เลือกตั้ง 2562 : ชีวิตคนไทยกับความหวังด้านการรักษาพยาบาล ประเด็นหลักหาเสียงของพรรคการเมือง

  • 3 กุมภาพันธ์ 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ชายชาวสุรินทร์ ผู้สูญเสียภรรยาจากการรอหมอมาตรวจนาน 7 ชม.

กุหลาบ ประยงค์หอม ชาว จ.สุรินทร์ วัย 67 ปี มีอาการท้องเสียอย่างหนัก แม้จะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลประจำอำเภอแล้ว แต่การต้องรอการตรวจจากแพทย์นานเกินกว่าครึ่งวัน ในวันถัดมาเธอไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด

ภาพที่คนไทยคุ้นชินเมื่อต้องไปโรงพยาบาลรัฐที่แออัด คนไข้ล้นโรงพยาบาล อาจชวนให้คิดได้ว่ากุหลาบอาจไม่ใช่คนสุดท้ายที่ต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ในโรงพยาบาลรัฐซึ่งเป็นที่พึ่งเดียวของชาวบ้านที่ไม่มีทางเลือกอื่น

ปัจจุบันการรักษาพยาบาลที่รัฐให้บริการอยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าย่างก้าวสู่ปีที่ 17 แต่การจะทำให้การให้บริการมีความเท่าเทียม และถ้วนหน้าจริง เป็นโจทย์ที่ยังรอความหวังให้พรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลผลักดันหลังการเลือกตั้งเดือน มี.ค. นี้

"ผมไม่คิดว่าจะถึงชีวิต"

"ผมไม่คิดว่าจะถึงชีวิต ผมคิดแบบปกติธรรมดาด้วยซ้ำไป ไม่ได้คิดเลยนะ ถ้าผมรู้อย่างนั้นผมตรงไปแล้ว ผมไม่มาคอยตั้งแต่เช้า ยันเที่ยงยันบ่ายหรอก ผมคิดแต่เขาต้องช่วยได้ ถ้าเป็นอะไรมาก เอาไม่อยู่ เอาไม่ไหว ทำไมเขาไม่บอกผม"

ประยูร ประยงค์หอม ชาวสุรินทร์ อายุ 68 ปี เผยความรู้สึกที่ต้องสูญเสียนางกุหลาบ ภรรยา ไปเมื่อเดือนเมษายน ปี 2560

"ตอนที่เขาอยู่บนเตียง ที่ผมจำอยู่ทุกวัน ไม่ลืม... กลับบ้านเราเถอะ อยู่ในหูผมทุกวันนี้" เขาย้อนทบทวนความทรงจำถึงคำพูดของกุหลาบ ในวันที่เธอนอนบนเตียงพยาบาลรถเข็นในห้องสังเกตอาการของโรงพยาบาลอำเภอแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์

ประยูรไม่คิดว่านั่นจะเป็นคำพูดสุดท้ายที่จะได้ยินจากคู่ชีวิตที่อยู่กินกันมากว่า 50 ปี เขาบอกกับบีบีซีไทย

Image copyright PANUPONG CHANGCHAI/BBC Thai
คำบรรยายภาพ "เสียใจมากที่ผมไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลย ไม่ได้สั่งเสีย มารู้ตัวก็ตอนที่สายมันเข้าไปเต็มจมูกเต็มปากแล้ว ก็ไม่ได้คิดว่าจะถึงขนาดนี้ คิดว่าเขาต้องช่วยได้ แค่ท้องเสียท้องเดิน"

กลางดึกในคืนก่อนหน้านั้น กุหลาบท้องเสียถ่ายหนักนับสิบครั้ง ในตอนเช้าประยูรได้พาเธอไปส่งโรงพยาบาลที่อยู่ห่างจากบ้านไปไม่ถึง 5 กม. ในเวลาประมาณ 6-7 โมงเช้า เธอถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉิน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะส่งต่อไปที่ห้องสังเกตอาการ

"พอไปส่งถึงหมอ ผมก็ไม่ได้ถามอะไรแต่อะไรเขาแล้ว เห็นเขา (พยาบาล) ตรวจให้น้ำเกลือ ให้อะไรต่ออะไร เราก็รู้สึกอุ่นใจแล้วถึงมือหมอ หลังจากนั้นก็คอยหมอ"

ฉากในความทรงจำห้องที่กุหลาบนอนคอยการวินิจฉัยจากหมอวันนั้น เป็นห้องรวม เต็มไปด้วยเตียงคนไข้ที่ไม่มีเตียงไหนว่างเลย เตียงวางเรียงแออัดเหลือเพียงช่องว่างตรงกลางพอให้แพทย์เดินตรวจได้เท่านั้น

เตียงพยาบาลรถเข็นของกุหลาบ ถูกจอดแอบไว้หลังเสา ที่มุมหนึ่งของห้องสังเกตอาการ ซึ่งประยูร และลูกสาวเฝ้าดูอาการของแม่ไม่ห่าง เขาบอกห้องนั้นแทบจะไม่มีลมระบายอากาศ

Image copyright PANUPONG CHANGCHAI/BBC Thai

"บ่ายสองนี่แหล่ะ พอเขา (หมอ) ขึ้นมาตรวจ ที่นี้ก็ไม่รู้อะไรต่ออะไร ฉึบฉับ ๆ ทั้งพยาบาล ผมเห็นคนไข้อีกทีก็เต็มไปหมดแล้ว ในปากสายอะไรไม่รู้ก็ยัดเข้าไป จมูกก็ยัดเข้าไป" ประยูรเล่าเหตุการณ์ "ไม่อยากดูเขาแล้ว ไม่อยากเห็นแล้วสภาพนี้"

จากโรงพยาบาลประจำอำเภอใกล้บ้าน กุหลาบถูกส่งตัวไปยัง โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอเสียชีวิต

"โกรธตัวเองอย่างมาก ยังไม่หายเลยทุกวันนี้ ตอนรับศพ หมอที่สุรินทร์พูดก็ยังจำเขาอยู่ ยายคนนี้ถ้ามาเร็วกว่านี้อาจจะช่วยชีวิตได้ทัน" ประยูรเล่าด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง และกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ช่วยชีวิตภรรยาไม่ได้

ตามรายงานของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ระบุว่า โรงพยาบาลได้ให้การรักษาเบื้องต้นโดยให้น้ำเกลือ ยาปฏิชีวนะ ยาเพิ่มความดันโลหิต เจาะเลือดตรวจหาการติดเชื้อ และรับทราบผลการตรวจจากห้องแล็บในเวลาเกือบ 10 โมงเช้า ว่าผู้ป่วยมีภาวะเลือดเป็นกรด ไตวายเฉียบพลัน แต่ผู้ป่วยยังไม่ได้รับการแก้ไขภาวะเลือดเป็นกรด และไม่ได้ส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า

นอกจากนี้ การที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ส่งต่อกุหลาบไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดสุรินทร์ ในเวลา 15.39 น. "เป็นการส่งต่อที่ล่าช้า จึงเป็นเหตุสุดวิสัยในระบบการรักษาพยาบาล"

Image copyright PANUPONG CHANGCHAI/BBC Thai

"ถ้าเขาบอก ผมไม่ลังเล ขอชีวิตไว้ จะเสียอะไรเป็นหนี้เป็นสิน ผมไม่ว่าหรอก ถ้าช่วยได้ผมเอา ยังไงต้องเอาชีวิตคนไว้ก่อน ไอ้เรื่องค่าใช้จ่ายเป็นหนี้เป็นสิน ยอมรับถ้าเรารู้นะ นี่เราไม่รู้เลย ว่าไปไหวไปไม่ไหว เขาไม่ได้บอกว่าเป็นยังไง" ประยูร ระบุ

ผลการพิจารณาอุทธรณ์คำร้องขอเงินช่วยเหลือระบุว่า การเสียชีวิตของนางกุหลาบเป็นความเสียหายบางส่วนสัมพันธ์กับการรักษาพยาบาล" จึงมีมติจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 320,000 บาท

บีบีซีไทยติดต่อขอข้อมูลจากโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ แต่โรงพยาบาลปฏิเสธให้ข้อมูล ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักกฎหมายของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บอกกับบีบีซีไทยว่า เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ระบุถึงเหตุการเสียชีวิตแต่ไม่มุ่งหาผู้ผิดในระบบ

ถอดความเหลื่อมล้ำของระบบสาธารณสุขไทย

นพ. สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี อดีต ผอ.สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย กระทรวงสาธารณสุข เห็นว่ากรณีนี้อาจสะท้อนให้เห็นปัญหาของระบบคัดกรองผู้ป่วย

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคนไข้ต้องต่อคิวนาน โรงพยาบาลแออัดคนล้น หรือปัญหาระบบคัดกรองผู้ป่วย ก็ล้วนแล้วแต่มีเหตุมาจาก การขาดแคลนหรือความเหลื่อมล้ำในด้านทรัพยากรสุขภาพของประเทศทั้งสิ้น

ในแผนการปฏิรูปประเทศ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2561 ระบุสถานการณ์ของระบบสาธารณสุขว่า "มีความเหลื่อมล้ำของการกระจายทรัพยากร" และ "ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์จากหลักประกันสุขภาพที่แตกต่างกัน"

ตัวเลขที่ถูกนำมาใช้อธิบายภาวะความเหลื่อมล้ำ คือ สัดส่วนของแพทย์ พยาบาลต่อจำนวนประชากร ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

แม้ในช่วงสิบปีหลังจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ความถ่างห่างและต่างกันระหว่างกรุงเทพมหานคร และภาคอื่น ๆ ก็สะท้อนให้เห็นปัญหาในระดับโครงสร้าง

"ในเชิงอุดมคติแล้วควรจะเท่ากัน แต่ว่าอย่างที่บอกคือว่าด้วยความที่ระบบของเรามันไม่ได้ง่ายในการจัดคนจากนี่ไปวางตรงนั้นได้ เพราะการที่คนหนึ่งจะไปอยู่ที่ไหน มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง" นพ. สัมฤทธิ์ กล่าวกับบีบีซีไทย

ทำไมคนไทยไปโรงพยาบาลรัฐต้องรอนาน

หากตั้งต้นที่คำถามว่า เหตุใดเวลาไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ ต้องรอพบแพทย์เป็นเวลานาน นพ. สัมฤทธิ์ ชี้ว่ามีเหตุผลอยู่ 2-3 ประการ ตั้งแต่บุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้สัดส่วนกับความต้องการรับบริการ

ประการต่อมาเป็นเรื่องของระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โรงพยาบาลสุขภาพตำบล อำเภอ ไม่เข้มแข็ง อีกทั้งกระทรวงสาธารณสุขก็มีนโยบายไม่ปฏิเสธคนไข้ และรับเข้าตรวจรักษาทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความเหลื่อมล้ำในเรื่องของศักยภาพของแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการรักษา

เติมเงินลงโรงพยาบาล แต่ไม่เติมคน

ในปี 2545 ไทยเริ่มนำระบบบัตรทองมาใช้ และเปลี่ยนรูปแบบจากการจัดสรรงบประมาณไปสู่โรงพยาบาล มาเป็นการคำนวณแบบรายหัวประชากร โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายทรัพยากรได้เท่าเทียมขึ้น

โรงพยาบาลจะได้รับงบประมาณไปบริหารจัดการ จ่ายเงินเดือนจ้างบุคลากร ให้บริการทางการแพทย์และซื้อยา โดยคำนวณจากประชากรที่อยู่ในเขตรับผิดชอบ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ภายหลังมีนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2545 ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการสร้างหลักประกันสุขภาพที่ทำให้คนทุกคนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ตามความจำเป็น ทำให้คนจนไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วย

อดีต ผอ. สำนักวิจัยพัฒนาระบบสุขภาพไทย ชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จริงคือแม้โรงพยาบาลจะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้สามารถจ้างบุคลากรได้เพิ่มขึ้นหรือแปลงไปสู่การให้บริการผู้ป่วยได้

"โรงพยาบาลรัฐจะขอหมอเพิ่มสักหนึ่งคน ขอพยาบาลเพิ่มก็จะไปติดเรื่องกรอบอัตรากำลังโน่นนี่ไปหมด ขณะเดียวกันในชนบท บางทีก็ไม่ได้ง่ายเหมือนในเมือง ที่อยู่ ๆ จะหาหมอ หาพยาบาลมาอยู่ในเมืองจะหาง่ายกว่า" นพ. สัมฤทธิ์ กล่าว

สิ่งที่ยังเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลรัฐคือความไม่สมดุล ความแออัด และการรอคอยที่ยาวนานของคนไข้ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น

สิทธิ ขรก.-บัตรทอง-ประกันสังคม ความไม่เท่าเทียมที่คนไข้บางส่วนมองไม่เห็น

"คนที่ได้เยอะเขาจะไม่เห็นว่าเป็นความเหลื่อมล้ำ กลุ่มข้าราชการก็จะรู้สึกว่าก็ดีแล้ว ระบบหลักประกันของราชการก็จ่ายให้ ส่วนคนในระบบบัตรทองก็อาจไม่ได้รู้สึกอะไร" นิมิตร์ เทียนอุดม ภาคประชาชนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และกรรมการ สปสช. ภาคประชาชน อธิบายกับบีบีซีไทย

ระบบสุขภาพของไทยแบ่งเป็น 3 ระบบหลัก ได้แก่ ผู้ที่ใช้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ผู้ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการและครอบครัว และระบบประกันสังคม

แต่ละปี รัฐจ่ายเงินงบประมาณด้านสาธารณสุขให้กับทั้ง 3 ระบบ ในอัตราที่ต่างกัน และเมื่อดูการกระจายงบประมาณเป็นรายหัวแล้ว บัตรทอง ซึ่งมีผู้อยู่ในระบบเกือบ 49 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายรายหัวประมาณ 3,400 บาทต่อหัว

ขณะที่สวัสดิการข้าราชการและครอบครัว ตกที่ประมาณ 12,000 บาทต่อหัว ส่วนสิทธิประกันสังคม แม้ว่าจะมีรัฐและนายจ้างร่วมจ่าย แต่ผู้ประกันตนก็ต้องสมทบด้วยส่วนหนึ่ง

"จึงไม่แปลกที่ผู้รับบริการสิทธิข้าราชการจะมีโอกาสได้รับยานอกบัญชียาหลัก ยาชื่อการค้ามากกว่าคนไข้สิทธิบัตรทองและประกันสังคม เพราะของสิทธิข้าราชการโรงพยาบาลได้รับค่าบริการตามการให้บริการจริงให้อะไรก็เรียกเก็บได้" นพ.สัมฤทธิ์ กล่าว

"ในขณะที่บัตรทองและประกันสังคมจ่ายแบบเหมาจ่ายให้ รพ.ล่วงหน้าแล้ว ที่จริงก็แล้วแต่ รพ.จะให้ยาอะไรก็ได้แต่อยู่ในเหมาจ่ายที่จ่ายให้กับทาง รพ.นั้น ๆ แล้ว ดังนั้นก็คงไม่มี รพ.ไหนอยากจ่ายยาราคาแพงเพราะกินเนื้อตนเอง"

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้คนไข้ซึ่งใช้สิทธิรับการรักษาไม่เหมือนกันได้รับบริการไม่เท่าเทียมกัน

สลายความเหลื่อมล้ำ ภาคประชาชนชี้ต้องเกลี่ยเป็นระบบเดียว

หากใช้ตัวชี้วัดเรื่อง "ความเท่าเทียม" มาเป็นบรรทัดฐาน ข้อเรียกร้องจากภาคประชาสังคมคือ การรวมทั้ง 3 ระบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้คนไทยมีมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่อยู่ในระนาบเดียว

"รัฐที่กระจายงบประมาณแต่ละระบบไม่เท่ากัน มันก็ไปเบียดบังงบประมาณที่หากเกลี่ยให้เท่ากันแล้ว ก็จะไปเพิ่มงบประมาณทันทีในระบบได้" นิมิตร์ อธิบาย

เขาเห็นว่าการที่โรงพยาบาลขาดแคลนหมอและเครื่องมือแพทย์นั้นส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับงบประมาณรายหัวที่ได้

"โรงพยาบาลรัฐที่ดูแลประชาชนจำนวนมากจริง ๆ ควรจะได้ค่าหัวเหมาจ่ายมากขึ้นกว่านี้ เพื่อจะทำให้มีรายรับที่เพียงพอไปจ้างคนเพิ่ม พัฒนาตึก อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ หรือแม้กระทั่งซื้อยาที่เพียงพอหรือมีเงินมากพอที่จะเลือกยาที่ตัวเองคิดว่าจะครอบคลุมจำนวนโรคภายในโรงพยาบาล มันก็จะไม่เกิดขึ้นเลยเพราะว่าระบบตรงกลาง มันถูกลิมิตว่าเงินมีน้อย ให้ได้แค่ 3,500 บาท"

เพิ่มงบบัตรทอง ช่วยได้ แต่ต้องทำให้ รพ. เล็กดีขึ้นด้วย

การเพิ่มเงินการรักษารายหัวให้แก่คนไข้ในกลุ่มบัตรทอง อาจเป็นทางแก้ปัญหาหนึ่ง

แต่ถ้าโรงพยาบาลไหนที่ได้เงินน้อยการบริการคนไข้ก็อาจไม่ดีนัก

"เพราะโรงพยาบาลที่คิดว่าคนบัตรทองเป็นภาระ ก็จะทำให้อารมณ์บริการแย่" นิมิตร์ กล่าว

อย่างไรก็ตามเขาบอกว่า ส่วนคุณภาพการรักษาไม่น่าจะมีผล เพราะโรงพยาบาลเองก็อยากรักษาให้ดีที่สุด ให้คนไข้พ้นจากภาวะเจ็บป่วยโดยเร็วด้วยซ้ำ

"ยิ่งรักษาให้คุณไม่ดี แล้วคุณต้องมาอีกหลาย ๆ ครั้ง ก็เพิ่มต้นทุนให้โรงพยาบาล"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ระบบของสุขภาพในยุโรปบังคับให้ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์เวชศาสตร์ทั่วไปหรือแพทย์ GP ที่คลินิกก่อน คนไข้จะไปโรงพยาบาลได้ก็ต่อเมื่อหมอที่คลินิกส่งต่อ

ส่วนการลดความแออัดของโรงพยาบาล นิมิตร์ มองว่ายิ่งทุ่มงบฯ ไปเพิ่มหมอที่ รพ.จังหวัด สร้างตึกเพิ่ม ยิ่งเป็นการแก้ที่ไม่ถูกจุด

"ถ้าคนทั้งจังหวัด หรือคนข้ามจังหวัดใกล้ ๆ คิดว่าโรงพยาบาลนี้ดีแล้วก็แห่กันมา คุณเพิ่มเท่าไหร่ก็ไม่พอ ถ้าเราจะแก้อันนี้ก็ต้องทำให้โรงพยาบาลเล็กโตขึ้น ใหญ่ขึ้น มีความสามารถมากขึ้น กระจายคนออกไป" นิมิตร์ กล่าว

ด้าน นพ.สัมฤทธิ์ ชี้ว่า แม้ว่าเงินถูกเติมให้กับโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่ตราบใดก็ตามที่หน่วยบริการไม่มีความคล่องตัวในการจัดการเรื่องคนของตัวเองได้ ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการให้การบริการที่เพิ่มขึ้นได้

"ถ้ามันจะไม่ให้แออัดคือต้องไปทำข้างล่างให้ดีขึ้น ทำให้หน่วยบริการมีศักยภาพดีขึ้น ถึงจะทำให้คนไข้ในโรงพยาบาลใหญ่ลดลง เช่นในประเทศอังกฤษ หรือยุโรป" นพ. สัมฤทธิ์

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข กำลังมีนโยบายคลินิกหมอครอบครัว ในอนาคตหากทำได้จริง ก็อาจช่วยแก้ปัญหา

ข้อเสนอแต่ละพรรคการเมือง

จากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคในยุคแรกเริ่ม ที่ถูกมองเป็นนโยบายประชานิยม ได้กลายเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลหลังจากนั้นไม่อาจปฏิเสธ เพราะสิทธิทางสุขภาพที่ลงหลักตั้งต้นเป็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นมีสถานะเป็นสวัสดิการที่รัฐต้องจัดให้ประชาชน

นับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลเลือกตั้ง หลายพรรคได้ประกาศนโยบายสานต่อโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และชูประเด็นคล้ายคลึงกัน ตั้งแต่ปรับสิทธิรักษาพยาบาล 3 ระบบให้เท่าเทียม แต่ต่างกันที่วิธีการ ขณะที่บางพรรคการเมืองมองเห็นความจำเป็นในการเพิ่มงบฯ บัตรทอง

สำรวจนโยบายสุขภาพ-สาธารณสุขพรรคการเมือง
พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) - เพิ่มงบประมาณบัตรทอง เป็นหัวละ 4,000 บาทต่อคนต่อปี (เพิ่มร้อยละ 17 จากปัจจุบัน) - สร้างระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ไม่ลดสิทธิข้าราชการ- คุมค่าใช้จ่ายสิทธิข้าราชการให้โตน้อยลง และปรับให้บัตรทองโตเพิ่มขึ้น
เพื่อไทย (พท.) - เดินหน้า 30 บาทรักษาทุกโรคยุคใหม่ กระจายอำนาจ รพ. ออกนอกระบบ- ชูยุทธศาสตร์ "รักษาคุณภาพ ยาดี ไม่ต้องรอคิว สร้างขวัญกำลังใจหมอพยาบาล"- ปรับปรุงการบริหารจัดการกระจายอำนาจระดับเขต ระดับโรงพยาบาล- บุคลากรด้านสาธารณสุขต้องได้รับการดูแลคุ้มครอง ค่าตอบแทนเหมาะสม- ใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงการทำงาน รพ.ใหญ่ - รพ. เล็ก
ประชาธิปัตย์ (ปชป.) - บัตรทอง ไม่มีนโยบายร่วมจ่าย - หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นรัฐสวัสดิการ- ไม่มีนโยบายรวมกองทุน บัตรทอง สิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม เข้าด้วยกัน- ทำให้มาตรฐานการรักษา คุณภาพยาเท่าเทียม- สำหรับผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ควรเปิดโอกาสให้ย้ายมาอยู่ในระบบบัตรทองได้
พลังประชารัฐ (พปชร.) - ไม่รวม 3 กองทุนสุขภาพ แต่สร้างชุดสิทธิประโยชน์หลัก 3 กองทุน ให้เป็นมาตรฐานเดียว- เน้นการบริการปฐมภูมิ ตั้งเป้า 10 ปี ต้องมีหมอประจำครอบครัว 6,500 ทีม - ยกระดับการให้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้เท่าเทียมทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่
ไทยรักษาชาติ (ทษช.) - เดินหน้า 30 บาทรักษาทุกโรค ควรเพิ่มงบประมาณหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) - ไม่รวม 3 กองทุนสุขภาพ แต่ทำให้เท่าเทียมขึ้น - ยกกระดับโรงพยาบาลชุมชน ให้มีศักยภาพมากขึ้น ลดการส่งต่อและความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่
รวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) - เน้นป้องกันเป็นหลัก รักษาเป็นรอง- ยกระดับศักยภาพในการรักษาของโรงพยาบาลระดับชุมชน เพื่อลดแออัดโรงพยาบาลศูนย์ / จังหวัด
ภูมิใจไทย (ภท.) - เสนอใช้ระบบโทรเวชกรรม Telemedicine หรือ เทเลเมด รักษาคนป่วย แก้ปัญหาตายก่อนถึงโรงพยาบาล - ยกสถานะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นทีมหมอครอบครัว เพิ่มเงินเดือนเป็น 2,500-10,000 บาท

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวม, เวทีเสวนาด้านนโยบายสุขภาพที่ตัวแทนพรรคไปนำเสนอ

การปฏิรูประบบสาธารณสุขไทยครั้งใหญ่เกิดขึ้นมาหลายครั้ง และภายใต้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่เกิดในยุค คสช. ก็วางแนวทางปฏิรูปไว้หลายด้าน รวมทั้งพยายามแก้เรื่องความเหลื่อมล้ำของกองทุนทั้งสามประเภท

อย่างไรก็ดี คนทำงานด้านนี้มองว่า ถึงอย่างไรการเมืองก็จะยังเป็นกลไกที่จะผลักดันการปฏิรูประบบสาธารณสุขไทยให้เห็นผล

"การผลักด้วยกลไกการเมืองคงจะทำให้เร็วขึ้น เพราะการมีนโยบายที่ชัดเจน และมีคอมมิทเมนท์ (สัญญา) ก็จะตามมาด้วยการจัดงบประมาณ ไม่ใช่มีแต่สโลแกน ที่ไม่รู้ว่าทำยังไง" นพ. สัมฤทธิ์ กล่าวกับบีบีซีไทย

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม