ครบรอบ 28 ปีรัฐประหาร 23 ก.พ. จากพ่อสู่ลูก "คงสมพงษ์" ที่ยืนยง "ปกป้องราชบัลลังก์"

  • 22 กุมภาพันธ์ 2019
พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (กลาง) บิดาของ พล.อ. อภิรัชต์ เคียงข้าง พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี (ซ้าย) เมื่อเดือน ม.ค. 2534 ก่อนเกิดการรัฐประหารในเดือน ก.พ. Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (กลาง) บิดาของ พล.อ. อภิรัชต์ เคียงข้าง พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (ซ้าย) เมื่อเดือน ม.ค. 2534 ก่อนเกิดการรัฐประหารในเดือนถัดมา

หากดูการแต่งกายของ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นได้ว่าไม่แตกต่างจากบิดาของเขาผู้ล่วงลับไปตั้งแต่ปี 2542 คือ พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ หรือ "บิ๊กจ๊อด" อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เจ้าของฉายา "นายพลเสื้อคับ" สักเท่าไร

"นายพลเสื้อคับ" ผู้นี้ คือคนเดียวกับ "พี่จ๊อด" ของ "น้อง ๆ" นายพลในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ที่ร่วมกันก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อ 23 ก.พ. 2534 หรือ 28 ปีที่แล้ว

ยึดอำนาจบนเครื่องบิน

ทหารพร้อมอาวุธครบมือ ได้รับคำสั่งให้เข้าจับกุมตัว พล.อ. ชาติชาย ในขณะนำ พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก รองนายกรัฐมนตรี และ รมช. กลาโหม ไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ จ. เชียงใหม่ ในเวลาราว 11.00 น.

ปฏิบัติการยึดอำนาจเกิดขึ้นบนเครื่องบินซี-130 ขณะกำลังจะเคลื่อนตัวออกจากกองบิน 6 กองทัพอากาศ (ทอ.) ทว่าเครื่องเคลื่อนไปได้ไม่ไกล ทุกคนก็รู้สึกเหมือน "นักบินแตะเบรก แล้วเลี้ยวกลับไปที่กองทัพอากาศ"

"มีทหารอากาศที่เป็นคนแปลกหน้าสำหรับพวกเรา ไม่ต่ำกว่า 4 นาย ลุกขึ้นชักอาวุธปืนออกมาจี้ แล้วบอกให้พวกเราทุกคนอยู่ในความสงบ ไม่มีใครเจ็บตัว เป็นการยึดเครื่องบินด้วยความสงบ โดยมีการวางแผนให้ทุกคนยืนคุมกันเป็นจุด ๆ เป็นลักษณะฟันปลาให้ครอบคลุมพื้นที่ภายในเครื่องได้หมด เมื่อทุกคนอยู่ในลักษณะความสงบ เครื่องบินก็เลี้ยวเข้าไปจอด แล้วเขาก็เริ่มแยกท่านชาติชายออกไป แล้วก็แยก พล.อ. อาทิตย์ ออกไป..." ปานปรีย์ พหิทธานุกร หลานเขย พล.อ. ชาติชาย ซึ่งขณะนั้นทำหน้าที่เลขานุการ พล.อ. ชาติชาย เล่านาทีรัฐประหารปี 2534 ผ่านหนังสือ "ฉะ แฉ ฉาว นักการเมืองไทย" สำนักพิมพ์มติชน

ปานปรีย์ เป็นบุคคลที่อยู่ในเครื่องบินลำที่ถูกจี้ ก่อนที่เขาจะถูก รสช. ส่งตัวไปดูแล พล.อ. ชาติชาย ในระหว่างที่ถูกกักตัวอยู่ในบ้านพักรับรองของ ทอ. เป็นเวลา 15 วัน

เว็บไซต์ของ สถาบันพระปกเกล้า ระบุว่า แม้ พล.อ. สุนทร (จปร. 1) เป็นหัวหน้า รสช. แต่การยึดอำนาจในครั้งนี้มี พล.อ. สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก และรองหัวหน้า รสช. เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติการ และยังมีทหารกลุ่ม จปร. 5 อีกหลายคนมีบทบาทในการยึดอำนาจครั้งนี้ โดยภายหลังการยึดอำนาจ พล.อ. สุจินดา เป็นผู้ที่มีบทบาทในการเข้ามาจัดการปัญหาต่าง ๆ ในขณะที่ พล.อ. สุนทร ไม่ได้มีบทบาทที่ชัดเจนนัก

หลังจากมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี บทบาทของ พล.อ. สุนทร แปรเปลี่ยนเป็นประธานสภาคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลด้านความมั่นคงเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีบทบาทพิเศษในการประสานงานดูแล พล.อ. ชาติชาย และดูแลเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการไปในเดือน ก.ย. 2534

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "บิ๊กจ๊อด" พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ ได้รับฉายา "นายพลเสื้อคับ" เพราะแต่งกายเนี้ยบมาก

สาเหตุของการยึดอำนาจ

บทความของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า การยึดอำนาจในครั้งนี้มาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและกลุ่มทหาร โดยเฉพาะกลุ่มทหาร จปร. 5 โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. 2533 ฝ่ายทหารได้ยึดรถโมบายยูนิตของ อ.ส.ม.ท. โดยฝ่ายทหารให้เหตุผลว่ารถคันดังกล่าว ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ส่งมาสืบข่าวฝ่ายทหาร ต่อมาในเดือน พ.ย. 2533 พล.อ. สุจินดา แกนนำกลุ่ม จปร. 5 ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "ทหารเสื่อมศรัทธาในรัฐบาล" โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของ ร.ต.อ. เฉลิม ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ฝ่ายทหารเป็นอย่างยิ่ง

พล.อ. ชาติชาย จึงแก้ปัญหาด้วยการเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน แต่ทั้งหมดปฏิเสธ ระหว่างนี้กระแสข่าวการยึดอำนาจปรากฏออกมาเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งช่วง ก.พ. 2534 ข่าวการปลด พล.อ. สุนทร และ พล.อ. สุจินดา เริ่มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการแต่งตั้ง พล.อ. อาทิตย์ เป็น รมช. กลาโหม ซึ่งถูกจับจ้องว่าเป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อปลด พล.อ. สุนทร ทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการยึดอำนาจ

ภายหลังรัฐประหาร รสช. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง 5 เหตุผลในการยึดอำนาจ คือ

1. รัฐบาลมีพฤติการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวง

2. ข้าราชการการเมืองใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงข้าราชการประจำ

3. รัฐบาลเป็นเผด็จการทางรัฐสภา

4. รัฐบาลมีความพยายามทำลายสถาบันทหาร

5. รัฐบาลบิดเบือนคดีล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

ขณะที่ พล.อ. สุจินดา ระบุในหนังสือ "บันทึกคำให้การ สุจินดา คราประยูร กำเนิดและอวสาน รสช. เขียนโดย วาสนา นาน่วม, สำนักพิมพ์มติชน ว่าการตัดสินใจและวางแผนยึดอำนาจ มีเพียง 2 คนคือ เขา กับ พล.อ. อิสระพงศ์ หนุนภักดี จากนั้นจึงไปปรึกษา พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปเกาหลี กับ พล.อ.อ. สมบุญ ระหงษ์

บันทึกคำให้การ สุจินดาฯ ระบุด้วยว่า ก่อนที่ รสช. จะทำการรัฐประหารมีความพยายามจาก พล.อ. สุนทร ในการ "ยึดอำนาจเพื่อ พล.อ. ชวลิต (ยงใจยุทธ)" หลัง พล.อ. ชวลิต ถูกโจมตีอย่างหนักโดย ร.ต.อ. เฉลิม ทั้งกรณีเข้ามาร่วมรัฐบาลที่ตัว "บิ๊กจิ๋ว" เคยวิจารณ์ว่าทุจริต และโจมตีคุณหญิงพันเครือ ยงใจยุทธ ภริยา ว่าเป็น "ตู้เพชรเคลื่อนที่" ทำให้ พล.อ. ชวลิตต้องลาออก สร้างความไม่พอใจให้แก่ พล.อ. สุนทร อย่างมาก ในช่วงนั้นผู้นำทหารที่ พล.อ. ชวลิต ช่วยเหลือให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพจึงตบเท้าให้กำลังใจ "นายเก่า" และแสดงความไม่พอใจรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย

"พล.อ. สุนทร ไม่ได้ลงมือทำรัฐประหาร นอกจากแค่การปรึกษาหารือกันภายในกับนายทหารกลุ่มหนึ่งเท่านั้น" หนังสือบันทึกคำให้การ สุจินดาฯ ระบุ

เขาระบุว่าไม่ทราบว่ามีเหตุผลใด แต่เมื่อ พล.อ. สุจินดา ยึดอำนาจ จึงได้เชิญ พล.อ. สุนทร มาเป็นหัวหน้า รสช. โดยที่ พล.อ. สุนทร ก็คิดว่า "เป็นการทำให้ พล.อ. ชวลิต ผู้เป็นทั้งนายเก่าและเพื่อนรัก"

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ "ผมมั่นใจว่า ถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจล ก็ไม่มีอะไร ประเทศไทยเคยมีปฏิวัติมา 10 กว่าครั้ง.." พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าว

ลูกไม้ใต้ต้น

พล.อ. สุนทร เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นแรกของหลักสูตรใหม่ที่เรียน 5 ปี ของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) ในขณะที่ พล.อ. อภิรัชต์ ลูกชายจบการศึกษาจากรุ่นที่ 31 ทั้งสองต่างได้ไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ โดย พล.อ. สุนทรเข้าศึกษา ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกฟอร์ตเลฟเวนเวิร์ต ส่วน พล.อ. อภิรัชต์ ศึกษาในหลายหลักสูตร เช่น ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่ Southeastern University ในกรุงวอชิงตัน ดีซี จบหลักสูตรชั้นนายพัน เหล่าทหารราบ จาก Fort Benning รัฐจอร์เจีย และหลักสูตรผู้บังคับหน่วยกองกำลังร่วมผสมภาคพื้นดิน วิทยาลัยการสงคราม รัฐเพนซิลเวเนีย

สองพ่อลูก "คงสมพงษ์" ยังดำรงตำแหน่งราชองครักษ์ โดย พล.อ. สุนทร เคยดำรงตำแหน่งราชองครักษ์พิเศษ ในขณะที่ พล.อ. อภิรัชต์ เป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ และทำหน้าที่ผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจ 904 (ผบ.ฉก. 904)

พล.อ. อภิรัชต์ ขึ้นรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) คนที่ 41 เมื่อ 1 ต.ค. 2561 ก่อนเปิดแถลงข่าวเมื่อ 17 ต.ค. ต่อหน้าสื่อมวลชนและหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ย้ำจุดยืนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ด้วยว่าอีก 2 ปีข้างหน้า กองทัพบกจะเข้มแข็งและแข็งแกร่งขึ้น

นอกจากนี้ พล.อ. อภิรัชต์ ยังไม่ปฏิเสธว่ากองทัพจะไม่ก่อรัฐประหารขึ้นอีกอย่างเช่นที่พ่อของเขาเคยทำมาแล้ว ปีที่แล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์ในอนาคตเกิดวิกฤตกองทัพจะปฏิวัติอีกหรือไม่ โดยผู้ถามได้ยกกรณี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเป็น ผบ.ทบ. ยืนยันมาตลอดไม่ปฏิวัติ แต่ก็ท้ายสุดก็ทำ ผบ.ทบ. ผู้นี้นิ่งไปพักหนึ่งก่อนที่จะให้คำตอบว่า "ผมมั่นใจว่าถ้าการเมืองไม่เป็นต้นเหตุแห่งการจลาจล ก็ไม่มีอะไร…"

ทหารผู้จงรักภักดี

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากที่สุดในการทำหน้าที่ผู้นำกองทัพบกคือ การออกมาย้ำจุดยืนของ พล.อ. อภิรัชต์ ในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์จอมทัพไทย

"เนื่องจากพระองค์ท่านทรงดำรงพระอิสริยยศและดำรงตำแหน่งเป็นจอมทัพไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ในส่วนของกองทัพบกถือเป็นข้ารองบาทมีหน้าที่และหัวใจปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งและเป็นศูนย์รวมจิตใจ โดยกองทัพบกจะใช้ศักยภาพและขีดความสามารถทุกอย่างในการปกป้องสถาบัน"

ในประเด็นการหมิ่นสถาบันนั้น พล.อ. อภิรัชต์ เคยให้ความเห็นว่า "คนที่หมิ่นสถาบันส่วนใหญ่เป็นคนที่จิตไม่ปกติ ส่วนคนที่จิตปกติแต่มีความคิดแปลก ๆ แต่ก็อยู่ไม่ได้อยู่เมืองไทย มีการหนีไปอยู่ต่างประเทศ เพราะอยู่เมืองไทยไม่ได้ ในเมื่อเราอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า ทำไมไม่สำนึกถึงบุญคุณแผ่นดินเกิด ไม่มีใครเขาไม่รักแผ่นดินเกิด รัฐบาลผลัดเปลี่ยนไปแต่องค์พระมหากษัตริย์ต้องอยู่คู่ฟ้าคู่แผ่นดินไทยไปตลอด นี่คือหน้าที่ของกองทัพบก และผมจะปกป้องสถาบันด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมี"

#หนักแผ่นดิน

เช่นเดียวกับบิดา พล.อ. อภิรัชต์ เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ยั้งคำพูดต่อนักการเมือง เขาจึงหลุด "วรรคทอง" ที่ทำให้เขาถูกวิจารณ์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

#หนักแผ่นดิน ติดอันดับ 1 เทรนด์ทวิตเตอร์เมื่อ 18 ก.พ. หลัง พล.อ. อภิรัชต์ ถูกถามถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค กล่าวปราศรัยเสนอตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหมลงร้อยละ 10 และยกเลิกการเกณฑ์ทหาร

"ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง" คือ คำตอบที่ ผบ.ทบ. ตอบนักข่าวที่พยายามถามถึงการดูแลสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหาเสียงขณะนี้

"เพลงอะไรที่กำลังฮิตตอนนี้ ก็เพลงหนักแผ่นดินไง" เขากล่าวภายหลังการเป็นประธานพิธีวันคล้ายวันสถาปนา กอ.รมน. ครบรอบ 11 ปี ประจำปี 2562 เพื่อระลึกถึงความสำคัญและเกิดความภาคภูมิใจในเกียรติประวัติความเป็นมา รวมทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลต่อองค์กร โดยมีผู้แทนผู้บัญชาการเหล่าทัพ คณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้แทนจากส่วนราชการ ผู้บังคับบัญชาของ ข้าราชการ และมวลชน กอ.รมน. ร่วมงาน

ขณะที่นักวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองชี้การแนะนำคนไทยไปฟังเพลงดังกล่าว เป็น วาทกรรมแห่งการสร้างความแตกแยกทางการเมือง

ข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ

10 ปี หลังรัฐประหาร รสช. พ.อ. หญิงคุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ ภรรยาคนแรกของ พล.อ. สุนทร และมารดาของ พล.อ. อภิรัชต์ ออกมาฟ้องศาลขอความเป็นธรรมที่ควรจะได้รับจากสมบัติในกองมรดก ที่มีมูลค่าทรัพย์สินเกือบ 4 พันล้านบาท จนเป็นเหตุให้วุฒิสภาต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สิน พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ โดยมีนายทองใบ ทองเปาด์ เป็นประธาน

เว็บไซต์ไทยรัฐ รายงานว่า ในปี 2544 พ.อ. หญิงคุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ ภรรยาที่ 1 และบุตรชายสองคน (พ.ท. อภิรัชต์ และ พ.ต. ณัฐพร คงสมพงษ์ ยศขณะนั้น) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยาคนสุดท้าย ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เพื่อขอให้ศาลแบ่งทรัพย์สินของ พล.อ .สุนทร รวม 3,916 ล้านบาท

บทความของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่า ปัญหาที่ตามมาคือพินัยกรรม 2 ฉบับของ พล.อ. สุนทร มีความแตกต่างกัน โดยฉบับที่เขียนด้วยลายมือ ลงวันที่ 21 ก.ค. 2536 ระบุว่า เมื่อเสียชีวิตไปแล้วให้ยกทรัพย์สินที่ทำธุรกิจร่วมกับนางอัมพาพันธ์ เป็นกรรมสิทธิ์ของนางอัมพาพันธ์เพียงผู้เดียว ส่วนฉบับตีพิมพ์ดีด ทำพินัยกรรม วันที่ 25 พ.ย. 2536 ระบุว่าให้แบ่งเงินสดหรือเงินในบัญชีธนาคารให้นางอัมพาพันธ์ พ.ต. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ และ ร.ท. ณัฐพร คงสมพงษ์ (ยศขณะนั้น) ในสัดส่วน 50:25:25 พินัยกรรมนี้จึงนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างคุณหญิงอรชร กับนางอัมพาพันธ์ เนื่องจากเนื้อหาในพินัยกรรมไม่มีการอ้างถึงการยกกรรมสิทธิ์แก่ คุณหญิงอรชรแต่อย่างใด

ไทยรัฐรายงานว่า สุดท้ายแล้ว ในช่วงปลายปี 2545 ศึกชิงมรดก "บิ๊กจ๊อด" อดีตประธาน รสช. ก็ปิดฉากลง หลังศาลใช้เวลาไกล่เกลี่ย 3 ชั่วโมงเศษ จนตกลงกันได้ด้วยดี โดยตั้งให้ นางอัมพาพันธ์ ภรรยาคนสุดท้าย เป็นผู้จัดการมรดกกองโตคนเดียว อีกทั้ง นางอัมพาพันธ์ ยังเซ็นเช็ค 21 ล้านบาท ให้ พ.อ. หญิงคุณหญิงอรชร ภรรยาคนแรก ต่อหน้าศาล และ พ.อ. หญิงคุณหญิงอรชร ก็ไม่ติดใจดำเนินคดีอีกต่อไป ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น มีการจับไม้จับมือกัน และนั่งใกล้ชิดกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อย่างไรก็ดี ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบ และคืนเงินค่าธรรมเนียมศาลให้แก่โจทก์

Image copyright Getty Images

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม