เลือกตั้ง 2562 : ที่สุดที่คุณอาจยังไม่รู้ก่อนเข้าคูหา

  • 18 กุมภาพันธ์ 2019
ที่สุดในการเลือกตั้ง

การเลือกตั้ง 2562 จะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ครั้งแรกในรอบ 8 ปี นับจากปี 2554 ไม่เพียง "กติกา" ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่บรรดา "ผู้เล่น" และ "กรรมการ" ก็เปลี่ยนชุด

บีบีซีไทยรวบรวม 7 เรื่อง "ที่สุด" ในการเลือกตั้ง 2562 พร้อมย้อนสำรวจสถิติน่ารู้ในการเลือกตั้งตลอดห้วงเวลา 18 ปีของไทย นับจากปี 2544 เป็นต้นมา เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 51.4 ล้านคนได้เห็นภาพ ก่อนเดินเข้าคูหาเลือกตั้งในเดือน มี.ค. นี้

1. พรรคการเมืองมากที่สุด

บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลจากฐานข้อมูลของสำนักงาน กกต. เมื่อ 4 ก.พ. 2562 ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดรับสมัคร ส.ส. ทั้ง 2 ระบบ พบว่า มีพรรคการเมืองในสารบบ 106 พรรค ทว่าพรรคที่มีคุณสมบัติในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ณ เวลานั้นมีเพียง 49 พรรค ตามการเปิดเผยของ พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับสถิติในการเลือกตั้งปี 2554 แต่ต่อมา กกต. ได้รับรองรับคุณสมบัติพรรคการเมืองเพิ่มเติม ทำให้เมื่อถึงวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัคร ส.ส. คือวันที่ 8 ก.พ. 2562 มีถึง 81 พรรคการเมืองได้สิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส. ลงแข่งขันในครั้งนี้ แต่สุดท้ายเหลือพรรคที่ได้ลงสนามจริง 80 พรรค เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.)

กฎกติกาที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองคาดการณ์ตรงกันว่าจะเกิดพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมากภายหลังการเลือกตั้ง 2562 ทว่า รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำนายว่าพรรคที่มีโอกาสเสนอชื่อ "นายกฯ ในบัญชี" ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาได้ หรือได้ ส.ส. ไม่ต่ำกว่า 25 เสียง น่าจะมีไม่เกิน 4-5 พรรค

2. ผู้สมัคร ส.ส. เยอะที่สุด

เพราะทุกคะแนนเสียงที่ผู้สมัคร ส.ส. ได้รับไม่ว่าเขาหรือเธอจะ "สอบได้" หรือ "สอบตก" ล้วนมีความหมายภายใต้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เพิ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรก ทำให้แต่ละพรรคการเมืองเตรียมส่งผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตแบบเต็มพิกัด ไม่ว่าเพื่อ "บุกไปชนะ" ให้ได้เป็น ส.ส. เขต หรือ "บุกไปแพ้" แต่เก็บคะแนนกลับเข้าพรรคต้นสังกัด นำมาคำนวณเป็นยอด "ส.ส. พึงมี" ก่อนคิดเป็นยอด ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) เบื้องต้นสูตรที่มีการพูดถึงกันมากคือ "70,000 เสียง/ 1 ส.ส." (ดูสูตรคำนวณยอด ส.ส. ได้ที่นี่)

ถ้าสำรวจยอดผู้สมัคร ส.ส. ในห้วง 20 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า แต่ละครั้งมีผู้สมัคร ส.ส. ราว 3,000 คน ทว่าครั้งที่มียอด "ทะลุครึ่งหมื่น" คือการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งจัดทำขึ้นมาในบรรยากาศหลังรัฐหลังประหารปี 2549 จากเดิมเป็นการเลือกแบบ "เขตเดียว เบอร์เดียว" เป็น ส.ส. เขต 400 คน และ "เขตประเทศ เบอร์เดียว" เป็น ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ 100 คน แล้วทำให้เกิดปรากฏการณ์ชนะเลือกตั้งแบบแผ่นดินถล่ม (แลนด์สไลด์) ขึ้นกับพรรคไทยรักไทยของ ทักษิณ ชินวัตร ของใหม่

มือยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงรื้อระบบเก่า-เปลี่ยน ส.ส. เขตเป็น "เขตใหญ่ เรียงเบอร์" และปรับ-ลดยอด ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ให้เป็น "ส.ส. สัดส่วน" 80 คน โดยให้ทุกพรรคจัดทำ 8 บัญชีตามภูมิภาค

มาการเลือกตั้งหลังรัฐประหารปี 2557 มีสมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่ผ่านการรับรองของ กกต. ทั้งสิ้น 2,702 คน (จากผู้สมัครทั้งหมด 2,917 คน) ซึ่งมาจาก 76 พรรคการเมือง ส่วนผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตที่ 80 พรรคการเมืองส่งเข้าประกวดและได้รับการรับรองจาก กกต. มียอดรวมกัน 10,608 (จากผู้สมัครทั้งหมด 11,181 คน) นั่นหมายความว่าการเลือกตั้งหนนี้มียอดผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 2 ระบบ "ทะลุหมื่น" เลยทีเดียว (ตัวเลขนี้หักผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตของ ทษช. 174 คน และบัญชีรายชื่อ 108 คนออกแล้ว หลังถูกยุบพรรค)

อย่างไรก็ตามมีเพียง 6 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. แบบเขตครบ 350 คน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์, พรรคภูมิใจไทย, พรรคเสรีรวมไทย, พรรคอนาคตใหม่, พรรครวมพลังประชาติไทย และพรรคพลังประชารัฐ

มีเพียง 4 พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเต็มบัญชี 150 คน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์, พรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อชาติ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย

พรรคหลักส่งผู้สมัครมากน้อยเพียงใด

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากข้อมูลของสำนักงาน กกต.

3. ขอนแก่น ครองแชมป์ผู้สมัคร ส.ส. เยอะที่สุด

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. ได้แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่เมื่อ 19 ก.ย. 2561 ซึ่งพบว่ามี 23 จังหวัดถูกหั่นยอด ส.ส. ลง และมีเพียง 4 จังหวัดที่จำนวนยอด ส.ส. ยังเป็นตัวเลข 2 หลัก ประกอบด้วย กทม. 30 เขต, นครราชสีมา 14 เขต, ขอนแก่นและอุบลราชธานีจังหวัดละ 10 เขต

บีบีซีไทยตรวสอบข้อมูลจาก กกต. พบว่า เขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครมากที่สุดคือเขตเลือกตั้ง 9 และ 10 จ. ขอนแก่น มีผู้สมัคร 44 คน นอกจากนี้ในเขต 1, 2, 4 ของขอนแก่น ยังมีผู้สมัคร 42 คน ส่วนเขต 8 มี 41 คน เรียกว่ามีถึง 6 จาก 10 เขตที่มียอดผู้สมัคร ส.ส. ทะลุ 40 คน

4. ประชาชนสับสนที่สุด

ภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม แม้ ส.ส. ยังมี 2 ระบบเช่นเดิมคือ แบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แต่บัตรเลือกตั้งกลับหดเหลือใบเดียว จนเกิดการขนานนามกันว่าเป็นการ "เลือก 1 ได้ถึง 3" และยากจะคาดเดา "รูปแบบการตัดสินใจ" ของประชาชนว่าอยู่บนพื้นฐานเลือกตัวผู้สมัคร ส.ส. เขตที่รัก หรือเลือกพรรคการเมืองที่ชอบ หรือเลือกจากราศี-บารมีของบรรดา "นายกฯ ในบัญชี" ที่พรรคต่าง ๆ ภูมิใจนำเสนอ

นอกจากนี้ "รูปแบบบัตรเลือกตั้ง" ยังเปลี่ยนแปลง แม้ผู้สมัคร ส.ส. มาจากต้นสังกัดเดียวกัน อยู่ในจังหวัดเดียวกัน แต่เพียงข้ามเขตเลือกตั้งไป พวกเขาก็จะกลายเป็นเพื่อนร่วมพรรคที่ลงสนามเลือกตั้งด้วยหมายเลขแตกต่างกัน พรรคการเมืองจึงไม่อาจใช้แผนรณรงค์เดิม ๆ ที่ว่าเลือก พรรค ก. กาเบอร์ 0 ทั้งประเทศ ด้วยเพราะกฎหมายกำหนดให้มีการสมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตก่อน และจับสลากหมายเลข ส.ส. เขตก่อน พรรคการเมืองถึงจะยื่นบัญชีผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อได้ เรียกว่ามี "350 เขต ก็มีบัตรเลือกตั้ง 350 แบบ" ตรงนี้ทำให้คอการเมืองระบุตรงกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนสับสนที่สุด

ดูส่วนผสม ส.ส. 2 ระบบ

ปี จำนวนบัตรเลือกตั้ง จำนวน ส.ส. แบ่งเขต จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ/สัดส่วน
2544 2 ใบ 400 คน 100 คน
2548 2 ใบ 400 คน 100 คน
2550 2 ใบ 400 คน 80 คน
2554 2 ใบ 375 คน 125 คน
2562 1 ใบ 350 คน 150 คน

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม

5. ประชาชนลงทะเบียนตั้งล่วงหน้ากว่า 2.75 ล้านคน

แม้ประชาชนอาจสับสนกับระบบใหม่ แต่ก็มีผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งนอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักร (ระหว่างวันที่ 28 ม.ค.-19 ก.พ. 2562) มากถึง 2.75 ล้านคน ตามการเปิดเผยของ กกต. ซึ่งใกล้เคียงกับสถิติในการเลือกตั้งปี 2554 แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 นี้จะ "คึกคัก-คึกครื้น-ถล่มทลาย" กว่าการเลือกตั้งครั้งไหน ๆ เพราะถ้าย้อนดูสถิติการเลือกตั้งล่วงหน้าในครั้งก่อน ๆ จะพบว่ามีผู้มาใช้สิทธิจริงไม่เต็มร้อยละ 100

ในการเลือกตั้งปี 2548 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง ร้อยละ 41.05 ของผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ และใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ร้อยละ 40.22 ของผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ส่วนการเลือกตั้งปี 2550 มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตถึง ร้อยละ 87.40 และใช้สิทธินอกราชอาณาจักร ร้อยละ 73.36 มาถึงการเลือกตั้งปี 2554 ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตลดลงเหลือ ร้อยละ 55.67 และใช้สิทธินอกราชอาณาจักร ร้อยละ 52.43 ของยอดผู้ลงทะเบียน

6. ใช้บัตรเลือกตั้งน้อยที่สุด

แม้มีทั้ง "พรรคเก่า" และ "พรรคใหม่" เดินเข้าสู่สนามเลือกตั้ง และมีผู้สิทธิเลือกตั้งทะลุ 50 ล้านคน แต่เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ กกต. ต้องจัดพิมพ์จึงลดลงอย่างฮวบฮาบ

ในบัตรเลือกตั้งครั้งนี้จะบรรจุข้อมูลสำคัญ 3 ส่วน ประกอบด้วย หมายเลขผู้สมัคร, ชื่อพรรค, โลโก้พรรค จากแรกเริ่มเดิมที่ กกต. จะให้มีเฉพาะหมายเลขผู้สมัคร แต่ถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก จึงยอม "เปลี่ยนการตัดสินใจ"

ย้อนสำรวจบัตรเลือกตั้งในรอบ 2 ทศวรรษ

ปี ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ/สัดส่วน
2544 42.7 ล้านคน มีเฉพาะหมายเลขผู้สมัคร มีหมายเลขพรรค, ชื่อพรรค, โลโก้พรรค
2548 44.5 ล้านคน มีเฉพาะหมายเลขผู้สมัคร มีหมายเลขพรรค, ชื่อพรรค, โลโก้พรรค
2550 44 ล้านคน มีเฉพาะหมายเลขผู้สมัคร มีหมายเลขพรรค, ชื่อพรรค
2554 46.9 ล้านคน มีเฉพาะหมายเลขผู้สมัคร มีหมายเลขผู้สมัคร, ชื่อพรรค, โลโก้พรรค
2562 51.4 ล้านคน มีหมายเลขผู้สมัคร, ชื่อพรรค, โลโก้พรรค -

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม

7. ยืดเวลาให้เข้าคูหาได้นานที่สุด

คนไทยมีเวลา 9 ชม. ในการเดินทางไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากมีการขยายเวลาลงคะแนนเป็น 08.00-17.00 น. จากเดิม 08.00-15.00 น.

การ "ยืดเวลาเข้าคูหา" เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2559 โดยให้ประชาชนไปใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 08.00-16.00 น. หรือคิดเป็นเวลา 8 ชม. แต่การเลือกตั้งหนนี้คือการเลือกตั้งครั้งแรกที่มีการ "ยืดเวลาเข้าคูหา" จาก 7 ชม. เป็น 9 ชม.

ย้อนดูเวลาใช้อำนาจ "อธิปไตยทางตรง" ของคนไทย

  • ปี 2544 : 08.00-15.00 น.
  • ปี 2548 : 08.00-15.00 น.
  • ปี 2550 : 08.00-15.00 น.
  • ปี 2554 : 08.00-15.00 น.
  • ปี 2562 : 08.00-17.00 น.

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 21 ม.ค. 2562 ต่อมาได้ปรับปรุงเนื้อหาเมื่อ 20 มี.ค. เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดของ กกต.

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม