เลือกตั้ง 2562 : พรรคแผ่นดินธรรม ชูนโยบายพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

  • 31 มกราคม 2019
พระ Image copyright Anusak Laowilas/NurPhoto via Getty Images

เมื่อปี 2559 นักกิจกรรมชาวพุทธในชื่อ สมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย เดินทางไปรัฐสภาเพื่อนำรายชื่อประชาชนกว่า 100,000 ราย ยื่นต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อขอให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญปี 2560 ทว่า กรธ. ไม่เห็นด้วย นั่นเป็นครั้งที่ 3 ที่ความพยายามนี้ไม่สำเร็จ หลังจากล้มเหลวมาในปี 2540 และ 2550

ทว่าความล้มเหลวเหล่านั้น บวกกับการกระทำของรัฐที่เขามองว่าเอาเปรียบคณะสงฆ์ กลับทำให้ นายกรณ์ มีดี เลขาธิการสมาพันธ์และคณะกรรมการรณรงค์พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติขณะนั้น ตัดสินใจที่จะตั้งพรรคการเมืองชื่อ "พรรคแผ่นดินธรรม" ซึ่งได้รับการจดทะเบียนพรรคเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ปีที่แล้ว โดยมีนโยบายหลัก คือ บัญญัติในรัฐธรรมนูญให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กลุ่มพระสงฆ์รวมตัวกันหน้าอาคารรัฐสภาในปี 2550 เพื่อเรียกร้องให้บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

"พระพุทธศาสนาถูกโจมตี ผู้มีอำนาจรัฐกระทำย่ำยีพระพุทธศาสนา โดยอ้างว่าจะปฏิรูป แต่ที่ผ่านมา ใช้กฎหมายกับพระสงฆ์ ในระดับที่ไม่เคยเจอว่าจะกระทำมากมายขนาดนี้ เราจึงมาตั้งพรรคการเมืองเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา" นายกรณ์ กล่าวกับบีบีซีไทย

"เรากำลังทำเพื่อปกป้องสิทธิพระ เราเป็นตัวแทนของพระ เพราะพระไม่มีตัวแทนเลย ไม่มีใครปกป้องท่านเลย"

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยชี้แจงเรื่องนี้กับบีบีซีไทยว่า ทางรัฐบาลให้ความสนับสนุนและดูและคณะสงฆ์อย่างปกติอยู่แล้ว แต่จะมีเฉพาะบางรายที่เป็นประเด็นเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามกิจของสงฆ์

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ความพยายามในการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมีมาแล้วสามครั้ง ในปี 2540, 2550 และในปี 2559

"ภัยศาสนา"

ด้วยวัย 48 ปี นายกรณ์เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังในปี 2557 หลังจากเห็นความไม่เป็นธรรมจากการที่พระถูกบีบบังคับให้ออกจากสำนักสงฆ์ในวัดป่าหลายแห่ง

หลังจากนั้นเขาได้ถวายความรู้แก่พระสงฆ์เกี่ยวกับภัยศาสนา แนวทางแก้ไขภัยศาสนา และไปยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ยุติการกระทำที่เอาเปรียบคณะสงฆ์ เช่น เรื่องที่รัฐบาลจะทุบวัดป่า การปิดล้อมวัดพระธรรมกาย และการยกเลิกมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

เหตุการณ์การปราบปรามพระภิกษุในยุค คสช.
ปี เหตุการณ์
2557 - ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่รัฐรื้อถอนสำนักสงฆ์หลายแห่งโดยเหตุผลต่าง ๆ
2559 - 2560 ปฏิบัติการยึดวัดพระธรรมกาย
2560 แก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
2560 จับสึกพระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท โดยอ้างว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
2560 สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ
2561 บุกจับและจับสึกพระผู้ใหญ่ 5 รูป
2561 - ปัจจุบัน ปฏิบัติการตรวจสอบการทุจริตงบประมาณอุดหนุนบูรณะปฏิสังขรณ์วัด

ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม

นายกรณ์ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก เขาใช้ชีวิตในร่มผ้ากาสาวพัสตร์มานานถึง 15 ปี โดยบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 11 ปี แล้วมาบวชเป็นพระ ศึกษาพระธรรมจนจบเปรียญธรรม 6 ประโยค และเรียนจบปริญญาตรีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

หลังจากลาสิกขา นายกรณ์ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า จนกระทั่งได้มาเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานด้านพลังงานของ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว. พลังงานในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรณ์มองว่าพระพุทธศาสนาในไทยเผชิญกับ "ภัย" ทั้งจากการเมือง และ จาก "บางศาสนา" ที่กำลัง "รุกราน"

"เวลาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาด้วยการเปิดเสียงผ่านลำโพงขนาดใหญ่ค่อนข้างดัง ไม่มีใครทำอะไร แต่เวลาพระเปิดเสียงสวดมนต์ก็มีคนร้องเรียน รัฐก็ออกมาเล่นงานพระ เราก็เลยเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ของคณะสงฆ์ไม่ปลอดภัย" นายกรณ์ กล่าว

Image copyright KORN MEEDEE
คำบรรยายภาพ นายกรณ์ มีดี หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม

เครือข่ายและนโยบายพรรค

พรรคแผ่นดินธรรมมีสมาชิก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2561 จำนวน 5,411 คน โดยได้อานิสงส์จากสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทยที่มีเครือข่ายกระจายตามพื้นที่ ทั้งระดับภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ซึ่งคณะกรรมการสมาพันธ์เกินกว่าครึ่งหนึ่งก็มาเข้าร่วมทำงานกับพรรค นอกจากนั้นยังมีอดีตพระเปรียญธรรมที่ผ่านการศึกษาด้านภาษาบาลีเป็นสมาชิกพรรคนับร้อยคน

นอกจากนโยบายการให้บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว พรรคยังชูนโยบายให้รัฐบาลออก พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุปถัมป์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เพื่อปกป้องไม่ให้พระพุทธศาสนาถูกทำลายทั้งจากคณะสงฆ์เอง รัฐบาล และจากศาสนาอื่น ๆ

นอกจากนั้นยังมีนโยบายด้านพระพุทธศาสนาอีก 16 นโยบาย เช่น ตั้งธนาคารเพื่อชาวพุทธ เพิ่มวิชาสมาธิภาวนาเป็นวิชาบังคับในโรงเรียนทุกระดับ ปฏิรูปสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งศาลสงฆ์เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัย และออกกฎหมายให้พระสามารถเสนอหรือค้านกฎหมาย และค้านผู้มาดูแลงานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

พรรคชาวพุทธอื่น

ในช่วงปีที่ผ่านมา มี "พรรคชาวพุทธ" ที่ก่อตัวขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 4 พรรค จากพรรคการเมืองที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน 104 พรรค แต่พรรคที่พร้อมที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. มีเพียง 2 พรรค คือ พรรคแผ่นดินธรรมและพรรคประชาภิวัฒน์ ที่มีนายสมเกียรติ ศรลัมพ์ เป็นหัวหน้าพรรค

นายสมเกียรติ เป็นที่รู้จักในนามศิษยานุศิษย์คนสำคัญของวัดพระธรรมกาย อดีต ส.ส. สังกัดพรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ และอดีต ส.ว. จังหวัดนครสวรรค์ วัย 63 ปี

พรรคประชาภิวัฒน์ที่มีอดีตพระเปรียญธรรมมาอยู่ในพรรคกว่า 50 คน ประชาสัมพันธ์นโยบายที่เกี่ยวกับทั้งทางโลกและทางธรรม เช่น การสร้างรายได้เข้าประเทศด้วยการปลูกกัญชา ส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ ส่งเสริมสิทธิของคนพิการ และเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

Image copyright PRACHAPIWAT PARTY
คำบรรยายภาพ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ (กลาง) หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์

ส่วนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้แก่ การจัดตั้งธนาคารพุทธศาสนา การสนับสนุนให้มีสำนักงานเลขานุการพระสังฆาธิการ การใช้เทคโนโลยีไอทีมาสนับสนุนกิจการพระศาสนาให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

"การที่เราจะนำนโยบายความเป็นพรรคการเมือง ต้องให้ความเท่าเทียมกันในบริบทแต่ละมิติ เราไม่ได้สร้างเอ็กซ์ตรีม (ความสุดโต่ง) ว่าพรรคนี้มาเพื่อพระพุทธศาสนา" นายสมเกียรติ กล่าวกับบีบีซีไทย

"เป็นไปได้ยาก"

นายกรณ์ แห่งพรรคแผ่นดินธรรม มองว่า กฎกติกาการเลือกตั้งแบบใหม่ส่งผลให้ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อจะได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ง่ายกว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ๆ มา ทำให้เอื้อต่อพรรคขนาดเล็กอย่างพรรคแผ่นดินธรรม ที่ประกาศว่าจะส่งผู้สมัคร ส.ส. แบบเขตเกือบ 200 คน

นายกรณ์คาดว่าพรรคเขาจะได้คะแนนเสียงทั่วประเทศประมาณ 500,000 คะแนน มาจากชาวพุทธที่เห็นถึงความสำคัญของเรื่องภัยศาสนา

Image copyright THAILAND BUDDHISTS FEDERATION

"ชาวพุทธที่เห็นด้วยที่จะให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติจะมาช่วยลงคะแนนให้กับเรา ชาวพุทธที่เห็นอำนาจรัฐรังแกพระสงฆ์ส่วนหนึ่งก็จะมาลงคะแนนให้กับเรา" เขากล่าว

ทว่าพระสงฆ์นักเคลื่อนไหวรูปหนึ่งกล่าวกับบีบีซีไทยว่า องค์กรทางด้านพระพุทธศาสนามองว่าพรรคชาวพุทธไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินการทางการเมือง เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง และได้รับการเลือกตั้ง เนื่องจากศักยภาพตัวบุคคลและเงื่อนไขทางการเมืองไม่เพียงพอ และไม่เป็นที่รู้จักในพื้นที่

"เพราะฉะนั้นองค์กรพุทธไม่มีทางเลือกนอกจากแท็กทีมกันเอง แล้วก็เข้าไปอยู่ในพรรคใหญ่ เพื่อต่อรองกับพรรคใหญ่ เพราะพรรคใหญ่มีเปอร์เซ็นต์จะเข้าไปบริหารราชการมากกว่า" พระสงฆ์รูปนั้นกล่าว โดยขอไม่ระบุชื่อ เพราะเกรงผลกระทบที่อาจตามมาจากทางการ

"พรรคชาวพุทธเราไม่มีทางเป็นไปได้ทั้งแนวทางและวิธีที่ทำอยู่ รวมทั้งคนเหล่านี้เป็นโนเนม [ไม่มีชื่อเสียง] มาก เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ยากมาก"

เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การที่พรรคทางพระพุทธศาสนาจะได้รับการเลือกตั้งนั้นมีโอกาสน้อย เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการขับเคี่ยวระหว่าง "พรรคสายประชาธิปไตย" กับ "อำนาจ คสช." รวมถึงการสู้กันที่ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาที่ใหญ่มากในปัจจุบัน

Image copyright KOMKRIT UITEKKENG
คำบรรยายภาพ ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

"ถ้าสายนักบวชไม่มีชื่อเสียงจริง ๆ สู้กลุ่ม ส.ส. เก่าหรือที่ความสัมพันธ์กับหมู่บ้านรุ่นก่อนก็อาจจะยาก เพราะส่วนใหญ่กลุ่มที่มาร่วมกันหาเสียงในสายของพรรคที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาต้องอาศัยว่าคนรู้จักและมีชื่อเสียง" เขากล่าว

นอกจากนั้น การที่มหาเถรสมาคมได้ออกประกาศ เรื่อง ห้ามใช้วัดเป็นสถานที่ชุมนุมหรือสัมมนาหรือจัดกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบและความแตกแยกเกิดขึ้นในสังคม ทำให้ ผศ.ดร.ชาญณรงค์มองว่าเป็นอุปสรรคสำหรับพรรคการเมืองเพื่อพระพุทธศาสนา

"ปกติกลุ่มพวกนี้จะหาเสียงในวัดเหมือนสมัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น พอโดนคำสั่งห้ามประกอบกิจกรรมทางเมืองภายในวัดก็เหมือนบล็อคความรับรู้ของผู้คน นอกจากนี้ยังห้ามพระยุ่งเกี่ยวเลยอาจทำให้พระสายมหาจุฬา [มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย] ที่อาจอยากสนับสนุนพรรคการเมืองแบบนี้ก็อาจแผ่ว ๆ ลง" เขากล่าว

ส่วนพรรคแผ่นดินธรรมก็ยังคงเดินหน้าหาเสียงต่อไป แม้ว่าจะมีความยากลำบากในการติดต่อสื่อสารกับพระสงฆ์ ที่ทางพรรคพยายามจะปกป้องสิทธิ

"นาทีนี้ท่านไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ยกเว้นไปคุยเรื่องส่วนตัว เรื่องกิจการวัด แต่ท่านคุยแบบระแวง ๆ ประมาณว่า 'เป็นไปได้ อย่ามาปรากฎกาย'" นายกรณ์ กล่าว

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม