เลือกตั้ง 2562 : "เผือกร้อน" การต่างประเทศ 3 ก้อน ในมือรัฐบาลใหม่

  • 9 มกราคม 2019
"ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน" (Advancing Partnership for Sustainability) คือแนวความคิดหลักของการเป็นประธานอาเซียนของไทย ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรัฐประหาร ประกาศไว้ในพิธีรับมอบตำแหน่งต่อจากสิงคโปร์เมื่อ พ.ย. ที่ผ่านมา Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ "ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน" (Advancing Partnership for Sustainability) คือแนวความคิดหลักของการเป็นประธานอาเซียนของไทย ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรัฐประหาร ประกาศไว้ในพิธีรับมอบตำแหน่งต่อจากสิงคโปร์เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา

นักการทูตและนักวิชาการด้านการต่างประเทศหลายคน เห็นพ้องว่า ถ้าหากการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562 ส่งผลให้ได้คนชุดเดิมกลับมาบริหารประเทศอีกครั้งหนึ่ง การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศไทยในปีนี้ จะไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่า การทำงานแบบกิจวัตรประจำวันเพื่อการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมาจัดประชุมเท่านั้น

พวกเขาเห็นว่า ประเด็น "เผือกร้อน" ของภูมิภาค 3 ลูก ที่ประธานอาเซียนจะต้องมีบทบาทแข็งขันร่วมผลักดัน คือ ปัญหาผู้อพยพโรฮิงญา, หลักปฏิบัติ (code of conduct) ของการใช้พื้นที่ในทะเลจีนใต้ และ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership—RCEP) นั้นคงจะหาความก้าวหน้าอะไรไม่ได้มากนักภายใต้ "เหล้าเก่าในขวดใหม่"

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรัฐประหาร ประกาศไว้ในพิธีรับมอบตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาว่า แนวคิดหลัก (theme) ของการเป็นประธานอาเซียนของไทยคือ "ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน" (Advancing Partnership for Sustainability) แต่นักวิชาการด้านต่างประเทศบางคนตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้

"สิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์พูด เช่น เรื่องการเชื่อมโยง (connectivity) และความยั่งยืน นั้นเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ตัวคนพูดเองก็ยังไม่รู้ว่าจะปฏิบัติให้เป็นจริงได้อย่างไร" อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางลุ่มแม่น้ำโขง สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับบีบีซีไทย

เปลี่ยนผ่านจะราบรื่น?

ดร. ดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ระยะเวลาการเป็นประธานอาเซียนสัมพันธ์ทับซ้อนกับกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนั่นคือการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งหากการเปลี่ยนผ่านมีความราบรื่นไม่มีความรุนแรงทางการเมืองจะส่งผลดีต่อการจัดประชุมหลายครั้งที่จะมีในไทย แต่หากการเปลี่ยนผ่านขรุขระหรือมีเหตุประท้วงก็อาจส่งผลต่อความพร้อมหรือเสถียรภาพของรัฐเจ้าภาพในการจัดประชุม

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มีความวิตกกังวลว่าการล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน แบบที่ นปช. ทำเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2552 อาจเกิดขึ้นได้อีก หากผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย

ปกติแล้วกลุ่มอาเซียนจะจัดการประชุมสุดยอด 2 ครั้งในรอบ 1 ปี คือครั้งแรกเป็นการประชุมภายในของกลุ่มจะเกิดขึ้นตอนต้นปี ราวเดือน มี.ค. หรือ เม.ย. เพื่อให้ผู้นำได้หารือว่ามีเรื่องใดบ้างที่จะต้องดำเนินการตลอดปี และการประชุมสุดยอดปลายปี ซึ่งจะตกราวเดือน พ.ย.

แหล่งข่าวในกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า แรกทีเดียวไทยกำหนดการประชุมสุดยอดครั้งแรกวันที่ 22-23 มิ.ย. แต่เมื่อคำนึงถึงการเลือกตั้งที่อาจมีการเลื่อนออกไป คาดว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 น่าจะเกิดขึ้นได้ราวปลายเดือน ก.ค. หรือต้นเดือน ส.ค. 2562

"ถ้ามีการเลือกตั้ง 24 ก.พ. จริง กว่าจะตั้งรัฐบาลเสร็จอาจจะ เม.ย. แต่ถ้าต้องรอให้ทุกอย่างนิ่งจริง ๆ เดือน มิ.ย. คงไม่ทัน" แหล่งข่าวกล่าว

ทำไมไม่เลื่อน

นักการทูตในประเทศอาเซียนรายหนึ่ง แสดงความวิตกกังวลว่า เหตุการณ์แบบปี 2552 คือการชุมนุมประท้วงระหว่างการที่รัฐบาลไทยทำหน้าที่ประธานอาเซียน อาจเกิดขึ้นได้อีก ถ้าผลการเลือกตั้งไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

"เราสงสัยว่า ทำไมประเทศไทยไม่ขอเลื่อนการเป็นประธานอาเซียนออกไปก่อนเหมือนเช่นที่ประเทศสมาชิกอื่นเคยทำ เลือกตั้งเสร็จแล้วค่อยมาทำหน้าที่ประธานก็ยังได้" นักการทูตจากประเทศอาเซียนกล่าวกับบีบีซีไทย

Image copyright Getty Images

อุกฤษฎ์ เสริมว่า รัฐบาลไทยไม่ควรสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองแบบนี้จนกระทั่งไปกระทบต่อการทำหน้าที่ประธาน และนี่เป็นสิ่งที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการเมืองระหว่างประเทศของไทยอย่างมาก

"การที่รัฐมนตรีต่างประเทศปฏิเสธผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศ ยิ่งเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือต่อภาพลักษณ์ของไทยอย่างรุนแรง... อย่างนี้แล้วใครจะคาดหวังอะไรจากการเป็นประธานอาเซียนของไทยได้" นักวิจัย (เชี่ยวชาญพิเศษ) ระดับ 10 ซึ่ง เทียบเท่าตำแหน่ง ศาสตราจารย์ กล่าว

สัมพันธ์ทหารไทยกับเมียนมากับปัญหาโรฮิงญา

กอบศักดิ์ ชุติกุล อดีตนักการทูตและนักการเมืองผู้เคยอยู่ในคณะกรรมการที่ปรึกษาเรื่องวิกฤตการณ์รัฐยะไข่ให้กับรัฐบาลออง ซาน ซู จี แห่งเมียนมา กล่าวว่า ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะประธานอาเซียนหรือไม่ ไทยก็ไม่สามารถมีบทบาทมากนักในการแก้ปัญหานี้ เพราะทหารไทยกับทหารเมียนมามความใกล้ชิดกันมาก มีปัญหาชายแดนที่จะต้องแก้ร่วมกัน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แนบแน่นทำให้ไทยมีความเกรงใจเมียนมามากเกินกว่าจะกดดันในเรื่องนี้ได้ แม้ว่าสถานะของอองซานซูจีในสายตาต่างประเทศได้ตกต่ำลงมากแล้ว

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ดุลยภาค ระบุว่า ประเทศไทยอาจต้องเล่นบทบาทหนักขึ้นในเรื่องโรฮิงญา โดยต้องระมัดระวังในการจัดสมดุลระหว่างรัฐบาลเมียนมากับรัฐบาลอื่นที่แสดงท่าทีสนับสนุนมุสลิม-โรฮิงญา โดยเฉพาะ มาเลเซียและอินโดนีเซีย

"ถ้าไทยในฐานะประธานอาเซียนทำอะไรไม่ได้เลย แรงกดดันจากประเทศตะวันตกและสหประชาชาติจะทับถมทวีมากขึ้น หลังจากที่มีการหยิบยกประเด็นเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ขึ้นมา ทั้งในเวทียูเอ็นและสภาคองเกรสของสหรัฐ ฯ" กอบศักดิ์ กล่าว

ดุลยภาค ซึ่งเชี่ยวชาญกิจการเมียนมา กล่าวว่า ประเทศไทยอาจต้องเล่นบทบาทหนักขึ้นในเรื่องโรฮิงญา โดยต้องระมัดระวังในการจัดสมดุลระหว่างรัฐบาลเมียนมากับรัฐบาลอื่นที่แสดงท่าทีสนับสนุนมุสลิม-โรฮิงญา โดยเฉพาะ มาเลเซียและอินโดนีเซีย วิกฤตโรฮิงญาส่งผลกระทบในวงกว้าง มิใช่แค่การดุลอำนาจระหว่างกองทัพกับพลเรือนหรือการชะลอตัวของกระบวนการสันติภาพในเมียนมาเท่านั้น แต่รวมถึงการแสดงท่าทีและบทบาทของนานาชาติ เช่น จีน อินเดีย ตะวันตกและโลกมุสลิม ซึ่งความซับซ้อนของสถานการณ์ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำหรับไทยในฐานะประธานอาเซียน

อิทธิพลของจีน

เรื่องทะเลจีนใต้และความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจนั้น เกี่ยวข้องกับบทบาทของจีนในภูมิภาคนี้โดยตรง กลุ่มอาเซียนและจีนอาจจะสามารถจัดทำตัวบทเพื่อการเจรจาเรื่อง code of conduct ในทะเลจีนใต้ให้แล้วเสร็จได้ภายในปี 2562 ในห้วงเวลาที่ไทยเป็นประธาน แต่ศาสตราจารย์ เคน จินโบ จากมหาวิทยาลัย เคโอะ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ code of conduct จะถูกตีความตามแนวทางของจีน เพื่อกีดกันประเทศนอกภูมิภาคไม่ให้มีกิจกรรมทางทหารในทะเลจีนใต้

จินโบ บอกว่า คำว่าเสรีภาพในการเดินเรือนั้นเป็นหลักการที่ทุกประเทศ เห็นร่วมกันตามสนธิสัญญากฎหมายทางทะเลของสหประชาชาติอยู่แล้ว แต่การตีความของจีนนั้นหมายถึงว่า กิจกรรมทางทหารเช่น การซ้อมรบ การหาข่าวกรอง เป็นภัยคุกคามเสรีภาพในการเดินเรือ นั่นหมายความว่า สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลียจะมีปัญหากับการตีความแบบนี้

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ การประชุมสุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2561

ส่วนเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ RCEP นั้น แหล่งข่าวนักการทูตของไทย มองว่า คงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงอะไรกันได้ในห้วงระยะเวลาที่ไทยเป็นประธาน เพราะ ท่าทีของอินเดียคืออุปสรรคสำคัญ ยิ่งจีนผลักดันมากเท่าไหร่ อินเดียยิ่งต่อต้านมากเท่านั้น อีกทั้งท่าทีของอาเซียนทั้งมวลก็ยังไม่ได้เป็นเอกภาพมากนัก

มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า มาเลเซียจะไม่ลงนามในข้อตกลงนี้หากว่า ประเทศยากจนในกลุ่มไม่ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมและไม่มีมาตรการปกป้องคุ้มครองประชาชนรายย่อย

"บริษัทธุรกิจขนาดใหญ่คงชอบเพราะได้ประโยชน์ แต่ประชาชนตัวเล็ก ๆ ล่ะจะได้อะไรจากความตกลงนี้" นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไทยเมื่อปลายปีที่แล้วระหว่างเยือนกรุงเทพฯ

สหรัฐฯ vs จีน

นักวิชาการด้านการเมืองระหว่างประเทศและนักการทูต เห็นว่า สิ่งที่เป็นความท้าทายที่สุดของกลุ่มอาเซียนในศตวรรษนี้คือ การแข่งขันทางอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐฯ ผ่านยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) และอินโด-แปซิฟิก ที่มหาอำนาจใหญ่ทั้งสองชูขึ้นมาและใช้เป็นแนวในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนในปัจจุบัน

อุกฤษฎ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อาเซียนยังไม่สามารถหาจุดยืนร่วมกันได้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ประเทศไทยในฐานะประธานดูเหมือนจะยิ่งมีจุดอ่อนเรื่องนี้มาก เนื่องจากรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันมองยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยมิติความมั่นคงด้านการทหารแบบเดียวเท่านั้น

Image copyright Getty Images

เขาเสริมว่า การรับมือกับเรื่องนี้ต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แจ่มชัด สามารถมองสถานการณ์โลกได้ชัดเจนพอจะกำหนดยุทธศาสตร์และท่าทีของกลุ่มอาเซียนได้

"เราไม่มีผู้นำแบบนั้น เรามีแต่ผู้นำที่มีอำนาจแต่ขาดสติปัญญา"

การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ในปลายเดือน ก.พ. นี้ ก็ถูกตั้งคำถามถึงความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ที่จะดำเนินไป จนมีหลายฝ่ายสงสัยว่า ประเทศไทยจะได้ผู้นำชุดเดิมเข้ามาสู่ตำแหน่งอีก

"ผมไม่คิดว่าประเทศไทยจะได้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และศักยภาพพอที่จะนั่งลงคุยกับคนอย่าง มหาเธร์ แห่งมาเลเซีย และ นายกรัฐมนตรี ลี เซียน ลุง แห่งสิงคโปร์ ได้อย่างเท่าเทียม ยิ่งไม่ต้องคิดว่าจะแสดงบทบาทนำได้ในฐานะประธาน ในระดับที่จะบอกได้ว่าอาเซียนจะเอาอย่างไรกับจีน จะทำอย่างไรกับการแข่งขันทางอำนาจของมหาอำนาจ จะรับมือกับยุทธศาสตร์ อินโด-แปซิฟิก ของสหรัฐฯ กันอย่างไร" กอบศักดิ์ อดีตอธิบดีหลายกรมในกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวทิ้งท้าย

ไทยพร้อมเป็นปธ.อาเซียนแม้การเลือกตั้งยังไม่สรุปวัน

น.ส. บุษฎี สันติพิทักษ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับบีบีซีไทยได้ว่า แม้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 จะยังไม่ได้กำหนด แต่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนได้มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้ามาสักระยะแล้ว จึงไม่มีความกังวล ส่วนการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนั้น ยังไม่มีการกำหนดช่วงระยะเวลาอย่างแน่ชัด แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยในฐานะประธานอาเซียน ก็มีความพร้อมที่จะจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนได้

ส่วนกรณีการจัดการวิกฤตการณ์โรฮิงญานั้น เรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในวาระที่มีความสำคัญหลัก โดยในระหว่างวันที่ 17-18 ม.ค. นี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่ จ. เชียงใหม่ โดยจะนำประเด็นเรื่องนี้เข้าหารือในการประชุมด้วย รวมไปถึงการประกาศนโยบายสำคัญ เพื่อกำหนดทิศทางและท่าทีร่วมในการขับเคลื่อนอาเซียนต่อไปในปี 2562

นอกจากประเด็นดังกล่าว โฆษกกระทรวงต่างประเทศยังบอกว่า กรอบความร่วมมือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ RCEP หรือเรื่องอิทธิพลของจีน ก็จะนำมาหารือกันด้วยเพื่อทำให้ภูมิภาคอาเซียนพัฒนาเศรษฐกิจทั้งด้านการค้า บริการและการลงทุนได้ตามแผนที่กำหนด

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม