการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 มีชื่อเรียกขานกันอยู่หลายชื่อ ได้แก่

  • ชื่อทางการคือ "อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ"
  • ชื่อตามทำเลที่ตั้งบริเวณหลักสี่ คือ "อนุสาวรีย์หลักสี่"
  • "อนุสาวรีย์ปราบกบฏ" เพราะเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองไทย คือ กบฏบวรเดช ที่เริ่มเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2476
  • "อนุสาวรีย์หลวงอำนวยสงคราม" เพื่อเป็นเกียรติแก่ นายพันโทหลวงอำนวยสงคราม หนึ่งในผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองฯ 2475 และผู้บัญชาการทหารที่รบกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลบริเวณทุ่งบางเขน จนถูกยิงเสียชีวิต เมื่อ 14 ต.ค. 2476

หลังเหตุการณ์สงบเรียบร้อย รัฐบาลนำศพผู้เสียชีวิต 17 นาย มาทำบุญอุทิศส่วนกุศล ณ วัดราชาธิวาส และจัดพิธีฌาปนกิจบนท้องสนามหลวงอย่างสมเกียรติในฐานะวีรชนของชาติ ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีจัดงานศพของสามัญชนบนท้องสนามหลวง

จากนั้นได้บรรจุอัฐิไว้ในปลอกกระสุนปืนใหญ่ทองเหลืองตามประเพณีของทหาร และตั้งไว้ที่กรมกองต้นสังกัดของเหล่าทหารและตำรวจทั้ง 17 นาย เป็นเวลา 3 ปี เมื่อราชการสร้างอนุสาวรีย์ปราบกบฏ ที่ตำบลหลักสี่ อำเภอบางเขน จังหวัดพระนคร จึงนำอัฐิของวีรชนมาบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์

อนุสาวรีย์แห่งนี้ มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ต.ค. 2479 โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ คุณทราบหรือไม่ว่า วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เดิมมีชื่อว่า "วัดประชาธิปไตย"

"กบฏบวรเดช" เกิดอย่างไร

นิตยสารศิลปวัฒนธรรม อธิบายไว้ทาง เว็บไซต์ เมื่อ 11 ต.ค. 2561 ของความเป็นมาของ "กบฏบวรเดช" ว่า นำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม พร้อมกลุ่มทหารเข้ายึดบริเวณดอนเมือง บีบบังคับให้รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง เมื่อเจรจาไม่เป็นผลก็ปะทะกันต่อเนื่องจนทำให้เกิดความสูญเสีย

กลุ่มผู้ก่อการนี้เรียกตัวเองว่า "คณะกู้บ้านเมือง" นำทหารจำนวนมากจากหัวเมือง ทั้งอุบลราชธานี นครราชสีมา สระบุรี อยุธยา นครสวรรค์ พิษณุโลก ปราจีนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี เข้ามายึดพื้นที่ดอนเมือง จับกุมคนฝ่ายรัฐเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนาลาออกหรือปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของคณะกู้บ้านเมืองโดยรวม 6 ข้อ

การเจรจาของทั้งสองฝ่ายไม่เป็นผล จากนั้นจึงเกิดปะทะกันที่บางเขนตั้งแต่ 12-16 ต.ค. ผลสุดท้ายคณะกู้บ้านเมืองพ่ายแพ้ พระองค์เจ้าบวรเดชทรงลี้ภัยไปอินโดจีน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลสูญเสียทหารและตำรวจรวม 17 นาย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ หมุดใหม่ถูกปักไว้ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ร.5 ด้านหน้าสนามเสือป่า มาตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. 2560

ต่างอ้างเจ้า

รองศาสตราจารย์ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล บรรยายไว้ในบทความ "กบฏบวรเดช" ทาง เว็บไซต์ ของสถาบันพระปกเกล้าว่า ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเผชิญกับภาวะทางสองแพร่ง ทั้งนี้เพราะทั้งสองฝ่ายตั้งความหวังว่าพระองค์จะทรงเลือกสนับสนุนฝ่ายของตน ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่าตนเป็น "รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ตามรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมืองก็ดูจะกำลังแสวงหาสนามการแข่งขันทางการเมืองที่ยุติธรรมและสิทธิทางการเมือง อีกทั้งกำลังที่ถูกระดมมาก็เชื่อตามที่พระองค์เจ้าบวรเดชทรงทำให้เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ข้างเขา

จึงชัดเจนว่า สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงอยู่ว่าจะเกิดขึ้น คือการมีเจ้านายทำการลุกขึ้นสู้กับฝ่ายรัฐบาล ได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้ว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ไม่ได้พระราชทานความสนับสนุน และได้ทรงเตือนพระองค์เจ้าบวรเดชไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ไม่ให้ทรงมีส่วนในการกระทำการ เพราะจะนำมาซึ่งความหายนะของสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนั้น ก่อนหน้านั้นไม่นานพระองค์ได้ตัดสินพระราชหฤทัยไม่เสด็จฯ ไปยังพระราชวังบางปะอินที่อยุธยาเพื่อพระราชทานพระกฐินหลวงตามราชประเพณีซึ่งทรงปฏิบัติเป็นประจำ เพราะทรงเกรงว่าหากทหารหัวเมืองยกทัพผ่านลงมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็จะกักพระองค์ไว้เป็น "ตัวประกัน" อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าฝ่ายรัฐบาลเชื่อว่าพระองค์ทรงมีส่วนรู้เห็นในแผนการของฝ่ายคณะกู้บ้านกู้เมือง และมี "เรื่องบอกเล่า" ของกลุ่มคณะราษฎรว่าพระราชทานทุนทรัพย์สนับสนุน

แต่โดยที่ทั้งสองฝ่ายที่กำลังจะรบกันอยู่ได้ออกประกาศและกราบบังคมทูลว่าจงรักภักดีต่อพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงตัดสินพระราชหฤทัยประทับอยู่ที่หัวหินต่อไป ไม่เสด็จฯ กลับพระนคร พร้อมกันนั้นได้ทรงเสนอพระองค์เป็น "คนกลาง" ในการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรบกัน หากแต่ว่าไม่นานต่อมาการรบพุ่งกันได้เริ่มขึ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสลดพระราชหฤทัยยิ่งนักที่คนไทยด้วยกันรบกันเอง โดยมีการเสียเลือดเนื้อด้วยกันทั้งสองฝ่าย สิ่งเดียวที่พระองค์ทรงสามารถทำได้ในขณะนั้นก็คือการรักษาพระองค์ให้ปลอดภัยด้วยกองทหารรักษาวังที่มีจำนวนไม่มาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงขอให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันโดยมีพระองค์เป็น "คนกลาง" รวม 5 ครั้ง แต่ละครั้งฝ่ายรัฐบาลไม่ยอม ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะรัฐบาลกำลังเผชิญกับการท้าทายที่ร้ายแรงที่สุดต่อความอยู่รอดของตน อีกทั้งมีความแคลงใจว่าพระองค์ทรงเป็นกลางจริงหรือไม่ รัฐบาลได้ส่งผู้แทนไปกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯ กลับพระนครเช่นเดิม

ประวัติศาสตร์มีไว้เป็นบทเรียน

ดร.บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวกับบีบีซีไทย ว่า เขาเข้าใจถึงความจำเป็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการย้ายอนุสาวรีย์นี้ เพื่อการคมนาคมที่สะดวกขึ้นในอนาคต แต่อนุสาวรีย์นี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญ ยังต้องเก็บรักษาไว้ต่อไป ให้สาธารณชนได้ศึกษาอดีต

"คนไทยไม่ค่อยรู้จักประวัติศาสตร์ไทย สังคมไทยไม่เรียนรู้ข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และพัฒนาการของประชาธิปไตยในห้วงเวลาที่ผ่านมา จึงทำให้สังคมไทยยังตกอยู่ในวงจรรัฐประหาร มีการยึดอำนาจ จัดการเลือกตั้ง และฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่รู้จบ"

นักวิชาการรายนี้บอกว่า มีอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับคณะราษฎรอีกหลายแห่งที่ความสำคัญได้ลดลงในสังคมไทย เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งเดิมมีชื่อว่า "วัดประชาธิปไตย" เป็นสถานที่บรรจุอัฐิของบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง การปกครอง 2475 ด้วย

นักกิจกรรมให้ความสนใจ

การย้ายอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญในคืนวันที่ 28 ธ.ค. ที่ผ่านมาเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนและนักกิจกรรมทางการเมือง เช่นเดียวกับเมื่อตอนที่หมุดคณะราษฎรถูกสับเปลี่ยนไป แต่เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่เป็นกระแสมากนัก แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ควบคุมนักกิจกรรมไป เนื่องจากพวกเขาทำการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ในขณะที่มีการเคลื่อนย้ายอนุสาวรีย์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาเพจล้อเลียนการเมืองอย่าง "ไข่แมวx" ก็ได้ใช้ประเด็นนี้ในการสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาตลอดปีเกี่ยวกับการหายไปของหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวเนื่องกับคณะราษฎร

ส่วนการที่มีผู้ถอดหมุดคณะราษฎรออกไปเมื่อเดือน เม.ย. 2560 ดร.บุญเกียรติกล่าวว่า เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ามีผู้ต้องการลบประวัติศาสตร์สำคัญ ของไทย โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย และทำให้ความตระหนักรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยเลือนหายไป

นักวิชาการรายนี้ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เจตนาที่แท้จริงของการปักหมุดคณะราษฎรในอดีต คือต้องการใช้เป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และการกำเนิดรัฐธรรมนูญ

ความหมายของหมุดคณะราษฎรและหมุดใหม่คืออะไร

  • หมุดคณะราษฎรคือหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญ ฝังไว้ ณ จุดที่พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา อดีตนายกรัฐมนตรียืนอ่านประกาศยึดอำนาจ เมื่อเช้าของวันที่ 24 มิ.ย. 2475 โดยพิธีฝังหมุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2479 ส่วนบนของหมุดทองเหลืองนี้มีข้อความว่า "ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ"
  • หมุดใหม่แม้ว่าไม่ทราบว่าใครเป็นคนนำมาปักแทนหมุดเดิม แต่เมื่อพิจารณาข้อความที่ปรากฎบนหมุดใหม่นั้น บางส่วนมาจากคาถาสุภาษิตที่ปักอยู่บนตรา "ดาราจักรี" ซึ่งในเว็บไซต์ของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า เป็นเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ สร้างขึ้นเพื่อใช้ประดับฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ สำหรับฝ่ายหน้า โดยจะติดไว้ที่อกซ้ายของฉลองพระองค์ครุย จัดเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับบำเหน็จความชอบในราชการแผ่นดิน เรียกย่อว่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ มีชั้นเดียวทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน
Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คาถาสุภาษิตดังกล่าวคือ "ติรตเน สกรฏฺเฐจ สมฺพํเส จ มมายน สกราโชชุจิตฺตญฺจ สกรฎฺฐาภิวฑฺฒน" ซึ่งแปลว่า "ความนับถือรักใคร่ในพระศรีรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง"

ส่วนข้อความบนหมุดใหม่ คือ "ขอประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาสุขสันต์หน้าใสเพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม