อุบัติเหตุจากงานก่อสร้าง : เมื่อพ่อชาวอังกฤษสู้เพื่อ “ความเป็นธรรม” ให้ลูกชายที่ตายจากโครงการก่อสร้างใน กทม.

  • 26 กุมภาพันธ์ 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
พ่อชาวอังกฤษ ผู้ต่อสู้เพื่อ "ความเป็นธรรม" ให้ลูกชายที่ตายจากโครงการก่อสร้างใน กทม.

กรณีเครนถล่มย่านพระราม 3 เมื่อเดือนที่แล้วที่เป็นเหตุทำให้มีคนงานไทยเสียชีวิต 5 คน เป็นอุบัติเหตุจากการก่อสร้างครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นล่าสุดและเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ไม่เพียงคนงานก่อสร้างที่ตกเป็นเหยื่อ แต่รวมถึงคนเดินถนนทั่วไปด้วย หลายคนอาจคิดว่าเป็นคราวเคราะห์ แต่พ่อชาวอังกฤษที่อยู่เมืองไทยมาเป็นเวลา 50 ปี ผู้นี้กำลังต่อสู้เพื่อให้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีขึ้นในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยหลังสูญเสียลูกชายก่อนวัยอันควร

17.46 น. ของวันที่ 17 ธ.ค. 2560 มยุรี ศรีทับทิม ได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่บอกว่า ลูกชายของเธอเสียชีวิต เมื่อเธอเดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง 200 เมตร เธอพบศพลูกชายของเธอที่ทางเท้าหน้าทางเข้าโครงการ "เดอะ โกรฟ เรสซิเดนซ์" ซอยสุขุมวิท 22

เธอพบว่าประตูรั้วเหล็กถูกยกขึ้น ดึงไว้ด้วยเชือกที่ผูกกับรถกระบะบรรทุกในลักษณะตั้งเอียง และมีแท่งเหล็กย้ำยันไว้ โดยมีศพของลูกนอนอยู่ มีผ้าขาวคลุมศพไว้

Image copyright PATRICK GAUVAIN
คำบรรยายภาพ บริเวณหน้าทางเข้าโครงการ "เดอะ โกรฟ เรสซิเดนซ์" ซอยสุขุมวิท 22 หลังจากเกิดอุบัติเหตุ

นี่คือคำให้การของมยุรีต่อตำรวจ สน.ทองหล่อ จากบันทึกคำให้การที่บีบีซีไทยเห็น หลังจากที่ลูกชายของเธอ สิงห์โต "ลีโอ" กอแวน ถูกรั้วเหล็กขนาดหนึ่งตันล้มทับจนเสียชีวิต พร้อมกับคนงานก่อสร้างชาวกัมพูชาที่ชื่อ ปัน ยี

ก่อนหน้านั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ลีโอเดินจากชั้นบนของบ้านลงมาที่ห้องทำงานของพ่อ แพทริค กอแวน เพื่อชวนไปกินก๋วยเตี๋ยว

"ผมบอกว่ากินข้าวเที่ยงแล้ว เขาก็บอกว่าจะออกไปกินก๋วยเตี๋ยวครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวกลับ แล้วเขาก็ไม่กลับมาอีกเลย" กอแวน วัย 72 ปี ชาวอังกฤษที่อยู่เมืองไทยมาเป็นเวลา 50 ปี กล่าว

"ผมโศกเศร้าอยู่หลายเดือน ช่วงนั้นผมไม่คุยกับใครเลย ทุกข์ใจตลอด และผมก็ไม่ได้ไปทำงานสักระยะหนึ่ง"

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ แพทริค กอแวน

หนึ่งปีผ่านไป ครอบครัวกอแวนยังถามหาความรับผิดชอบจากเจ้าของธุรกิจ ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อบริษัท โกลเด้น โกรฟ จำกัด ผู้ดำเนินการและเจ้าของโครงการเดอะ โกรฟ เรสซิเด้นท์

ทนายความของบริษัทโกลเด้น โกรฟ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย โดยให้เหตุผลว่า เรื่องอยู่ในชั้นศาล

เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น?

ส้ม ดี เป็นช่างปูนสัญชาติกัมพูชา ของบริษัทสรธัช เอ็นจิเนียริ่ง บริษัทรับเหมางานก่อสร้างโครงการ เดอะ โกรฟ เรสซิเด้นท์ ที่อยู่ในเหตุการณ์ขณะที่ประตูล้มทับลีโอและ ปัน ยี ผู้เป็นแม่

จากบันทึกคำให้การของส้มและเพื่อนร่วมงาน ขณะที่ส้มกำลังเทปูนอยู่นั้น เขาได้ลุกขึ้นโดยไม่ใช้ความระมัดระวังจนไปชนประตูรั้วเหล็กที่ยังสร้างไม่เสร็จ ทำให้ประตูได้ลื่นไหลออกจากบริเวณรั้ว และล้มมาทับลีโอและปัน ยี ซึ่งกำลังกวาดถนนอยู่บริเวณหน้าประตู

Image copyright PATRICK GAUVAIN
คำบรรยายภาพ ภาพสุดท้ายที่ถ่ายลีโอก่อนที่เขาจะเสียชีวิต

ทั้งนี้ ประตูดังกล่าวเป็นประตูเหล็กเลื่อนแบบซ้อนกันสองชิ้นขนาดสูงประมาณ 2 เมตร กว้างรวมกันประมาณ 7 เมตร มีน้ำหนักบานละ 500 กก. มีล้อเลื่อนตามราง

ประตูเหล็กทั้งสองบานได้ติดตั้งเข้ารางเลื่อนแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการเชื่อมเหล็กติดตั้งตัวล็อคกันล้มและกันเลื่อนหลุดออกจากราง

มยุรีบอกกับตำรวจว่า ที่เกิดเหตุไม่มีการติดตั้งป้ายบอกเตือนว่าเป็นเขตก่อสร้าง และไม่มีการวางสิ่งกีดขวางเพื่อเป็นการบอกเตือนว่าเป็นเขตก่อสร้างอาคาร รวมถึงไม่มีพนักงานเกี่ยวกับความปลอดภัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวเพื่อคอยแจ้งเตือนแต่อย่างใด

ทวงหาความรับผิดชอบ

จากบันทึกคำให้การต่อตำรวจ สน.ทองหล่อ ของ มล.คฑาทอง ทองใหญ่ เจ้าของบริษัทโกลเด้น โกรฟ จำกัด ระบุว่า ภายหลังจากทราบเรื่องที่เกิดขึ้น เขาได้พยายามติดต่อประสานงานผ่านไปยังอดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกอแวน เพื่อแสดงความเสียใจและพร้อมที่จะประสานงานในเรื่องช่วยเหลือเยียวยาของผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่กอแวนได้แจ้งผ่านที่ปรึกษากฎหมายดังกล่าวว่าขอให้ผ่านพ้นงานศพไปก่อน

Image copyright PATRICK GAUVAIN

วันที่ 20 ธ.ค. 2560 มล.คฑาทอง และ มล.ขวัญกมล ทองใหญ่ มาร่วมงานศพของลีโอ โดยได้ฝากเงินช่วยงานศพและทำบุญไว้เป็นจำนวน 100,000 บาท พร้อมกับแนบจดหมายแสดงความเสียใจไปด้วย

ในจดหมายได้ระบุถึงการขอโอกาสที่จะพูดคุยกับแพทริคและครอบครัวตัวต่อตัว และหลังจากพิธีศพเสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้มีความพยายามในการติดต่อประสานกอแวนเพื่อจะเจรจา แต่ยังไม่สามารถนัดหมายได้

สุทัศน์ ชุมศรี เจ้าของบริษัทสรธัช เอ็นจีเนียริ่ง และเป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานก่อสร้างดังกล่าว ได้เคยเสนอเงิน 2 ล้านบาทให้แก่ครอบครัวกอแวน แต่สองสามีภรรยาไม่ยอมรับ โดยสามีบอกกับบีบีซีไทยว่า ความรับผิดชอบสูงสุดควรจะเป็นของเจ้าของโครงการ

"เราอยากให้เจ้าของรับผิดชอบต่อความประมาททางอาญาของคนงาน เราเชื่อว่าเขามีส่วนรับผิดชอบไม่น้อยไปกว่าคนอื่น ๆ เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามความปลอดภัย และในขณะนั้นไม่มีป้ายหรือการรักษาความปลอดภัย" กอแวน กล่าว

Image copyright PATRICK GAUVAIN
คำบรรยายภาพ ครอบครัวกอแวน

ครอบครัวกอแวนได้ฟ้องร้องจำเลย 10 คน ซึ่งมาจากทั้งสามบริษัท คือ เจ้าของโครงการ บริษัทดำเนินการบริหารการก่อสร้างโครงการ และผู้รับเหมา ในคดีอาญาข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และคดีแพ่งข้อหาละเมิด โดยเรียกค่าสินไหมทดแทนจากนายจ้างที่ต้องรับผิดจากการทำละเมิดของลูกจ้างเป็นจำนวนเงิน 44.56 ล้านบาท

"อุบัติเหตุหรือการกระทำที่เกิดจากความประมาทครั้งนี้ได้ทำลายชีวิตของผมและของครอบครัวอย่างสิ้นเชิง มันเป็นความเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง" เขากล่าว "ผมต้องการความเป็นธรรม ผมต้องการความรับผิดชอบจากเจ้าของอาคาร"

ภาพถ่ายชุดสุดท้าย

เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ครอบครัวกอแวนได้จัดนิทรรศการภาพถ่ายชุดสุดท้ายของลีโอที่เขาตั้งชื่อว่า "ยังอยู่" เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ลูกชาย ที่แกลเลอรี่ โอเอซิส

ลีโอและน้องชายของเขาเกิดที่กรุงเทพฯ และมีความสนใจด้านการถ่ายภาพตั้งแต่อายุประมาณ 5 ขวบ เช่นเดียวกับกอแวน ซึ่งเป็นอดีตช่างภาพ โดยลีโอมักถ่ายภาพแนวสร้างสรรค์ และไว้หนวดเช่นเดียวกับพ่อ

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

ที่นิทรรศการของลีโอ กอแวนได้ชี้ให้บีบีซีไทยดูหนึ่งในภาพถ่ายชิ้นโปรดของลีโอ นั่นคือ ภาพส้มและแอปเปิ้ลอยู่รวมกันในถุงตาข่าย

"เขาจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา มีความสุข หัวเราะ และอยากทำให้คนอื่นมีความสุขตลอดเวลา เขาชอบช่วยคน และเป็นคนที่ใจดีมาก" กอแวนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ในขณะที่หยิบรูปภาพของลีโอขึ้นมาดู

ลีโอไปเรียนต่อที่อังกฤษตอนอายุ 13 ปี และสำเร็จปริญญาตรีเกียรตินิยมในปี 2559 จากมหาวิทยาลัยศิลปะเบิร์นเมาธ์ อังกฤษ โดยเขาเพิ่งเริ่มธุรกิจงานออกแบบและสิ่งพิมพ์ในชื่อ 'the button, press'.

หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาได้รับเชิญให้ไปสอนที่คณะเป็นครั้งคราว ก่อนที่จะกลับไทยเมื่อปี 2560 เพื่อช่วยพ่อทำงานที่บริษัท ลีโอกลับมาได้เพียงหกสัปดาห์ก็เกิดอุบัติเหตุ

Image copyright SINGTO GAUVAIN

"ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาอาจจะสอนต่อ และคงจะทำงานที่บริษัทผม หรือไม่ก็ทำงานเป็นช่างภาพต่อไป" กอแวน กล่าว

"เขาอยู่ในใจผมตลอดเวลา ทุกวัน ตอนเช้า ตอนตื่น ตอนกลางคืน ก่อนนอน ตลอดเวลา"

ชะตากรรมแรงงานต่างด้าว

บีบีซีไทยไม่มีข้อมูลว่าญาติของ ปัน ยี คนงานชาวกัมพูชาที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกันกับลีโอ ได้รับเงินชดเชยหรือไม่ แต่ชะตากรรมของเขาเป็นความเสี่ยงที่คนงานข้ามชาติหลายแสนรายที่ทำงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทยต้องเผชิญ โดยทีมวิจัยอุตสาหกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเมินว่า การจ้างแรงงานในภาคก่อสร้างของไทยใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านกว่าครึ่งของแรงงานทั้งหมด

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือคนงานข้ามชาติ ได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือกรณีที่คนงานได้รับอุบัติเหตุจากการทำงานก่อสร้างปีละหลายราย ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม ระบุว่า ในปี 2560 มีคนงานไทยและต่างด้าวประสบอุบัติเหตุในเขตก่อสร้าง 8,973 ราย เสียชีวิต 139 ราย

สุมิตรชัย หัตถสาร ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของมูลนิธิ กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันจะมีกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลที่ช่วยเหลือคนงานที่ได้รับอุบัติเหตุจากการทำงาน เสมือนเป็นการทำประกันล่วงหน้าให้ลูกจ้าง แต่ก็มีบางกรณีที่นายจ้างไม่ได้ให้คนงานขึ้นทะเบียนกองทุน หรือคนงานอาจไม่มีเอกสารที่จำเป็นจะต้องใช้เพื่อเข้าถึงกองทุน

Image copyright THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ สภาวิศวกรตรวจสอบเหตุเครนถล่มย่านพระราม 3 เมื่อเดือน ม.ค. 2562

เหตุการณ์คอนโดมิเนียมที่ จ.ปทุมธานี ถล่มทับคนงานจนเสียชีวิต 5 รายเมื่อปี 2557 เป็นกรณีหนึ่งที่มูลนิธิได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย ซึ่งครั้งนั้น สำนักงานประกันสังคมได้ผลักภาระให้นายจ้างรับผิดชอบค่าชดเชย เนื่องจากผู้เสียหายบางรายเป็นแรงงานที่ไม่มีเอกสาร หรือยังไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ

สุดท้ายผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยา หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาให้บริษัทล้มละลาย

แม้ว่าการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ผู้รับเหมาอาจจะมีความผิดได้ แต่สุมิตรชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาแทบจะไม่มีกรณีไหนที่ผู้บริหารของบริษัทก่อสร้างต้องติดคุก เนื่องจากคดีความส่วนใหญ่มักจบในลักษณะการชดใช้ค่าเสียหาย โดยไม่มีการดำเนินคดีอาญาต่อ

"ผู้ใช้แรงงานเป็นคนระดับล่าง ไม่อยากมีปัญหา ผู้ประกอบการยอมจ่ายเพื่อไม่ให้ดำเนินคดีต่อ น้อยมากที่เขาจะสู้" สุมิตรชัยกล่าวกับบีบีซีไทย

นอกจากนี้ เจ้าพนักงานตรวจแรงงานจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งมีอำนาจในการร้องทุกข์หรือเปรียบเทียบปรับนายจ้างหรือผู้ประกอบการถ้าพบว่าไม่มีมาตรการความปลอดภัยที่ดีพอ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีเปรียบเทียบปรับ

Image copyright THAI NEWS PIX

"ส่วนใหญ่เขา [เจ้าพนักงานตรวจแรงงาน] ก็ไม่อยากให้กระทบกับผู้ประกอบการ สมมติสั่งดำเนินคดีทางอาญา และต่อมาพนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้อง เขาก็กลัวว่าเขาจะโดนฟ้องกลับว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ" สุมิตรชัยกล่าว

สุมิตรชัยให้ความเห็นว่า ถ้าความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นนั้นมากถึงระดับหนึ่ง การที่เจ้าพนักงานใช้วิธีรุนแรงเพิ่มขึ้น และต่อมาศาลสั่งลงโทษหรือจำคุก อาจช่วยลดความเสียหายได้ เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการระมัดระวังมากขึ้น

"เช่น เรื่องเหล้า ใช้ยาแรงมาก นั่นหมายถึงว่าสังคมคอนเซิร์น (กังวล) เรื่องนี้ถึงจุดที่ว่าต้องใช้มาตรการเข้มข้นเพราะหยุดปัญหาไม่ได้" เขากล่าว

"เรื่องแรงงานก็เหมือนกัน ถ้ามีความถี่มากพอจนเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ รัฐก็อาจจะใช้มาตรการที่แรงขึ้น เช่น อาจจะสั่งการให้ผู้ตรวจแรงงานว่าคุณต้องแจ้งความข้อหาที่รุนแรงมากขึ้น"

Image copyright THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพ สภาวิศวกรตรวจสอบเหตุเครนถล่มย่านพระราม 3 เมื่อเดือน ม.ค. 2562

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม