งิ้ว : ศิลปะโบราณที่ขาดการสืบสาน ตำนานที่รอวัน "ปิดฉาก"

  • 21 กุมภาพันธ์ 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ลอดม่านโรงงิ้ว ความบันเทิงโบราณที่รอ "ฉากจบ"

อุปรากรจีน หรืองิ้ว อยู่คู่สังคมไทยมานับร้อยปี แต่เมื่อความบันเทิงสมัยใหม่หลั่งไหลเข้ามา งิ้วจึงกลายเป็นเพียงการแสดงคู่ศาลเจ้า และเรื่องหย่อนใจสำหรับคนไทยเชื้อสายจีนสูงวัย นาฏศิลป์โบราณที่กำลังเลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่

กระดานไม้ส่งเสียงเหมือนครางเบา ๆ ตามจังหวะก้าวของ ธัชชัย อบทอง (ต๋อง) ผู้จัดการคณะงิ้ว "ไซ้ ย่ง ฮง" ที่มาถึงโรงงิ้วแบบสร้างชั่วคราว เป็นคนแรกเช่นเคย เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแสดงในคืนนี้

ด้านหน้าโรงงิ้วตกแต่งด้วยกระดาษสีแดง หน้าเวทีคือเก้าอี้พลาสติกสีแดงกว่าร้อยตัว เก้าอี้แถวหน้ามีหนังสือ หรือพัด ที่ผู้ชมวางจองที่ไว้ ฝั่งตรงข้ามเป็นศาลเจ้าแบบจีน ภายในวัดพลับพลาชัย ที่กำลังคึกคักด้วยผู้คนที่มาเยือนงานวัด

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ โรงงิ้วแบบชั่วคราว ตกแต่งด้วยสีแดงสดใส

ธัชชัยในวัย 54 ปี มองไปยังเก้าอี้ว่างเปล่า ที่อีกไม่กี่ชั่วโมงจะคลาคล่ำไปด้วยผู้ชม ก่อนถอนหายใจเล็กน้อย แล้วรำลึกถึงความหลังในยุคที่งิ้ว เป็นสิ่งบันเทิงยอดนิยมของคนไทยเชื้อสายจีน

"มันต่างกันแบบฟ้ากับดิน" เขาเปรียบภาพตรงหน้ากับอดีต

"สมัยก่อน คณะงิ้วมีเป็นร้อยคน คนดูมีเป็นพัน ตอนนี้ นักแสดงน้อยลง คนดูมีเป็นร้อย คนแสดงมีเป็นสิบเอง"

ธุรกิจงิ้วถดถอยต่อเนื่อง เขายกตัวอย่างว่า งิ้วแต้จิ๋วเคยมีเกือบ 30 คณะ แต่ ปัจจุบันเหลือราว 10 คณะ ไม่นับคณะงิ้วอีกหลายประเภท รวมแล้วที่เคยมีอยู่หลักร้อย ก็เหลือไม่กี่สิบคณะ

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เล่นที่ไหน นอนที่นั่น ชีวิตของคณะงิ้วเดินสาย

และจากที่เคยมีโรงงิ้วถาวร หรือที่เรียกว่า "วิก" ตอนนี้ ทุกคณะกลายเป็นงิ้วเร่ร่อน จ้างวันไหนเล่นวันนั้น หรือตามเทศกาล

ด้วยประสบการณ์คลุกคลีกับงิ้วมาทั้งชีวิต ธัชชัยมองสาเหตุที่ อุปรากรจีนในไทย ใกล้จะปิดม่านว่า เพราะคนไทยดูงิ้วกันไม่ค่อยเป็นแล้ว และทุกวันนี้อยู่ได้เพราะเทศกาลของศาลเจ้า

แม่ขายเข้าคณะงิ้ว 5,000 บาท

ธัชชัย มีแม่เป็นคนจีน พ่อเป็นมุสลิม เขาเกิดจากความรักที่ครอบครัวของพ่อแม่คัดค้าน และจบลงด้วยชีวิตคู่ที่ล้มเหลว เพราะมารดาลุ่มหลงในสุราและการพนัน จนเมื่ออายุได้ 7 ขวบ ชีวิตเขามาถึงจุดหักเหสำคัญ

"แม่บอกว่าต๋องเอ๋ย หม่าม้าขาดเงิน เอ็งไปอยู่โรงงิ้วนะ" ด้วยความไม่รู้เดียงสา เขาในวัยเด็กคิดเพียงว่า "ผมชอบดูหนังชอว์ บราเดอร์ส ฟันดาบชิ้ง ๆ ชั้ง ๆ เป็นชีวิตจิตใจ ก็เลยอยากช่วยแม่"

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ธัชชัย อบทอง อายุ 54 ปี ผู้จัดการคณะงิ้วไซ่ ย่ง ฮง

"แม่เลยขายผมให้คณะงิ้ว ขายมา 5 พันบาท หักค่านายหน้า 500 แม่ผมได้ 4,500 บาท"

นับแต่นั้น ทุกจังหวะชีวิตมีแต่การเล่นงิ้ว ฝึกฝนได้ไม่กี่สัปดาห์ เขาเริ่มรับบทเป็นทหาร แล้วขยับเป็นขันทีและขุนนาง จากที่เล่นงิ้วด้วยความไม่ชอบ ธัชชัยฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อบทบาทที่เด่นขึ้น และค่าตัวที่มากขึ้น

เมื่ออายุได้ 25-26 ปี เขาก้าวขึ้นเป็นตัวเอก เช่น เปาบุ้นจิ้น โจโฉ และตัวโกงหลัก เมื่อชื่อเสียงโด่งดัง คณะงิ้วอื่นเริ่มเข้ามาทาบทาม เขาถูกขายให้คณะอื่น จนถึงตอนนี้ เขาย้ายมาแล้ว 5 คณะ

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ 15 นาทีต่อมา ธัชชัย แต่งหน้า แต่งกายเสร็จ ไม่เหลือเค้าเดิม

"แม่ขายผมมา 5 พัน แต่เข้ามาอยู่ในวงการงิ้วนี่ ผมเคยมีค่าตัวถึงประมาณ 2 ล้าน"

'บุญคุณต้องทดแทน'

เข้าคณะงิ้วได้ 8 ปี ธัชชัยได้พบมารดาอีกครั้ง จำได้เลยว่าคำแรกที่พูดกับแม่คือ "แม่สบายดีไหม เป็นยังไงบ้าง" ซึ่งได้รับคำตอบกลับว่า "สบายดี แค่อยากมาหา"

แล้วบุพการีผู้ให้กำเนิด ก็หายไปจากชีวิตเขาอีก 8 ปี กลับมาครั้งนี้ เขามีภรรยาและลูกแล้ว แม่จึงอยู่ช่วยดูแลหลาน แต่ไม่สามารถตัดการพนันได้

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เครื่องแต่งกายได้รับการดูแลอย่างดี

"ลูกสะใภ้บ่นว่าเราไม่ค่อยมีเงินนะ...แกทนฟังคำพูดลูกสะใภ้ไม่ได้ เลยหนีไปอีก ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เจอเลย ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว" ถึงตรงนี้ ธัชชัยหลุบตาต่ำ

ชีวิตต้องสู้ ถูกแม่ขายแลกเงิน แต่ผู้จัดการคณะไซ่ ย่ง ฮง ไม่เคยโกรธแม่เลย เพราะคำสอนสั้น ๆ ของท่านที่รำลึกไว้เสมอ ทำให้เขามีทุกวันนี้

"ท่านมีคำพูดให้ผม เป็นประโยคยาวภาษาแต้จิ๋ว จบด้วย 2 คำ คือ หยิ่งหงี"

ช่วงแรกเขาไม่เข้าใจ ก่อนถามเหล่าซือในภายหลัง แปลได้ความว่า "คนเราต้องรู้จักบุญคุณคนนะลูก ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องรู้จักบุญคุณคน จะได้ไม่ลำบาก"

งิ้วเป็นสื่อรัก สร้างครอบครัว

ดวงอาทิตย์คล้อยฟ้า สมาชิกคณะไซ้ ย่ง ฮง ทยอยเข้ามาแต่งหน้าและเตรียมเครื่องแต่งกาย แต่ละคนมีหีบแต่งหน้าทรงสูงประจำตัว ประทินโฉมไป ก็พูดคุยหยอกล้อกับเพื่อนนักแสดงเป็นภาษาไทยปนจีน

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ การแต่งหน้าแสดงงิ้วต้องใช้สมาธิมาก
Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นักแสดงแต่ละคน จะมีหีบแต่งหน้าประจำตัว

ธัชชัย ชี้ไปที่นักแสดงหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า "น้องอี่" ซึ่งเป็นภรรยาของเขา ทั้งคู่พบรักกันในคณะงิ้ว สานสัมพันธ์ด้วยปูมหลังที่เหมือนกัน เพราะภรรยาเองถูกแม่ขายเข้าคณะตั้งแต่ 6 ขวบในราคา 3,000 บาท

ไม่เพียงแต่ภรรยา ลูกสาว ปณิดา อบทอง วัย 24 ปี เข้าสู่วงการงิ้วเช่นกัน ตั้งแต่วัย 12 ปี

"ชอบงิ้วจริง ๆ ชอบการแต่งหน้าแต่งตัว สมัยก่อนงิ้วเล่นต่างจังหวัดเยอะ มีงานวัด มีชิงช้า ม้าหมุน เราเห็นแล้วก็ชอบ"

Image copyright Busaba Sivasomboon/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ปณิดา อบทอง วัย 24 ปี ลูกสาวของธัชชัย

หลังจบประถม 6 เธอเล่นงิ้วเรื่อยมา ไม่ได้กลับไปเรียนต่อ แต่พูดได้เต็มปากว่าเป็น "อาชีพ" และ "บ้าน" ที่ได้ใช้เวลาทุกวันกับครอบครัว เพื่อทำในสิ่งที่รัก อีกทั้งมองว่า เธอโชคดีกว่าพ่อและแม่มาก เพราะเธอเป็นคนเลือกเส้นทางชีวิตเอง

แม้เข้าสู่วงการได้เพียง 12 ปี ปณิดารู้สึกได้ว่า คนรุ่นเดียวกับเธอไม่ค่อยนิยมงิ้ว และดูไม่รู้เรื่อง ถ้าจะสนใจก็เพียงเครื่องแต่งกายที่สวยงาม แต่เธอไม่คิดว่าเป็นเรื่องแปลกที่คนรุ่นเธอจะเล่นงิ้ว

"เพราะมีใจรักจึงเล่น ถ้าไม่มี ก็เล่นไม่ได้หรอก"

ผู้ชมวัยชรา กับ นักท่องเที่ยวอเมริกัน

นักดนตรีรัวฆ้องดังกังวาน เสียงขิม ซอ ขลุ่ย ผสานกันเป็นทำนองเร้าใจ "เบิกโรงถวายเจ้า" จากอารัมภบทจนจบการแสดง ใช้เวลาต่อเนื่องเกือบ 3 ชั่วโมง

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เครื่องศีรษะ เป็นส่วนสุดท้ายที่สวมใส่ก่อนเข้าฉาก

นักแสดงทุกคนกำลังใจฮึกเหิม เมื่อเข้าฉากมองลงไปเห็นผู้ชมเกือบเต็ม และมีอีกมากยืนชมนอกแนวกั้น แต่เมื่อกวาดสายตาดู พบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยเชื้อสายจีน

"ถ้าเป็นคณะนี้ มาแสดงแถวนี้ ฉันก็มาดูทุกครั้ง แต่ไม่ได้ตามไปดูทุกที่ เพราะไปไม่ไหว" หญิงชราชาวไทยเชื้อสายจีนรายหนึ่งบอก

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ตัวละครในชุดสวยงาม โลดแล่นอยู่บนเวที

เธอยังอธิบายถึงการแสดงบนเวทีเวลานี้ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับปีศาจนกกระจอก เข้าสิงหญิงงาม ถวายตัวเข้าเป็นสนมในพระราชวัง เพื่อแก้แค้นฮ่องเต้ผู้มากรัก

ผู้ชมที่นั่งติดกัน คือ มาร์ธา ฮาร์ท นักท่องเที่ยวหญิงชาวอเมริกัน ที่มาถ่ายรูปคณะงิ้วตั้งแต่ช่วงเย็น และอยู่ชมการแสดงจนถึงค่ำ เธอยอมรับว่า ไม่เข้าใจคำพูดและเนื้อเรื่อง แต่คิดว่างิ้วมีเสน่ห์มาก

"It's so stylish" เธออุทาน "ฉันหลงใหลในท่าทาง เสื้อผ้า และความทุ่มเทของนักแสดง เห็นได้ชัดว่าฝึกฝนมาหนัก"

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ "It's so stylish" มาร์ธา ฮาร์ท

ม่านที่ใกล้ปิดลง

อุปรากรจีนปรากฎพบในประเทศไทย ตั้งแต่ปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อาณาจักรอยุธยา ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ อัครราชทูตจากฝรั่งเศส พงศกร อนันต์กวิน อุปนายกสมาคมอุปรากรจีน ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยผ่านทางโทรศัพท์ว่า ตามเอกสารไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นงิ้ว แต่เรียกว่า "ละครจีน"

"แต่งิ้วเฟื่องฟูสุดในสมัยรัชกาลที่ 5 งิ้วแต้จิ๋วมีมากสุด รองลงมาคืองิ้วไหหลำ"

ครูสอนงิ้ววัย 49 ปียังเล่าว่า สมัชรัชกาลที่ 3 งิ้วเป็นที่นิยมเช่นกัน และมีตำนานน่าสนใจว่า คณะงิ้วจากจีนและคณะของไทยหลายสิบคณะ เข้ามาแสดงที่ภูเก็ตนานนับเดือน เพราะสมัยนั้น อุตสาหกรรมเหมืองแร่รุ่งเรือง ผู้คนมีฐานะดี แต่แล้วได้เกิดอหิวาตกโรคระบาดขึ้น

"พ่อแก่งิ้วเข้าสิงนักแสดงคนหนึ่ง บอกประชาชนให้ถือศีลกินเจนาน 10 วัน พอครบกำหนดโรคร้ายก็หายไป" กลายเป็นต้นกำเนิดของเทศกาลถือศีลกินผักภูเก็ตที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาถึงทุกวันนี้ แต่เขาย้ำว่านี่เป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น

Image copyright Busaba Sivasomboon/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ค่าเข้าชมเพียง 20 บาท หรือจะยืนชมนอกแนวกั้นก็ได้

ด้านธัชชัยเล่าว่าในอดีต พ่อค้าจีนเขามาทำการค้าในไทย งิ้วก็ตามมา แต่มาไม่หมด มาแต่คนเก่ง ๆ แล้วก็มาหานักแสดงในไทย...อย่างลูกเขยผมเนี่ยเป็นคนโคราช พ่อเขาเป็นลิเก แต่เขามาเล่นงิ้ว" พร้อมชี้ไปที่ลูกเขย ที่เล่นเป็นตัวเอกหนึ่งของคณะ แต่สมัยนี้ ไม่เหลือโรงเรียนงิ้วอีกแล้ว นักแสดงส่วนใหญ่เป็นคนเก่าคนแก่ หรือลูกหลาน ไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาร่วมคณะ เป็นเหตุผลสำคัญทำให้เชื่อว่า งิ้วกำลังเลือนหายไป การตั้งโรงเรียนสอนนาฏศิลป์จีนจึงเป็นหนทางหนึ่ง เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมนี้ให้สืบต่อ

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยไทยเชื้อสายจีน

"เราจะตอบแทนรากเหง้า ตอบแทนสิ่งที่อากงอาม่าเราชอบได้ยังไง" ธัชชัยถามตัวเอง

ถ่ายทอดงิ้วสู่คนรุ่นหลัง

อุปนายกสมาคมอุปรากรจีนยอมรับว่า ข้อกังวลของธัชชัยเป็นเรื่องจริง คณะงิ้วแต้จิ๋วปัจจุบันเหลืออยู่ราว 30 คณะ ในจำนวนนี้กว่า 20 คณะกำลังเผชิญภาวะวิกฤต

นักแสดงหลายคนเมื่องานลดลง รายได้ก็หดหาย ต้องไปรับอาชีพเสริม อาทิ ขายของ ขับรถรับจ้าง เป็นต้น ส่วนนักแสดงที่ยังมีอายุไม่มากนัก เมื่อเห็นวงการอยู่ในภาวะถดถอย จึงตัดสินใจเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น ที่ยังเหลืออยู่ มีเพียงนักแสดงอาวุโส ที่เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว นอกจากเล่นงิ้ว

กระทรวงวัฒนธรรมเห็นถึงปัญหานี้เช่นกัน จึงร่วมกับสมาคมอุปรากรจีน ดำเนินโครงการถ่ายทอดศาสตร์การเล่นงิ้วให้กับคนรุ่นใหม่ เริ่มจากในต่างจังหวัด เปิดสอนตามโรงเรียนต่าง ๆ เป็นชั้นเรียนงิ้ว 3 วัน ซึ่งได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี

Image copyright งิ้วเซ็นเตอร์ แชลั่งเง็กเล่าชุน
คำบรรยายภาพ โครงการถ่ายทอดศิลปะการแสดงพื้นบ้านอุปรากรจีนสู่เด็กและเยาวชน โรงเรียนราษฎร์บำรุง จ.พิจิตร

"โรงเรียนที่สิงห์บุรี นำการรำกังฟูพันมือไปแสดงในหลายจังหวัด ที่สุพรรณบุรีก็ต่อยอดการรำเปลี่ยนหน้ากาก พิมายวิทยาของโคราช เอาการรำนางฟ้าไปแข่งที่มณฑลเสฉวน จนชนะได้รางวัล" พงศกร ยกตัวอย่าง

ขั้นต่อมาของโครงการ คือ จัดตั้งโรงเรียนสอนอุปรากรจีนแบบถาวรขึ้น ตอนนี้ กำลังจัดสร้างบนชั้น 5 ของสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เขตสาทร ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

แต่ตัวโครงการตอนนี้หยุดชะงัก เพราะเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง และไม่แน่ชัดว่า รัฐบาลชุดใหม่จะสานต่อโครงการหรือไม่

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ งิ้วกำลังวิกฤต

"เราจะลองนำงิ้วไปแสดงให้เถ้าแก่ใหญ่ ๆ เชื้อสายจีนดู ว่าอยากสนับสนุนไหม เพื่อเดินหน้าโครงการจากเงินทุนภาคเอกชน"

"งิ้วคือพระเจ้า"

มาร์ธา นั่งชมงิ้วนานกว่าชั่วโมงอย่างไม่เบื่อ เพราะชื่นชอบในละครเวทีและแสงสีเสียงอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่า การแสดงทางวัฒนธรรมเช่นนี้ ดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแค่งิ้ว แต่โรงละครชาติตะวันตกก็เผชิญสถานการณ์เดียวกัน

ส่วนตัวแล้วเธอมองว่า ต้องพยายามทำให้คนเข้าถึงการแสดงแบบนี้ได้ง่ายขึ้น อาจใช้สังคมออนไลน์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในคนรุ่นใหม่ว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ สินน้ำใจเล็กน้อย แทนคำชมว่า "พวกคุณเล่นเก่งมาก"

"คุณไม่จำเป็นต้องชมตลอด ไม่ต้องชอบทุกครั้ง แต่ต้องเข้าใจว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ ส่วนหนึ่งของสังคมที่คุณอาศัยอยู่"

แม้นวงการงิ้วกำลังถดถอย เป็นความจริงที่ยากหลีกเลี่ยง แต่เมื่อถามธัชชัยว่า หากเลือกเส้นทางชีวิตใหม่ได้ เขาอยากทำอะไร เขาตอบแบบไม่ต้องฉุกคิดว่า จะเลือกเล่นงิ้วเหมือนเดิม

"งิ้วคือพระเจ้า" ธัชชัยตอบ "ทุกวันนี้ผมได้เงิน เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียเลี้ยงครอบครัว มีบ้านมีรถ มีความเป็นอยู่ที่ดี ได้จากงิ้วครับ ได้กับการกระทำที่ซื่อสัตย์ซื่อตรง"

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ "งิ้วคือพระเจ้า" ธัชชัย อบทอง

"แล้วอย่างคำพูดของแม่ผม ต้องรู้จักบุญคุณ" ดังนั้น ด้วยความสำนึกในบุญคุณของงิ้ว เขาจึงอยากตอบแทนด้วยการพยายามสืบสานวัฒนธรรมล้ำค่านี้ ให้อยู่คู่คนไทย ผ่านการยืนหยัดแสดงอุปรากรจีน จวบจนวันที่สังคมหลงลืมไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม