'เจ้าสาวชาวไทย' : นิติวิทยาศาสตร์เตรียมเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอพ่อแม่ 'หญิงอุดรฯ' เพื่อเทียบกับของศพนิรนามในคดีปริศนาที่อังกฤษ

  • 27 มกราคม 2019
ภาพสเก็ตช์ของ "เจ้าสาวชาวไทย" Image copyright NORTH YORKSHIRE POLICE
คำบรรยายภาพ ภาพสเก็ตช์ของ "เจ้าสาวชาวไทย" จากตำรวจยอร์กเชียร์เหนือ

ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์หลักฐานบุคคลสูญหายจะลงพื้นที่เก็บดีเอ็นเอจากพ่อแม่ที่ร้องว่า ลูกสาวน่าจะเป็น ศพหญิงนิรนามที่พบที่อุทยานแห่งชาติในสหราชอาณาจักรเมื่อ 14 ปีก่อน

สำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุดรธานีแจ้งว่า ในวันที่27 ม.ค. นี้ เจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กลุ่มตรวจพิสูจน์บุคคลสูญหายจะเดินทางมาเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอของ นายบัวสา และ นางจูมศรี (ด้วยเหตุผลทางกฎหมายอังกฤษ บีบีซีไทย ไม่สามารถระบุนามสกุลได้) สองสามีภรรยาชาวอุดรธานี ซึ่งร้องเรียนไปว่า ลูกสาวของตนเองที่หายไปเนิ่นนาน น่าจะเป็นผู้เสียชีวิตในคดีที่ตำรวจอังกฤษยังปิดไม่ลง แม้เวลาผ่านไปนาน 14 ปีแล้ว

เศรษฐินรี เวเนส ประธานเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร (Thai Women Network in the UK) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การลงเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในวันพรุ่งนี้เกิดจากการร้องขอของฝ่ายพ่อแม่ โดยมีเครือข่ายฯ เป็นผู้ประสานงานให้

"เมื่อเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอแล้วจะเอาไปตรวจที่กรุงเทพฯ จากนั้นผลที่ได้ทางเครือข่าย ฯ จะเป็นผู้ส่งไปที่อังกฤษเพื่อเทียบเคียงกับดีเอ็นเอของร่างผู้เสียชีวิตอีกครั้งหนึ่ง" เศรษฐินรี กล่าว

Image copyright RICHARD HILL
คำบรรยายภาพ ไม่กี่อึดใจหลังจากที่ ริชาร์ด ฮิล ถ่ายรูปนี้ เขาและเพื่อน ๆ ก็พบศพในลำธารบนเขาแห่งนี้

พ่อแม่ตามหาลูกสาว

ก่อนหน้านี้บัวสา และจูมศรี สามีภรรยาวัย 72 ปี ชาว อ. เพ็ญ จ. อุดรธานี ได้เปิดเผยรูปถ่ายและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับลูกสาว ที่ขาดการติดต่อไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว วางเรียงไว้ให้สื่อมวลชนดู และทั้งสองผลัดกันเล่าถึงการตามหาเธอในช่วงที่ผ่านมา

พ่อแม่ได้ระบุชื่อของหญิงภายนี้ต่อสื่อมวลชน แต่ ด้วยเหตุผลทางกฎหมายอังกฤษ บีบีซีไทย ไม่สามารถระบุชื่อได้

"ปีที่เกิดสึนามิภาคใต้ ลูกสาวโทรมาหา" จูมศรี ผู้เป็นแม่ของ 'หญิงอุดรฯ' และนั่นเป็นการติดต่อกันครั้งสุดท้ายระหว่างกัน เมื่อปี 2547

ตามคำบอกเล่าของผู้เป็นแม่ 'หญิงอุดรฯ' รายนี้ พบรักกับหนุ่มชาวอังกฤษที่เชียงใหม่และตกลงแต่งงานกันเมื่อปี 2534 ขณะนั้นเธอมีลูกชาย กับสามีเก่าชาวไทยแล้ว 1 คน และภายหลังมีลูกกับสามีชาวอังกฤษคนนี้

จูมศรีเล่าว่า ราวปี 2538 ลูกสาวของเธอได้พาลูกชายคนแรกย้ายตามไปอยู่ที่อังกฤษด้วย จากนั้นก็ส่งจดหมายและโทรศัพท์กลับมา รวมทั้งมาเยี่ยมเยือนบ้านเป็นระยะจนกระทั่งขาดหายไปเมื่อปลายปี 2547

หลังจากลูกสาวไม่ได้โทรศัพท์ หรือส่งจดหมายมาหาเช่นเคย ผู้เป็นแม่และพ่อเป็นห่วงมาก ทั้งสองจึงพยายามออกตามหาเท่าที่จะทำได้

พวกเขาเริ่มต้นจาก แจ้งความที่สถานีตำรวจใกล้บ้านแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า จากนั้นสองสามีภรรยาก็เริ่มไปร้องเรียนหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือทางสังคม เช่น มูลนิธิปวีณาฯ รวมไปถึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปร้องเรียนที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ให้ตามหาลูกสาวและหลานชาย

"เดินทางไปทุกที่ ที่ใครบอกว่าจะทำให้รู้ความจริงว่า ลูกสาวหายไปไหน ขายข้าวได้จากการทำนา ก็ไปหาตามหน่วยงานต่าง ๆ ให้ช่วย ด้วยฐานะและความรู้ ก็ทำได้แค่นี้ ไปกันเองสองตายาย" บัวสา ผู้เป็นพ่อเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

หลังจากไปร้องเรียนที่กรมการกงสุลได้สักพัก หลานชายคนโตก็ตอบกลับมาว่า สบายดี มีงานทำแล้ว แต่ตัวหลานชายเองก็ไม่สามารถติดต่อผู้เป็นแม่ได้เช่นกัน

ความสงสัยเกี่ยวกับชะตากรรมของลูกสาวยังไม่ได้รับความคลี่คลาย ทั้งคู่ก็ยังไม่ลดละความพยายาม ยังคงติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ให้ช่วยเหลือต่อไป แต่เรื่องราวก็เงียบหายไป

ต่อมาในราวปี 2559 หลานชายคนที่เกิดจากเขยอังกฤษ เดินทางมาพบที่บ้านหลังที่อาศัยอยู่นี้เพื่อสอบถามข่าวของผู้เป็นแม่เพราะนึกว่า แม่มาอาศัยที่นี่

ย้อนคดีที่อังกฤษ

ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีที่แล้ว นักเดินเขาห้าคนพบกับร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้ที่อุทยานแห่งชาติยอร์กเชียร์ เดลส์ ประเทศอังกฤษ

จากการตรวจร่างกายของเธอ พบว่ามีความสูง 149 ซม. และน้ำหนัก 63 กก. ส่วนอายุของเธออยู่ที่ประมาณ 25-35 ปี ผมสีน้ำตาลเข้มประบ่าแต่ก็ปราศจากเบาะแสอื่นใดอีก

คดีของเธอได้ถูกส่งต่อไปยังทีมที่ทำคดีที่ปิดไม่ลง ซึ่งได้กลับมาดูคดีนี้อีกรอบหนึ่งในปี 2549 เพราะเทคโนโลยีใหม่ทำให้ได้ข้อสรุปว่า เธอน่าจะถูกฆาตกรรม

เมื่อเดือน มี.ค. ปีที่แล้ว ตำรวจยอร์กเชียร์เหนือได้เปิดเพจในเฟซบุ๊ก ชื่อ 'Can you identify this woman? - คุณสามารถระบุตัวผู้หญิงคนนี้ได้หรือไม่? และเชิญชวนให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยกันระบุตัวผู้หญิงคนดังกล่าว

ตำรวจได้โพสต์รูปของแหวนทองที่เธอใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายเพื่อที่จะระบุอายุและแหล่งที่มาด้วย ซึ่งมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้นำรูปดังกล่าวไปสอบถามผู้เชี่ยวชาญในไทย พบว่า แหวนน่าจะมีอายุมากกว่า 20 ปี และผลิตที่เยาวราช

เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว บีบีซีได้รายงานข่าวเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี โดยการทดสอบจากกระดูกและฟันยืนยันว่า เธอเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชี้ว่า อาจเป็นคดีฆาตกรรม

คำบรรยายภาพ บทกวีที่คนในชุมชนเขียนให้เพื่อไว้อาลัยแก่หญิงสาวนิรนาม

รูปสเก็ตช์ในข่าวบีบีซีไทย

จูมศรี ผู้เป็นแม่กล่าวว่าภายหลังบีบีซีไทยยรายงานข่าวนี้ ญาติในอังกฤษส่งรูปสเก็ตช์ในข่าวมาใหดู และบอกว่า มีความคล้ายกับลูกสาวมาก

"เห็นตอนแรกก็มีความเชื่อว่าใช่ ถ้าใช่จริงก็หวังเพียงแต่นำกระดูกและเชิญดวงวิญญาณลูกกลับบ้าน"

หลังจากนั้น จูมศรี ได้เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือถึง เครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร

Image copyright Donlawat Sunsuk
คำบรรยายภาพ เศรษฐินรี โชว์เพจ Can you identify this woman?

เศรษฐินรี แห่งเครือข่ายภาคีหญิงไทยในสหราชอาณาจักร แถลงเมื่อ 24 ม.ค. ที่ จ. อุดรธานีว่า ทั้งจูมศรี และบัวสา เขียนจดหมายเข้ามาถึงเครือข่ายฯ เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2561 แจ้งการหายตัวไปของลูกสาวที่แต่งงานกับหนุ่มอังกฤษ และขาดการติดต่อไปตั้งแต่ปี 2547 แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับคดี 'เจ้าสาวชาวไทย'

เครือข่าย ฯ พร้อมกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอุดรธานีจึงได้ลงพื้นที่ตามที่อยู่บนจดหมาย และก็ได้พบเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งภาพถ่ายของเธอที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับภาพวาดของตำรวจยอร์กเชียร์เหนือ

"เจอรูปถ่ายกางเกงสีเขียวที่สอดคล้องกับพยานหลักฐานที่ตำรวจพบในที่พบศพ และหลักฐานแหวนทอง เมื่อประมวลทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้ว เราเชื่อมั่นกว่า 90%" เศรษฐินรี กล่าว

ไทยและอังกฤษเร่งไขปริศนา

"เราได้รับการมอบอำนาจจากคุณแม่จูมศรี ให้ขอความช่วยเหลือในการตรวจดีเอ็นเอจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และยื่นขอไปแล้ว เพื่อให้ได้ผลดีเอ็นเอ แล้วส่งไปเปรียบเทียบที่ประเทศอังกฤษ"

"ต่อไปจะเป็นเรื่องของดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) และกรมตำรวจของหน่วยงานประเทศไทยและประเทศอังกฤษ ประสานความร่วมมือกัน" เศรษฐินรี กล่าว

"ถ้าผลตรวจดีเอ็นเอ 'สตรีแห่งขุนเขา' ออกมาว่า มีความเกี่ยวข้องกับคุณแม่จูมศรี ทางเราได้เตรียมนิมนต์พระ และจัดพิธีกรรมทางศาสนา นำกระดูกกลับมาที่บ้านเกิด...แต่ถ้าผลไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ เราก็จะค้นหาต่อไป" เธอระบุ

โฆษกของตำรวจยอร์กเชียร์เหนือกล่าวกับบีบีซีว่า ขณะนี้หน่วยงานดูแลคดีที่ปิดไม่ลงได้รับชื่อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหญิงชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถูกพบเสียชีวิตที่เพนนิเกนต์ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานยอร์กเชียร์ เดลส์) เมื่อปี 2547 ขณะนี้การสืบสวนเพื่อหาอัตลักษณ์ของหญิงคนนี้กำลังดำเนินไป

นอกจากนี้ทางตำรวจก็ยังได้ร้องขอข้อมูลเพิ่มเติมจากคนอื่น ๆ ที่คิดว่า จะสามารถช่วยการสืบสวนนี้ได้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม