โทรศัพท์มือถือช่วยให้เด็กสาวซาอุฯ รอดพ้นการถูกไทยส่งตัวกลับประเทศได้อย่างไร ?
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้

สาวซาอุ : รอดพ้นการถูกไทยส่งตัวกลับไปหาพ่อแม่ด้วยโทรศัพท์มือถือ และโลกโซเชียล

  • 11 มกราคม 2019

น.ส.ราฮาฟ โมฮาเหม็ด แอล-เคนูน ชาวซาอุดีอาระเบีย วัย 18 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกักตัวที่โรงแรมในสนามบินสุวรรณภูมิ ในระหว่างเดินทางหลบหนีจากครอบครัวเพื่อไปยังออสเตรเลีย ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติ และเดินทางถึงแคนาดาแล้ว

ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้เรื่องราวการขอความช่วยเหลือของเธอผ่านทวิตเตอร์ จนเป็นกระแสทำให้ไทยอนุญาตให้เธอพำนักในประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อให้อยู่ใต้ความดูแลของเจ้าหน้าที่ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ นักสิทธิมนุษยชนหลายคนเชื่อว่าโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญ ทำให้หลายฝ่าย "ต้องขยับ" หาทางช่วยเหลือไม่ให้เธอจะต้องเผชิญกับการประหัตประหารในประเทศบ้านเกิด

ราฮาฟ ถูกกักตัวที่สุวรรณภูมิ หลังหลบหนีจากครอบครัว และไม่ต้องการถูกส่งตัวกลับซาอุฯ เพราะเกรงจะถูกฆ่า ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอประกาศเลิกนับถืออิสลาม เธอได้สร้างบัญชีทวิตเตอร์ เมื่อ 5 ม.ค. หลังหนีจากครอบครัว

ในช่วงคืนวันที่ 6 ม.ค. มีผู้ติดตามเธอมากกว่า 17,000 คน ต่อมาบ่ายวันที่ 7 ม.ค. เพิ่มเป็น 57,000 คน และในคืนวันที่ 8 ม.ค. เพิ่มเป็น 90,000 คน

ราฮาฟ ทวีตข้อความจากห้องพักโรงแรมในสนามบิน ซึ่งเธอขังตัวเองไว้ ขณะที่ด้านนอก เจ้าหน้าที่ทางการไทย-ซาอุฯ กำลังถกเรื่องการขอลี้ภัยของเธอ

ในเวลาเดียวกัน มีผู้ใช้แฮชแท็ก #SaveRahaf อย่างแพร่หลาย ภายในเวลาอันรวดเร็ว รวมทั้งในออสเตรเลียประเทศที่ราฮาฟ ต้องการขอลี้ภัย ภายใน

ขณะที่มีรายงานว่าอุปทูตซาอุฯ ประจำประเทศไทย ออกปากว่า ทางการไทยควรยึดโทรศัพท์มือถือของเธอ แทนการยึดพาสปอร์ต เพราะน่าจะทำให้เหตุการณ์ไม่ล่วงเลยมาจนถึงขั้นนี้

เสียงเรียกร้องของสาธารณชน ได้รับการตอบสนอง หลังจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย แห่งสหประชาชาติ เข้ามาช่วยเหลือ และส่งเรื่องของเธอให้ออสเตรเลีย แต่ต่อมาได้รับอนุญาตจากประเทศแคนาดาให้เข้าลี้ภัย

ราฮาฟ บอกว่า ทวิตเตอร์ ทำให้สถานการณ์ของเธอพลิกผัน เธอโพสต์แนะนำคนอื่นว่า "อย่ายอมให้ใครมาหักปีกของคุณ"