ทูตเยอรมันคนใหม่ ผู้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมไทยมากกว่าแค่ขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้า

  • 25 กุมภาพันธ์ 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
"คุณมีชีวิตที่ดีได้ ควบคู่ไปกับวิถีรักสิ่งแวดล้อม"

เพิ่งรับตำแหน่งไม่กี่เดือน เกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยคนใหม่ เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยถึง 2 เรื่อง คือ การเสนอเชิญสมาชิกวง BNK48 มาพูดคุยถึงความน่ากลัวของเผด็จการนาซี และ การขับขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าไปตามท้องถนนในกรุงเทพฯ

ทว่า ความตระหนักของเขาในปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก ไม่ใช่เพียงการใช้สกูตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อลดมลพิษทางอากาศ แต่ยังมีหลายโครงการที่เอกอัครราชทูตหน้าใหม่ผู้นี้กำลังดำเนินการในเมืองหลวงของประเทศไทยที่เพิ่งเผชิญกับภาวะอากาศเป็นพิษรุนแรง

การทูตเพื่อสิ่งแวดล้อม

จากแยกวิทยุที่การจราจรหนาแน่น เลยมาบนถนนสาทรใต้ไม่ถึง 200 เมตร คือแนวกั้นเหล็กพร้อมมาตรการความปลอดภัยแน่นหนาของสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีแห่งประเทศไทย

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนไทยยิ้ม แล้วกดปุ่มเปิดประตูเหล็ก 2 ชั้น แต่ที่พุ่งผ่านออกมา ไม่ใช่รถยนต์คันใหญ่ กลับเป็นชายวัย 56 ปี ในเสื้อนอกสีเข้ม ผูกเนคไท สวมหมวกนิรภัย กับสกูตเตอร์ไฟฟ้าคู่ใจ แล่นผ่านออกมาด้วยท่าทีทะมัดทะแมง ก่อนโบกมือขอบคุณเหล่าเจ้าหน้าที่อย่างร่าเริง

ชายคนนี้ คือ เกออร์ก ชมิดท์ (Georg Schmidt) เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทยคนใหม่ ที่เพิ่งมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่แล้ว

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ทูตเยอรมันขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าออกจากสถานทูตฯ ถนนสาทรใต้

"สกูตเตอร์ไฟฟ้า เป็นพาหนะที่ดีมาก สำหรับเดินทางระยะใกล้ ไม่สร้างมลพิษ รวดเร็ว แล้วยังพับเก็บเพื่อถือลงไปใช้รถไฟใต้ดินได้"

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตพูดถึงและชื่นชมไลฟ์สไตล์ของ ชมิดท์ ภายหลัง ประวิตร โรจนพฤกษ์ นักข่าวอาวุโสประจำข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ โพสต์ข้อความและภาพว่า เอกอัครราชทูตคนนี้ใช้สกูตเตอร์ไฟฟ้าแทนการใช้รถหรู

เรื่องปกติในเยอรมนี ไม่ปกติใน กทม.

ในฐานะผู้แทนประเทศที่ผลิตรถหรูชั้นนำของโลก ชมิดท์ มีรถประจำตำแหน่งเป็นบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีย์ 7 แต่พาหนะที่เขานิยมใช้มากกว่า หากเดินทางไปละแวกใกล้เคียง คือ ยานยนต์ขับเคลื่อนไฟฟ้า แบบ 2 ล้อ ทำความเร็วสูงสุด 25 กม./ชม.

เอกอัครราชทูตผิวขาว ผมสีน้ำตาลแดง ยอมรับว่า การสัญจรด้วยวิธีนี้ อาจไม่ใช่เรื่องปกตินัก สำหรับเอกอัครราชทูตที่ประจำในไทย แม้แต่กับผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เอง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "เบอร์ลิน ยังเป็นเมืองจักรยานด้วย"

"แต่ช่วงที่ผมอยู่ในเยอรมนี นี่เป็นเรื่องปกติมาก" ชมิดท์ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย บริเวณด้านหลังทำเนียบเอกอัครราชทูตที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้สีเขียว

หากถามชาวเยอรมันในกรุงเบอร์ลิน เมืองที่เขาอาศัยอยู่กว่า 10 ปี ก่อนย้ายมาประจำในไทย ว่า "คุณมีรถอะไร" พวกเขาจะถามกลับว่า "รถของวันไหนล่ะ" เพราะชาวเบอร์ลินไม่นิยมซื้อรถยนต์ แต่ใช้ระบบ คาร์แชร์ริง (carsharing) ทำให้แต่ะวันของชาวเบอร์ลินมีรถใช้ไม่ซ้ำแบบกัน

"เบอร์ลิน ยังเป็นเมืองจักรยานด้วย ผมปั่นจักรยานไปทำงาน ทำธุระบ่อย ๆ แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก"

อันตรายไหม?

ในวัยเรียน ชมิดท์เดินทางมากรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2523 ซึ่งตอนนั้น ยังไม่มีรถไฟฟ้า การเดินทางจึงค่อนข้างลำบาก กลับมาในไทยครั้งนี้ รถไฟฟ้าช่วยให้การสัญจรง่ายขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าแออัดมาก ดังนั้น ถ้าไม่ไกลนัก เขาเลือกใช้สกูตเตอร์มากกว่า

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ หากขึ้นมาบนทางเท้า ชมิดท์จะเข็นสกูตเตอร์แทนการขี่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อคนเดินเท้า
Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ พอจะลงรถไฟใต้ดิน ชมิดท์พับสกูตเตอร์แล้วถือขึ้น

"มีหลายคนถามว่า ทำอย่างนี้ไม่อันตรายหรือ ผมตอบว่าก็เสี่ยงอยู่ จึงต้องระมัดระวังมาก... แต่การสัญจรอัจฉริยะ (smart mobility) สำหรับผม คือจะเดินทางจาก A ไป B ยังไง ควบคู่กับคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย"

เขาระบุว่า เอกอัครราชทูตอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสหภาพยุโรป นิยมปั่นจักรยาน และเดินทางด้วยรถไฟฟ้า เช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวที่ผู้คนพูดถึงกันนักในอินเทอร์เน็ต และชมิดท์ยอมรับว่า การแต่งตัวในชุดทางการขี่สกูตเตอร์ไฟฟ้าเป็นภาพที่หลายคนไม่คุ้นนัก

เมื่อพาหนะคู่ใจทูตกลายเป็นสกูตเตอร์คันเล็ก นรเสฏฐ์ สิธรประเสริฐ พนักงานขับรถประจำเอกอัครราชทูต จึงต้องหันไปช่วยงานอื่นในสถานทูตแทนเพื่อไม่ให้ว่าง

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ "กลัวว่าท่านอาจไม่เข้าใจนิสัยการขับรถของคนกรุงเทพฯ" นรเสฏฐ์ สิธรประเสริฐ เจ้าหน้าที่ขับรถประจำเอกอัครราชทูต

"ท่านใช้สกูตเตอร์ค่อนข้างมาก ไปถนนวิทยุ 1-2 กิโลเมตร ท่านก็บอกไม่ต้องใช้รถ ถ้าวันไหนมีมาดาม (ภริยา) ไปด้วย ก็จะห่วงมาดาม เลยต้องใช้รถคันใหญ่" นรเสฏฐ์เล่าให้ฟัง

เขาทำงานกับสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีมาตั้งแต่ปี 2527 เป็นสารถีให้เอกอัครราชทูตมาแล้วหลายคน แม้จะชื่นชม ชมิดท์ กับการเลือกวิธีเดินทางที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในใจอดเป็นห่วงไม่ได้

"อย่างที่รู้กัน การจราจรในบ้านเรามันไม่ปกติ มันวุ่นวาย กลัวว่าท่านอาจไม่เข้าใจนิสัยการขับรถของคนกรุงเทพฯ มันมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้"

3R : Reduce - Reuse - Recycle

ชมิดท์ ผู้ชอบเดินออกกำลังกายในวันว่าง บอกว่า การขี่สกูตเตอร์ของเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งในนโยบายใหญ่ของสถานทูตที่ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนร่วมกันทำเพื่อลดมลพิษ และรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การรณรงค์ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนใช้ถุงผ้าประจำตัว หรือการใช้หลอดกระดาษแทนหลอดพลาสติกในโรงอาหารของสถานทูต

"เรายึดหลัก 3 R คือ Reduce, Reuse และ Rycycle (ลด-ใช้ใหม่-รีไซเคิล)"

ตอนนี้ เขายังดำเนินเรื่องติดตั้งแผงโซลาเซลล์ เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับใช้ในสถานทูตเองด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้ เพราะอยู่ในช่วงการเตรียมการ

แต่มาตรการที่เกิดขึ้นแล้ว และชมิดท์ภูมิใจมากไม่แพ้สกูตเตอร์ของเขา คือ รถยนต์ประจำตำแหน่งอีกคัน ที่ใช้บ่อยมากขึ้น เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งไม่สร้างมลพิษ

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ รถยนต์ขับเคลื่อนพลังไฟฟ้า 100% ที่สถานทูตฯ ภาคภูมิใจ

BNK48 กับ "สวัสดิกะ"

เอกอัครราชทูตเยอรมัน ในอดีตเคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อนนิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์เช่นกัน

หลังภาพของ "น้ำใส" พิชญาภา นาถา สมาชิกวง BNK48 สวมเสื้อมีตราสัญลักษณ์ "สวัสดิกะ" ขณะซ้อมคอนเสิร์ตปรากฏทางโลกออนไลน์ ชมิดท์ ได้ทวีตข้อความและภาพเชิญสมาชิกวง BNK48 มาพูดคุยถึงความน่ากลัวของเผด็จการนาซี

Image copyright @GermanAmbTHA
คำบรรยายภาพ "เราขอเชิญสมาชิก #BNK48 มาคุยเกี่ยวกับความน่ากลัวของเผด็จการนาซีกับเรา"

"ตอนที่ภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกมา ผมตกใจเหมือนกับอีกหลายคน ไม่ได้โกรธ แต่คิดว่าเด็กคนนี้อาจไม่ทราบว่า ทำไมการกระทำของเขาจึงเกิดเสียงต้านมากขนาดนี้ เขาอาจไม่เคยเรียนรู้เรื่องนี้"

ไม่นานจากนั้น สมาชิก BNK48 คนดังกล่าว ได้มาร่วมพูดคุยกัน รวมถึงที่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล พร้อมเกิดข้อเสนอว่า จะทำโครงการร่วมกับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อให้เยาวชนไทยได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของโลกนี้

"สิ่งที่เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1945 วันนี้ ค.ศ. 2019 คนรุ่นใหม่อาจคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนานขนาดนั้น เกี่ยวอะไรกับพวกเรา"

"แต่เราต้องแปลงบทเรียนในอดีต มาสู่ปัจจุบัน"

เสียงตอบรับในประเด็นเหล่านี้ ชมิดท์มองว่า สังคมออนไลน์เป็นอีกช่องทาง เพื่ออธิบายบทบาทของเอกอัครราชทูตว่า ไม่ได้มีแต่จัดค็อกเทลปาร์ตีกันอย่างเดียว การเป็นทูตมีความซับซ้อนกว่านั้น

ชีวิตที่ดี ควบคู่ วิถีอนุรักษ์

สกูตเตอร์ไฟฟ้าในทางใกล้ รถยนต์ไฟฟ้าในระยะใกล้ และรถไฮบริดเมื่อต้องเดินทางไกล ล้วนเป็นวิธีสัญจรในไทยของทูตเยอรมัน ที่พยายามจำกัดการปล่อยมลพิษทางอากาศ

แต่เขารู้สึกว่าจะดีกว่านั้นถ้าทุกคนสามารถทำได้ ไม่เพียงคนในสถานะทูตแบบเขา ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องที่ต้องเริ่ม เช่น การขยายทางเท้าในกรุงเทพฯ ให้กว้างขึ้น หรือ ทำเลนจักรยานที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ผมทำได้ คุณก็ทำได้

"ถ้าพัฒนาสภาพการจราจรให้ดีขึ้นได้ ประชาชนจะกล้าสัญจรด้วยวิธีที่ต่างออกไป อาจใช้สองล้อหรือทางเท้ามากขึ้น"

เขามองว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่การ "ห้ามทำ" แต่เป็นเรื่องของความใส่ใจ

"คุณมีชีวิตที่ดีได้ ควบคู่ไปกับวิถีรักสิ่งแวดล้อม"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม