เลือกตั้ง 2562 : การกลับมาของเพลง “หนักแผ่นดิน” จาก 2519 ถึง 2562

  • 19 กุมภาพันธ์ 2019
วันกองทัพไทย Image copyright Wasawat Lukharang /BBC Thai

หาก "เพลงเพื่อชีวิต" คือเครื่องมือที่ "ขบวนการนักศึกษา" 14 ตุลาฯ 2516 และ 6 ตุลาฯ 2519 ใช้สะท้อน-ตีแผ่ปัญหา ชี้นำข้อต่อสู้เรียกร้อง กล่อมเกลาทางการเมือง นำเสนอ-ถ่ายทอดอุดมการณ์ใหม่

"เพลงปลุกใจ" ก็คือเครื่องมือที่ "รัฐไทย" ผลิตออกมาเพื่อตอบโต้ "โลกทัศน์ใหม่" ของฝ่ายนักศึกษา มุ่งสร้างอุดมการณ์รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในแบบ "ประเพณีนิยม"

ไม่ว่าฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า "ประชาธิปไตย" หรือ "เผด็จการ" ต่างใช้บทเพลงเป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อแย่งชิงประชาชนในเหตุการณ์เมื่อ 40 กว่าปีก่อน

เพลง "หนักแผ่นดิน" ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น จบลงด้วยเหตุ "ฆาตกรรมหมู่" และรัฐประหาร 6 ตุลาฯ 2519

แล้วเพลง "หนักแผ่นดิน" ในยุคที่ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) บอกว่าเป็น "เพลงฮิตตอนนี้" พร้อมออกคำสั่ง (ก่อนยกเลิกในวันเดียวกัน) ให้ทหารไทยทุกกรม-กองได้ฟังในบรรยากาศก่อนการเลือกตั้งปี 2562 จะนำไปสู่อะไร?

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อม พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ชมการสาธิตการซักซ้อมบรรเทาสาธารณภัย ที่ศูนย์สงครามพิเศษ จ.ลพบุรี

สารนิพนธ์เรื่อง "เพลงเพื่อชีวิต : การนำเสนออุดมการณ์ใหม่ (ศึกษาเฉพาะช่วง 14 ตุลาคม 2516 - 6 ตุลาคม 2519)" โดย ลือชัย จิรวินิจนันท์, คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ระบุว่า เพลงปลุกใจเกิดขึ้นครั้งแรก ๆ ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในช่วงสงครามอินโดจีน (2483-2484) โดยจอมพล ป. ต้องการให้คนไทยรักชาติ-รักแผ่นดิน-รู้จักประวัติศาสตร์ ก่อนมาซบเซาเมื่อเข้าสู่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (2500) และกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร (2515-2516)

หน่วยผลิต-เผยแพร่อุดมการณ์ "รักชาติ" ผ่านบทเพลงปลุกใจในยุค จอมพล ป. มี 2 หน่วยหลักคือกรมศิลปากร มี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นอธิบดี และกรมโฆษณาการ มีครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นนายวงดนตรีของกรม

บทเพลงปลุกใจในยุคจอมพล ป. เจ้าของคำขวัญ "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" ส่วนใหญ่ผลิตออกมาเพื่อส่งเสริมความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้านเมือง ปลุกใจให้เกิดความรักชาติ และชักชวนประชาชนให้ร่วมกันทำอย่างหนึ่งอย่างใด

ทว่ามาถึงยุคจอมพลถนอม หันมาใช้บทเพลงสร้างเสถียรภาพของรัฐบาล และใช้สื่อมวลชนเผยแพร่อุดมการณ์ของฝ่ายรัฐ ซึ่งในช่วงแรกถือว่า "ไม่ประสบความสำเร็จ" ต้องพ่ายแพ้ให้แก่กระแสต่อต้านเผด็จการ จนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ขับไล่ 3 "ผู้นำทรราชย์" ประกอบ จอมพลถนอม กิตติขจร-จอมพลประภาส จารุเสถียร-พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบออกนอกประเทศเดินทางกลับเข้าประเทศไทย ด้วยการเป็น"สามเณร" เมื่อ ก.ย. 2519

กระแสประชาธิปไตยในสังคมไทยเบ่งบาน พร้อม ๆ กับการขยายวงของบทเพลงเพื่อชีวิตของเหล่านักศึกษา สะท้อนผ่านการมีวงดนตรีเพื่อชีวิตนับสิบวงกระจายอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมถึงวงดนตรีอิสระ

อย่างไรก็ตาม รัฐ-ฝ่ายประเพณีนิยมได้ปรับแนวเพลงปลุกใจใหม่ โดยในปี 2517 มีคำสั่ง "ผลิตซ้ำ" เพลงปลุกใจในยุคจอมพล ป. โดยนำบทเพลงเหล่านั้นมาเปิดในช่วงก่อนข่าว-หลังข่าว ตอนเปิด-ปิดสถานีวิทยุ

ก่อนที่รัฐจะเริ่ม "ผลิตเพลงใหม่" เมื่อสถานการณ์ต่อสู้ทางความคิดยกระดับความรุนแรง จนเกิดสารพัดบทเพลง อาทิ เราสู้ ดุจบิดามารดร เผ่าไทย หนักแผ่นดิน เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย แผ่นดินสุดท้าย ถามแผ่นดิน คิดดีแล้วหรือ ฯลฯ บทเพลงเหล่านี้ถูกถ่ายทอดซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านสถานีวิทยุยานเกราะโดยเฉพาะรายการ "บ้านเมืองของเรา" รวมถึงผ่านหน่วยจัดตั้งของกองทัพบกที่นำเพลง "เราสู้" ไปส่งตรงถึงค่ายทหาร โรงเรียน ศาลากลางจังหวัด สถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ

ปี 2518 เพลง "สุดแผ่นดิน" ประพันธ์โดย ส.อ. พรเลิศ สารานิยกุล ถูกปล่อยออกมาเพื่อปลุกระดมมวลชนฝ่ายประเพณีนิยม และเตือนสติประชาชนทั่วไปให้ตระหนักถึงภัยคอมมิวนิสต์

พลันที่ พล.ต. ประมาณ อดิเรกสาร ผู้คุมวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประกาศคำขวัญ "ขวาพิฆาตซ้าย" โจมตีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และสั่งห้ามเผยแพร่ผลงานเพลงเพื่อชีวิตของฝ่ายนักศึกษาอย่างเด็ดขาด รัฐก็ส่งเพลงปลุกใจออกมาให้ถึงหูประชาชน ในปี 2519 เพลง "หนักแผ่นดิน" ประพันธ์โดย พ.ต. บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก บรรเลงโดยวงดนตรีกองทัพบก ก็ถูกปล่อยออกมาเพื่อตำหนิ-เสียดสีขบวนการนักศึกษาโดยตรง ทำนองและจังหวะสนุกสนาน ปลุกเร้า ทำให้ง่ายแก่การจดจำของประชาชน จนกลายเป็นบทเพลง "ยอดนิยม" ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519

Image copyright Anadolu Agency/Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนไปร่วมงานรำลึก 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เมื่อปี 2559 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

นฤมล ทับจุมพล, คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุไว้ตรงกันในวิทยานิพนธ์เรื่อง "การใช้สื่อในการสร้างอุดมการณ์ทางการเมือง ศึกษาจากบทเพลงของทางราชการ (พ.ศ. 2475-2530)" ว่าเพลงที่ได้รับการเปิดฟังมากที่สุดในยุคนั้นคือเพลงหนักแผ่นดิน ซึ่งเริ่มเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียงครั้งแรกใน รายการ "ตะบันไฟ-ตะไลเพลิง" ของสถานีวิทยุชมรมวิทยุเสรี ก่อนที่รายการของชมรมวิทยุเสรีจะนำไปเผยแพร่ต่อ ๆ

เพลงหนักแผ่นดิน "มีผลอย่างมากต่อการสร้างทัศนคติและความคิดของคนในสังคมไทยต่อกลุ่มชนที่เห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ โดยเฉพาะผู้ที่ยอมรับและเชื่อในอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามที่ทางราชการปลูกฝังลงไป" นฤมล ระบุ

เธอยังอธิบายแนวทางการใช้สื่อเพื่อต่อสู้กับอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ (ปี 2516-2519) เอาไว้ด้วยว่า รัฐได้ควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของประชาชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยออกระเบียบว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2518 มีวัตถุประสงค์หลายข้อ ในจำนวนนั้นคือ "เชิญชวนประชาชนตอบโต้และต่อต้านศัตรู ตลอดจนลัทธิที่เป็นภัยต่อประเทศชาติ..." รายการต่าง ๆ ที่จัดทางสถานีวิทยุ ณ เวลานั้น มักสอดแทรกทัศนะทางการเมือง ความรักชาติ ต่อต้านผู้ไม่หวังดีต่อประเทศ มีการเปิดเพลงปลุกใจ เช่น เพลงหนักแผ่นดิน, เพลงทหารนเรศวร, เพลงเราสู้ ให้ประชาชนฟังสลับกับการนำเสนอข่าวสาร

จนมีการกล่าวกันว่า "...ในหมู่บ้านเดี๋ยวนี้ แม้จะไม่มีเพลงปลุกใจให้รักชาติของหลวงวิจิตวาทการอีกต่อไป แต่เราทุกคนก็ยังได้ยินเสียง เปรี้ยง.. เปรี้ยง.. ดั่งเสียงฟ้าฟาด.. ดังแว่วมาแทนอยู่ตลอดเวลา..." สุชาติ สวัสดิ์ศรี เขียนไว้ในบทบรรณาธิการ "ยุคทมิฬใหม่" โดยพูดถึงเพลง "ทหารนเรศวร" ที่ถูกแต่งขึ้นในปี 2515

Image copyright Wasawat Lukharang /BBC Thai

ลักษณะของเพลงปลุกใจที่แต่งขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เน้นความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยผู้แต่งมีทั้งที่เป็นข้าราชบริพารใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ข้าราชการทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และพระราชนิพนธ์ในหลวง ร. 9 เอง

เธอสรุปได้ว่า การใช้เพลงปลุกใจของทางราชการนอกจากเพื่อตอบโต้กับเพลงเพื่อชีวิตและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ไม่เห็นด้วยกับสภาพสังคมขณะนั้นแล้ว ยังเป็นไปเพื่อให้เป็น "ที่ยึดเหนี่ยวทางความรู้สึกของสังคม" โดยอาศัยการสร้าง "ความรักชาติ" เป็นแกนนำทางความรู้สึกและแทนคำอธิบายต่อข้อวิจารณ์ต่าง ๆ

"การตั้งชมรมวิทยุเสรี รณรงค์เผยแพร่ความรักชาติ รักพระเจ้าแผ่นดิน ต่อสู้กัยผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ต่อกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่า 'หนักแผ่นดิน' และกำหนดภารกิจที่จะต้อง 'พิทักษ์ไทย' ให้กับกลุ่มผู้รับฟังไปปฏิบัติการ จนนำมาสู่ปฏิบัติการฆาตกรรมหมู่เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ภายใต้ความรู้สึกว่าเป็นภารกิจอันชอบธรรมที่จะจัดการกับผู้ที่มาย่ำยีดวงใจของไทยทั้งชาติ" วิทยานิพนธ์ของ นฤมล ระบุ

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ความยุติธรรมของไทยบนฐานความเชื่อว่า "คนไม่เท่ากัน"

ขณะที่ผู้ผ่านเหตุนองเลือดครั้งนั้นอย่าง ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ได้บรรยากาศสภาพการณ์ในช่วงบ่ายวันที่ 6 ตุลาฯ ไม่กี่ชั่วโมงหลังผ่านเหตุล้อมปราบนักศึกษาที่ ม.ธรรมศาสตร์ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และวิทยุยานเกราะได้ถ่ายทอดสดสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเช้า โดยมีพิธีกรสนทนากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมปฏิบัติการ 5 นาย ในจำนวนนี้คือ พ.ต.ท. สล้าง บุนนาค จากกองปราบปราม (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ซึ่งสนทนากันอย่างออกรส

"ทุกคนฮึกเหิมราวกับนักรบออกศึกที่เพิ่งได้รับชัยชนะ" และ "เสียงเพลงหนักแผ่นดินดังประกอบตลอดรายการสนทนา" ข้อความตอนหนึ่งในรายงานการศึกษาวิจัยเรื่อง "6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549: จากชัยชนะสู่ความเงียบ (แต่ยังชนะอยู่ดี) ของ ศ.ดร. ธงชัย ระบุ

ศ. ดร. ธงชัยชี้ว่า รายการสนทนาดังกล่าวเป็นตัวแทนของบรรยากาศ วาทกรรม และความคิดเห็นของฝ่ายขวาที่มีต่อการปราบปรามนองเลือดเมื่อ 6 ตุลา 2519 ภายหลังเหตุการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปทั้งผ่านกระบอกเสียงที่อยู่ในมือของรัฐบาล คณะปฏิรูปฯ และในสื่อมวลชนที่พากันเอียงขวากะเท่เร่ พบได้ในกิจกรรมของทางการเพื่อการ "เผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง"

ขณะที่ ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ อีกบุคคลที่ร่วมเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เมื่อ 43 ปีก่อน ได้แต่งบทกวีเรื่อง "หนักแผ่นดิน" อย่างน้อย 3 บทในช่วง 2 วันนี้ โดยเขาบรรยายความรู้สึกผ่านกระดานข้อความส่วนตัวในเฟซบุ๊กว่า "เศร้าที่สังคมซึ่งผ่านพบประสบการณ์หฤโหดของการฆ่าหมู่อย่างบ้าคลั่งไร้สติอย่างนั้นมาแล้ว กลับร้องโหยหาเหตุการณ์อย่างนั้นอีกว่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหา ข่มขู่คู่ขัดแย้งทางการเมืองให้เงียบเสียงลงได้..." แม้ไม่รู้ว่ากลอนไม่กี่บทนั้นจะช่วยอะไรได้ จะหยุดใครให้ใช้สติคิดก่อนเดินไปสู่จุดโศกนาฏกรรมนั้นได้อีกหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกว่าต้องเขียน

ด้าน สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) บอกว่าตอนเพลงหนักแผ่นดินออกมา เขาเป็น "กำนัน" อยู่ โดยรัฐต้องการปลุกให้คนรักชาติรักแผ่นดิน มีเพลงหลายเพลงออกมาพร้อม ๆ กัน "ผมก็เคยฟัง และชอบ เพราะเป็นเพลงที่เตือนสติคนว่าเวลาที่คุณคิดจะทำอะไร ต้องคิดถึงว่ามีผลกระทบต่อบ้านเมืองส่วนรวมหรือไม่อย่างไร ถ้าคุณคิด คุณพูด คุณประพฤติ ในสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย คุณก็เป็นคนหนักแผ่นดิน ก็ธรรมดา"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง