ไฟใต้ 15 ปี: ชาวพุทธ-มุสลิมต่างรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จ.ชายแดนใต้ แต่ก็ยังจะดูแลกัน หลังเหตุยิงอิหม่ามและพระสงฆ์ต่อเนื่องกันไปที่นราธิวาส

  • 26 มกราคม 2019
งานศพ Image copyright MAHAMASABREE JEHLOH
คำบรรยายภาพ พิธีศพของพระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอและเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ และพระสมุห์อรรถพรขุนอำไพ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

เหตุการณ์ลอบสังหารอิหม่าม และบุกยิงพระสงฆ์ ที่จ. นราธิวาส ทำให้เห็นว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัยอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามชาวพุทธ-มุสลิมในภาคใต้ยังคงดูแลกันและกัน แม้จะหวาดระแวงภัยที่อาจมาถึงตัวได้โดยไม่สามารถป้องกันตัวได้

ชุมชนโคกโก ซึ่งอยู่ติดกับวัดรัตนานุภาพ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าวัดโคกโก อ.สุไหงปาดีเป็นหมู่บ้านที่ผู้อยู่อาศัยเป็นคนพุทธเกือบทั้งหมด และรายล้อมไปด้วยชุมชนมุสลิมที่ไปมาหาสู่กันมาเนิ่นนาน

สิ้นเสียงปืนที่ทำให้เจ้าอาวาสและพระลูกวัดมรณะภาพ 2 รูป บาดเจ็บสาหัสอีก 2 รูป เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ชาวบ้านโคกโกก็ได้รู้ว่าชุมชนของตนเองไม่ได้ปลอดจากการโจมตีของบุคคลไม่ทราบฝ่ายอีกต่อไปแล้ว

"ที่นี่ก็อยู่กันแบบปกติสุข ไม่เคยมีปัญหา และพวกเราก็ไม่เคยนึกว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ในบ้านเราไม่เคยมีข้อบาดหมางอะไรระหว่างไทยพุทธและมุสลิม" หญิงวัย 50 ปีกว่าซึ่งเกิดและอาศัยในหมู่บ้านนี้มาตลอดชีวิตเล่าให้บีบีซีไทยฟัง โดยไม่ขอเปิดเผยชื่อ

ชุมชนโคกโกนั้นห่างจากตัวเมืองนราธิวาสราว 50 กิโลเมตร ถนนจากตัวเมืองมาที่นี่เป็นเส้นทางรอง มีป่ายางพาราเกือบสองข้างทาง สลับด้วยหมู่บ้านทั้งพุทธและมุสลิมเป็นระยะ และก็มีด่านทหารรักษาความปลอดภัยเป็นจำนวนมาก เนื่องเพราะเป็นเส้นทางอันตรายที่มีเหตุโจมตีอยู่บ่อยครั้ง

Image copyright MAHAMASABREE JEHLOH
คำบรรยายภาพ บาตรพระที่วัดโคกโกที่มีรอยกระสุนจากการโจมตี

หญิงคนนี้ยังเล่าอีกว่าชุมชนโคกโกไม่เคยเกิดเหตุโจมตีมาก่อนเลย แม้ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมาจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้อย่างต่อเนื่อง เหตุรุนแรงมักเกิดกับชุมชนอื่นที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย หรือหน่วยทหารใกล้ ๆ เท่านั้น ดังนั้นเมื่อเกิดเสียงระเบิดขึ้นใกล้กับหมู่บ้านสองครั้ง เธอก็ยังไม่เชื่อคิดว่าเป็นเหตุที่เกิดภายในหมู่บ้านของตัวเอง

"พอรู้ข่าวว่าเป็นที่วัด ก็คิดอยู่ว่าพระจะเป็นอะไรบ้างหนอ... พอได้ทราบข่าวว่า ยิ่งเป็นพระที่สำคัญ ที่คนเขาเคารพนับถือ พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ ท่านเป็นคนมาก่อตั้งวัดที่นี่ เป็นศูนย์รวมของชาวบ้าน .... พอมาเกิดเรื่องแบบนี้ ไม่มีคำพูดใดๆ ที่จะบรรยายออกมาถึงความรู้สึกตรงนี้ว่ามันเสียใจขนาดไหน ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น... แต่นี่มันคือความจริง ความจริงที่โหดเหี้ยม โหดร้ายมากจริง ๆ" เธอกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอ

ก่อนหน้าเหตุการณ์นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนพุทธและมุสลิมมีความแนบแน่นอย่างมาก "เพื่อนบ้านมุสลิมมารับจ้างกรีดยางในสวนคนพุทธ มาทำงานในฟาร์มที่นี่ เวลามีงานบุญหรืองานแต่งงาน ก็รวมกันตลอดมา แต่เหตุการณ์โจมตีหลาย ๆ ครั้งก็ทำให้เกิดหวาดระแวงกันขึ้นมาบ้าง เพราะเวลามีเหตุการณ์มักจะเกิดขึ้นกับคนพุทธ" เธอกล่าว และเสริมว่าคนในชุมชนก็ต้องดูแลความปลอดภัยของตนเองมากขึ้น ไม่เข้าไปในที่เสี่ยงอย่างเช่น บนภูเขาหลังหมู่บ้าน ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นไป "แม้แต่ตอนเช้าคนจะไปกรีดยางก็ไม่กล้า จะทำมาหากินก็หวาดระแวงไปหมด"

แต่เธอก็คิดว่าการโจมตีครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นเพื่อต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างคนสองศาสนา "คนไทยพุทธเขาไม่ทำกัน เพราะนี่มันบาป... คนที่นับถือศาสนาอิสลาม เขาต้องไม่ทำ คนที่มีศาสนาเขาต้องรู้ว่าบาปบุญมันเป็นยังไง ว่านี่คือบาปหนัก ต้องเป็นคนที่เขาไม่มีศาสนาเขาถึงได้กล้าทำแบบนี้"

ในขณะที่หญิงสาวในวัยประมาณ 29 ปี ที่ย้ายกลับมาสอนหนังสือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เธอเป็นครูไทยพุทธ ที่สอนหนังสือในโรงเรียนที่มีครูและนักเรียนเป็นชาวมุสลิมล้วน บอกว่าแม้จะเสียใจและตกใจกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่ามีความห่วงใยจากชาวมุสลิมที่รู้จัก

Image copyright MAHAMASABREE JEHLOH
คำบรรยายภาพ ทั้งชุมชนพุทธและมุสลิมใกล้กับวัดโคกโกต่างก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

"ร่วมงานกับพี่ที่เป็นมุสลิมหมดเลย ในคืนที่เกิดเหตุการณ์ คนแรกที่โทรมาถามไถ่ ด้วยความเป็นห่วง ก็คือพี่ที่นับถือศาสนาอิสลาม เขาก็เดินทางมาแสดงความเสียใจในงานศพนี้ด้วย หรือ แม้กระทั่งเพื่อนมุสลิมที่โตด้วยกันที่นี่ แล้วย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ยังไม่ลืมที่จะให้เราดูแลตัวเอง" หญิงสาวเล่า

"เราไม่ได้ระแวงชุมชนมุสลิมข้างเคียงเลย ตอนนี้ที่กลัว คือ กลัวคนนอกมากกว่า ที่เขามาทำให้เราแตกแยก เรายังเชื่อว่าเป็นฝีมือของคนนอก ที่เราไม่เคยอยู่ร่วมกับเขา"

ส่วนผู้นำคนหนึ่งในชุมชนแถบนี้ระบุว่าชาวบ้านกลัวกันมาก ไม่กล้าออกไปกรีดยางกลางดึกเหมือนแต่ก่อน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว ปัญหาอีกหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ วัดโคกโกมีพระอยู่ที่ 5 รูปด้วยกัน เหตุนี้อาจทำให้พระไม่กล้าอยู่ที่วัดต่อไป และจะส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของชาวบ้านมากกว่านี้

เขาก็หวังว่าอยากให้มีพระประจำวัดต่อไป และร้องขอให้กองกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่มแผนการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น "ผมไม่ได้กล่าวหาทางมุสลิม ไม่ทราบว่าพวกไหน เขาอยากให้ไทยพุทธกับมุสลิมแตกแยกกัน แต่ก็ไม่น่าทำกับพระ พระท่านเป็นเหมือนร่มโพธิ์ ร่มไทรของชาวบ้าน"

พุทธ-มุสลิมต้องช่วยกันดูแลกันและกัน

Image copyright MAHAMASABREE JEHLOH

อับดุลอาซิส เจ๊ะมามะ รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส ซึ่งไปร่วมในพิธีศพกล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุที่ชาวไทยมุสลิมก็รู้สึกเสียใจ ในการกระทำอย่างโหดร้ายเช่นนี้ ซึ่งตัวแทนจุฬาราชมนตรี และกรรมการกลางอิสลามห้าจังหวัดชายแดนใต้ ต่างก็มาแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"เราก็กังวลว่าชาวไทยพุทธจะหาว่าพี่น้องไทยมุสลิมไปสร้างเรื่องนี้ขึ้นมา เราอยู่อย่างนี้สงบมาแต่โบราณ เพิ่งมาเกิดเหตุโจมตีแบบนี้เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้"

ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำศาสนาทั้งพุทธและมุสลิมนั้นเป็นไปด้วยดี "เราพูดคุยหารือกันตลอด โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านเจ้าคณะจังหวัดก็ดีมากกับพวกเรามุสลิม"

"วันนี้ผมเป็นห่วงว่าอาจจะมีการเชื่อมระหว่างคนที่นับถือศาสนาพุทธ และมุสลิม และกลัวคนพื้นที่จะตกหลุมพราง คือระแวงต่อกันและกันมากขึ้น ถ้าเราไม่สามารถจะสร้างพื้นที่สันติให้เกิดขึ้นมาได้" อับดุลอาซิสกล่าว

ผู้ที่เป็นเป้าก็ไม่ได้มีแต่ไทยพุทธเท่านั้น มุสลิมก็มีความเสี่ยงด้วย ข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ในช่วงปีที่แล้วนั้น ในจ.ชายแดนใต้มีผู้เสียชีวิตรวม 218 ราย เป็นมุสลิม 171 ราย ขณะที่เป็นพุทธ 43 ราย

ในฐานะที่เป็นผู้นำของมุสลิมในพื้นที่ เขาก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย โดยใช้คำเปรียบเปรยว่า "เหมือนเป็นแตงโม ที่วางไว้ระหว่างกลางทุเรียนสองลูก" ซึ่งหมายถึงฝ่ายกองกำลังที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ กับฝ่ายรัฐบาล "เราวางตัวลำบาก หากว่าเราทำอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว อีกฝ่ายคิดว่าเราอยู่ข้างอีกฝ่าย เราก็จะไม่ปลอดภัยได้"

"ผู้นำศาสนาอย่างผม ก็ต้องมีความกังวลเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าแค่ชาวพุทธเท่านั้น ผมก็มีลูกหลานมีครอบครัว และผมก็ไม่มีเวรยาม ไม่มีรปภ.ใด ๆ ด้วย ความเสี่ยงของเราก็มีสูง"

Image copyright Getty Images

การลอบสังหารผู้นำศาสนามุสลิมก็เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะเช่นเดียวกัน ก่อนหน้าจะมีการสังหารพระสงฆ์ ก็มีการลอบสังหารนายดอเลาะ สะไร วัย 62 ปี เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562 โต๊ะอิหม่ามของมัสยิดบ้านปูโปะ อ.รือเสาะ นราธิวาส ซึ่งมีหลายฝ่ายสันนิษฐานว่าเหตุการณ์ทั้งสองอาจมีความเกี่ยวข้องกัน

นายรอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยก่อนหน้านี้ระบุว่าก็มีความเป็นไปได้ที่อาจเป็นการแก้แค้น "แต่มันก็มีหลายแนวคิดที่อธิบายเหตุการณ์ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะฝ่ายก่อการในภาคใต้นั้นไม่เคยที่จะออกมาบอกว่าเป็นฝีมือของตนเองหรือเปล่า ทำไปเพื่อเรียกร้องสิ่งใดกันแน่"

อับดุลอาซิสก็เห็นด้วยว่าเหตุผลของเหตุการณ์นี้อาจจะมีตั้งแต่การขัดผลประโยชน์ หรือแก้แค้น หรือเป็นการแสดงศักยภาพของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อนที่การเจรจาสันติสุขที่ทางการไทยและมาเลเซียกำลังผลักดันจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

"เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องมา 15 ปีแล้ว เราไม่สามารถจะลงเอยกันในรูปแบบการเจรจาสันติสุข ก็อาจมีบางฝ่ายเอาจุดนี้มาสร้างเหตุการณ์ในพื้นที่" อับดุลอาซิสกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง