เลือกตั้ง 2562 : พรรคการเมืองจี้ถอนทหาร-เลิกกฎหมายพิเศษในชายแดนใต้

  • 28 กุมภาพันธ์ 2019
มุสลิมที่สุไหงโกลกทำละหมาดในวันศุกร์ เมื่อพ.ค. 2014 Image copyright Getty Images

ข้อเสนอจากประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่กับปัญหาความไม่สงบมายาวนานถึงนาน 15 ปี เดินทางมาพบกับนโยบาย "ดับไฟใต้" ของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่เสนอตัวเป็น "ทางเลือก" ให้แก่ประชาชนในการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีต่อกระบวนการสันติภาพ (PEACE SURVEY) 4 ครั้ง ในระหว่างเดือน ก.พ. 2559 - ก.ย. 2561 รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 6,321 คน ถูกนำเสนอในเวทีสาธารณะ "สันติภาพชายแดนใต้หลังเลือกตั้ง 62 : ข้อเสนอจากประชาชนและนโยบายพรรคการเมือง" มีผู้แทน 9 พรรคการเมืองร่วมรับฟัง โดยพบว่า ประชาชนร้อยละ 25.6 เห็นว่าความพยายามแก้ปัญหาด้วยกระบวนการสันติภาพ ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ "ดีขึ้น" แต่ก็มีร้อยละ 21.7 ที่เห็นว่า "แย่ลง" ส่วนอีกร้อยละ 42.6 มองว่า "เหมือนเดิม" อย่างไรก็ตามประชาชนส่วนใหญ่ยังฝากความหวังในการสร้างสันติภาพไว้ที่รัฐบาล

Image copyright Hataikarn Treesuwan/BBC Thai
คำบรรยายภาพ แถลงผล Peace Survey

กระบวนการพูดคุยสันติสุขอย่างเปิดเผยดำเนินการมาครบ 6 ปีในวันนี้พอดี (28 ก.พ.) หลังรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เปิดฉากเจรจากับฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็น ก่อนหยุดชะงักลงชั่วขณะ แล้วกลับมาฟื้นกระบวนการเจรจารอบใหม่ในยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 27 ส.ค. 2558 ซึ่งมีการเปิดตัวฝ่ายผู้เห็นต่างที่เรียกตัวเองว่า "มารา ปาตานี"

แต่ถึงกระนั้น ความรับรู้ของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยฯ ยังค่อนข้างจำกัด มีเพียงร้อยละ 55.4 ที่เคยได้ยินเรื่องนี้ ทว่าเมื่อถูกถามว่าสนับสนุนการใช้การพูดคุย/เจรจาเป็นแนวทางแก้ปัญหาหรือไม่ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 65.4 "สนับสนุน" ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เยาวชนหรือผู้อาวุโส ชาวพุทธหรือมุสลิม และมีการศึกษาระดับใดก็ตาม ขณะที่ร้อยละ 28.4 บอกว่าไม่แน่ใจ

เผยประชาชน 4.8% เรียกตัวเองว่าชาวปาตานี

เมื่อพิจารณาลึกลงไปในกลุ่มประชาชนที่ตอบว่า "ไม่สนับสนุน" กระบวนการพูดคุยฯ ซึ่งมีอยู่ร้อยละ 6.3 พบว่ามีทั้งผู้ที่นิยามตัวเองเป็นชาวมุสลิม, ชาวพุทธ, ชาวมลายู, ชาวไทย และผู้ที่เรียกตัวเองว่าชาวปาตานี

การนิยามตัวเองของฝ่ายไม่สนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุขฯ

ที่มา : เครือข่าย PEACE SURVEY

ประเด็นที่น่าสนใจคือทั้งฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุนกระบวนการพูดคุยฯ มีจุดร่วมกันในวิธีการที่แตกต่างกัน โดยมีทั้งที่มีทัศนะว่าปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยุติลงได้ก็ต่อเมื่อ "พื้นที่นี้ได้เป็นรัฐอิสระ แยกออกจากประเทศไทยเท่านั้น" และที่เห็นว่าปัญหาความไม่สงบจะยุติลงโดยที่ "พื้นที่นี้จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย หากรัฐบาลทำตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง"

ขณะเดียวกันประชาชนส่วนใหญ่แสดงความกังวลต่อกระบวนการพูดคุยฯ บ้างก็ว่าไม่สามารถหยุดความรุนแรงได้จริง บ้างก็ว่าสถานการณ์จะรุนแรงกว่าเดิม และมีความกังวลอื่น ๆ อีกรวมแล้ว 11 ประเด็น แต่ที่น่าสนใจคือร้อยละ 35.7 กังวลว่า "อาจตัดโอกาสการเป็นรัฐอิสระ" ทั้งหมดนี้นำมาสู่ข้อเสนอข้อแรกที่ให้ยกระดับการพุดคุยสันติภาพเป็นแกนกลางในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง

เมื่อพิจารณาข้อเสนอที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างการกระจายอำนาจ พบว่า รูปแบบการปกครองยังเป็นประเด็นอ่อนไหวในการแสดงความคิดเห็น ทีมวิจัยสรุปได้แค่ว่าประชาชนยืนยันทิศทางที่ต้องการให้มีการกระจายอำนาจ แต่ยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนว่าควรเป็นอย่างไร แต่ในกลุ่มที่ยอมให้ข้อมูลพบว่ามีร้อยละ 22.7 ที่ไปไกลถึงขั้นการเป็นอิสระจากประเทศไทย หรือเป็นเอกราช ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องเผชิญกับแรงต้านของประชาชนไม่น้อย เพราะมีคนอยู่ร้อยละ 33 ที่ "รับไม่ได้เลย" กับการแยกตัวเป็นเอกราช

แจงเหตุโชว์ผลกลุ่มอยากแยกเป็นรัฐอิสระเพื่อเปิดพื้นที่สันติ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.ดร. ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี จากสถานวิจัยความขัดแย้งและหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มอ.ปัตตานี ในฐานะตัวแทนทีมวิจัย อธิบายว่า ตัวเลขร้อยละ 22.7 ที่ออกมาในรายงาน เพราะต้องการสร้างโอกาสให้เขาได้พูดหรือแสดงความคิดเห็นผ่านพื้นที่สาธารณะอย่างสันติ เปิดเผย และได้รับความคุ้มครอง ซึ่งการแสดงความเห็นได้ในงานวิชาการและในพื้นที่สาธารณะมีผลสำคัญต่อกระบวนการพูดคุยฯ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดรัฐอิสระมีมากกว่า "แต่เราต้องการทำให้เห็นภาพรวมทุกเฉดความคิดในการจัดการการเมือง"

เขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ในหัวข้อนี้มีประชาชนร้อยละ 25 ที่ไม่ขอตอบ หรือเป็น "เสียงเงียบ" ซึ่งสามารถแปรออกมาเป็นอีกสถิติคือในกลุ่มตัวอย่างราว 6 พันคน มีคนร้อยละ 13 ที่ต้องการรูปแบบที่เป็นอิสระจากรัฐไทย

Image copyright Getty Images

ขณะที่ตัวแทน 2 พรรคการเมืองใหญ่อย่างเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องปกติในการแสดงความเห็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ต้องการรูปแบบรัฐอิสระด้วย

พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย และอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หัวหน้าทีมเจรจาสันติสุขฯ ยุครัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า "เป็นเสียงส่วนน้อย แต่เราก็รับฟัง เพราะต้องอยู่ร่วมกัน แต่สถานการณ์พัฒนาไปอีกระยะหนึ่ง เสียงส่วนน้อยอาจยิ่งน้อยลงไปก็ได้"

ด้าน พล.ท. พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เห็นว่า เราต้องเปิดพื้นที่แล้ว ได้เวลาที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับซึ่งกันและกัน ความอ่อนไหวในเรื่องของการจะเป็นเอกราชดีหรือไม่ บางครั้งการเอาสิ่งต่าง ๆ ใต้โต๊ะขึ้นมาอยู่บนโต๊ะ ก็ดีกว่าการที่จะซุกเอาไว้ "กรณีที่จะเป็นเอกราชหรือไม่ มาพูดกันได้เลย ไม่ใช่เป็นเรื่องอ่อนไหว"

เผย 3 ปมคาใจ สุ่มตรวจ-ซ้อมทรมาน-ค้นหมู่บ้าน ละเมิดสิทธิ ปชช.

ส่วนข้อเสนออื่น ๆ ของเครือข่าย PEACE SURVEY เช่น เร่งปกป้องพลเรือนจากความรุนแรงและการละเมิดสิทธิ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 77.2 ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน ขณะที่ร้อยละ 66.6 เห็นว่ารัฐควรป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ประชาชนเห็นว่าการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด 3 ลำดับแรกคือ ชาวบ้านถูกสุ่มตรวจค้นและถ่ายรูปโดยไม่แจ้งเหตุผล, ชาวบ้านถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่ปิดล้อมตรวจค้นหมู่บ้าน อย่างไรก็ตามผู้วิจัยได้ตั้งข้อสังเกตว่าภายใต้มาตรการเดียวกันทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างกัน เช่น เมื่อผ่านด่านตรวจ คนมุสลิมรู้สึกไม่ปลอดภัยและตนโดนละเมิดสิทธิ์ ขณะที่คนพุทธรู้สึกปลอดภัยว่า

ข้องใจรัฐถมงบ 1.3 แสนล้าน แต่ชาวบ้านมีรายได้ไม่ถึงหมื่น

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้ตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้งบประมาณรัฐด้านการพัฒนาในพื้นที่ หลังสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 74.8 มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน และร้อยละ 7.5 ไม่มีรายได้เลย อีกทั้งยังพบว่ารายได้ของประชาชนไม่สอดคล้องกับวุฒิการศึกษา ทีมวิจัยจึงตั้งคำถามว่าการใช้จ่ายงบประมาณด้านการพัฒนาของรัฐ 1.3 แสนล้านบาทในห้วง 15 ปีที่ผ่านมา มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่เพียงใด

Image copyright Getty Images

ภายหลังรับฟังผลสำรวจความคิดเห็นของ PEACE SURVEY และข้อเสนอแนะรวม 7 ประเด็น ผู้แทนพรรคการเมืองต่างระบุว่านโยบาย "ดับไฟใต้" ของพรรคต้นสังกัดสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการพูดคุยสันติสุขฯ และการกระจายอำนาจ แต่แนวนโยบายอาจแตกต่างกัน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคแผ่นดินธรรม ชูนโยบายให้เลือกผู้ว่าราชการจังหวัด

นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ถ้าพรรคได้เข้ามารอบนี้จะให้มีการเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด และไปไกลถึงขั้นให้จังหวัดจัดการตนเองได้

อนาคตใหม่-เสรีรวมไทย บี้ถอทหารออกจากชายแดนใต้

อย่างไรก็ตามตัวแทนพรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายอื่นนอกเหนือจากรายงานของ PEACE SURVEY โดยหลายพรรคเห็นตรงกันว่าให้ถอนทหารออกจากพื้นที่

พล.ท. พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เสนอให้ใช้ตำรวจเป็นผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยในจังหวัดชายแดนภาคใต้แทน โดยมีทหารเป็นกองหนุน แต่ต้องเป็นทหารที่ผ่านการฝึกมาใหม่คำนึงถึงการไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

เช่นเดียวกับนายสมธรรม สระกวี ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ที่เสนอให้ปรับบทบาทกองทัพในพื้นที่เป็น "กองกำลังพัฒนาดูแลทุกข์สุขของราษฎร"

ให้เลิก กม. พิเศษ

Image copyright Getty Images

นอกจากนี้เกือบทุกพรรคยังเห็นตรงกันว่าควรยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 ฉบับ ได้แก่ กฎอัยการศึก, พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร อย่างตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า "หากพื้นที่ไหนเข้าสู่สภาพปกติก็ต้องยกเลิก" ส่วนพรรคเสรีรวมไทยบอกว่าควรยกเลิกทันทีหลังวันเลือกตั้ง

ส่วนอีกประเด็นมาจาก พญ. เพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ชี้งบประมาณกว่า 3 แสนล้านบาทที่ถูกถมลงไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้น พรรคจึงเสนอโยบาย "เปลี่ยนงบลับ เป็นงบลงทุน" เพราะเห็นว่าปากท้องของประชาชนต้องมาก่อน

งานเสวนานี้จัดโดยเครือข่าย PEACE SURVEY 20 องค์กร ร่วมกับศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ และศูนย์ข่าวสารสันติภาพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม