เลือกตั้ง 2562 : นโยบายการศึกษาพรรคไหนจะทำให้ฝันของเด็กเหล่านี้เป็นจริง

  • 3 มีนาคม 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ความฝันวัยเยาว์ กับ การเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

ประเทศไทยทุ่มเงินหลายแสนล้านบาทในระบบการศึกษา แต่ทว่าผลสอบระดับนานาชาติของเด็ก ๆ กลับมีคะแนนโดยเฉลี่ยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชา นักวิชาการระบุว่าเป็นเพราะความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษา

บีบีซีไทยติดตามชีวิตในวัยเรียนของเด็กประถมสามคนที่แม้จะมีฐานะแตกต่างกัน แต่ความฝันเรื่องการศึกษาไม่ต่างกัน และคุยกับนักวิชาการว่าจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทยนั้นอยู่ที่ใด และนโยบายของพรรคการเมืองต่าง ๆ ต่อการศึกษานั้นเป็นอย่างไร

อ่านหนังสือในแสงตะเกียง

Image copyright Panumas Sanguanwong/ BBC Thai
คำบรรยายภาพ เบลที่บ้านหลังเก่า

สุนัขสภาพมอมแมมหลายตัวเห่าเสียงดังต้อนรับเหล่าผู้มาเยือนกระต๊อบริมคูน้ำใน อ.แสวงหา จ.อ่างทอง แห่งนี้ทันที ฝูงไก่แจ้พากันวิ่งไปหาอาหารใกล้ท้องนาสีเขียว ส่วนเจ้าแมวทั้งสามตัวยังคงนอนอย่างสงบพลางชายตามองเท่านั้น สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ต่างอาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านที่ประกอบขึ้นอย่างง่าย ๆ ด้วยไม้และสังกะสีเขรอะสนิมของ เบล - จิรัฐติกาล ช่างบรรจง นักเรียนชั้น ป.6 รร.อนุบาลแสวงหา กับตาและยายอายุเกือบ 80 ปี

"ตอนนั้นบ้านหนูอยู่ที่กระท่อม ไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องใช้ตะเกียง เวลาฝนตกก็จะไม่สามารถจุดตะเกียงได้ ทางเข้าก็ลำบาก" เบลเล่าถึงชีวิตเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนให้บีบีซีไทยฟังอย่างด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ "แต่พอได้เงินบริจาคจากผู้ใจบุญก็นำมาสร้างบ้าน มีไฟฟ้าใช้ มีน้ำใช้ ไม่ลำบากเหมือนเดิมค่ะ"

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC Thai

ปัจจุบัน เบลอาศัยในบ้านหลังใหม่บนพื้นดินที่เช่าจากวัดบ้านเพชรด้วยราคาเดือนละ 15 บาท กับตาผู้ยังชีพโดยการเลี้ยงเป็ด ไก่ รวมถึงเก็บขยะและเศษเหล็กขายเป็นประจำ ด้านยายยังคงดึงดันที่จะอยู่ดูแลกระต๊อบริมคูน้ำเช่นเดิม ส่วนเงินประมาณหนึ่งแสนบาทที่เหลือจากการสร้างบ้านนั้น ตาตั้งใจเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาในระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษาของเบลในอนาคตหลังจากเธอเรียนจบการศึกษาภาคบังคับในระดับชั้น ม.3 ที่ รร.อนุบาลแสวงหา ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสของภาครัฐที่เด็ก ๆ ทั้ง 340 คน ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนและค่าอาหารกลางวัน

"ตอนนั้นเคยสอบได้ที่ 7 ตอนนี้เลื่อนขึ้นมาสอบได้ที่ 4 เพราะมีไฟฟ้าที่ทำให้อ่านหนังสือได้และมีความสะดวกสบาย เวลาฝนตกก็ยังอ่านหนังสือและทำการบ้านได้" เบลซึ่งชอบเรียนหนังสือโดยเฉพาะวิชาภาษาไทยและวิชาคณิตศาสตร์กล่าวอย่างภาคภูมิใจถึงผลการเรียนของตัวเองเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมชั้น ป.6 ทั้งหมด 36 คน

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC Thai

เมื่อถามว่าอยากให้การศึกษาของไทยพัฒนาอย่างไร เบลตอบบีบีซีไทยว่า "อยากให้ครูสอนแบบเข้าถึง ให้เด็กเข้าใจทุกคน" นอกจากนี้ เธอยังอยากเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษของตัวเอง "เพราะหนูไม่ค่อยเก่ง อ่านได้เป็นบางคำแล้วบางทีก็ไม่เข้าใจความหมายค่ะ" และแม้ว่าตอนนี้เบลจะยังไม่มีอาชีพในฝันที่ชัดเจน แต่เธอบอกว่า "ถ้าหนูมีงานทำแล้วหนูจะตอบแทนบุญคุณตาค่ะ คุณตาเป็นคนที่ดูแลมาตั้งแต่เด็กเลย เขาเป็นคนที่รักเราและเมตตาต่อเราที่สุด"

โตขึ้นอยากเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล

รถสองแถวคันเก่าวิ่งเข้ามาตามซอยแคบที่ขนาบข้างด้วยทุ่งนาสีเขียวและบ้านเรือนหลังเล็กแต่เช้าตรู่ ก่อนจะจอดรับเด็ก ๆ จำนวนหนึ่งรวมถึง ฟ้าใส - ปุณยาพร มิตรมาก นักเรียนหญิงผมสั้นชั้น ป.6 ไปส่งที่ อนุบาลบ้านท่าพระยาจักร โรงเรียนรัฐบาลขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งกิโลเมตรในตัวเมืองของ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

ฟ้าใสและนักเรียนที่นี่ทุกคนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึง ม.3 ไม่จำเป็นต้องเสียค่าเล่าเรียนและค่าอาหารกลางวัน จะมีก็แต่ค่าจ้างครูต่างชาติสำหรับการสอนภาษาอังกฤษเดือนละ 100 บาท และกิจกรรมการเรียนบางส่วนเท่านั้น นอกจากนี้ รร. ยังพัฒนาอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือการบริหารและหาทุนทรัพย์ของ ผอ. คนใหม่มาดวัยรุ่นอย่าง ประกฤษ โพธะนัง ที่ทั้งผู้ปกครองและคุณครูต่างชื่นชม

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC Thai

และแม้ฟ้าใสไม่เคยเรียนพิเศษมาก่อน แต่ด้วยความขยันหมั่นเพียรตั้งแต่เด็ก เธอจึงเคยคว้าอันดับหนึ่งของจังหวัดในโครงการทดสอบอัจฉริยภาพทางวิชาการ (Center One) วิชาคณิตศาสตร์เมื่อสมัย ป.4 และปัจจุบันก็เป็นหัวหน้าห้องอีกด้วย เธอบอกว่า "ในการเรียนหนูไม่เหนื่อย ถ้ามีผลการเรียนที่ดี อนาคตจะทำงานอะไรก็ดี ดีกว่ามีผลการเรียนไม่ดีแล้วต้องไปทำงานที่เหนื่อย ๆ ในอนาคตค่ะ"

"ไอดอลทางการเรียนคือ ผอ.รพ.อู่ทอง ค่ะ ตอนเด็ก ๆ เขาก็ลำบากแต่เขาไม่ย่อท้อ" ฟ้าใสบอกกับบีบีซีไทยด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว "พ่อจะมีเรื่องเล่าจาก ผอ.รพ. คนนี้ เพราะพ่อขับรถให้เขานะคะ แล้วมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างดีและเกี่ยวกับการศึกษา หนูเห็นว่ามันควรนำมาปฏิบัติต่อไปค่ะ" ซึ่งนี่เองเป็นแรงบันดาลใจให้เธอตั้งมั่นว่าจะเลือกเรียนคณะแพทย์ศาสตร์แล้วเป็น ผอ.รพ. ในอนาคต

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC thai

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับระบบการศึกษาของไทย ฟ้าใสตอบว่า "หนูอยากให้รัฐบาลส่งเสริมการเรียนมากกว่านี้ ตอนนี้เด็กไทยจะแพ้เรื่องของการศึกษา ถ้าเกิดเราสามารถพัฒนาการศึกษาได้ก็จะส่งผลดีต่อประเทศชาติของเราด้วย" เธอบอกอีกว่าอยากพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษมากกว่านี้เพราะยังฟังแล้วไม่เข้าใจเป็นบางคราว

ทางด้าน จุฑาทิพย์ พูนเปี่ยม คุณแม่ของฟ้าใสผู้ขายผ้าที่ถักทอขึ้นเองกับมือและทำไร่อ้อย ก็อยากให้การสอนภาษาอังกฤษพัฒนาขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ เธอยังเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า สมัยเด็กต้องดูแลแม่ที่ล้มป่วยจึงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือสูง ๆ "พอถึง [คราว] ลูก แม้เราไม่ไหว เราก็ต้องไหว …ทำให้ลูกได้หมดถ้าเกิดว่าลูกต้องการอะไร พี่พร้อมสำหรับลูก แม้จะมีปัญหาด้านอื่นบ้างเราก็ต้องแก้กันไป"

แชมป์เลขระดับนานาชาติผู้เคยได้ 4 เต็ม 30

"รายการที่อยู่ทางด้านขวามือของผมครับ เป็น World International Mathematical Olympiad ซึ่งมีเด็กเข้ามาแข่งเป็นพันคน และคัดตัวรอบสุดท้ายเหลือเพียง 10 กว่าคน" โอโซน - กิรัชภาส ถาวร นักเรียนชั้น ป.6 ผายมือไปยังถ้วยรางวัลสีขาวซึ่งโดดเด่นมากกว่าชิ้นอื่น ๆ รอบห้องจัดแสดงผลงานของเขา โอโซนเพิ่งคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันคณิตศาสตร์ระดับนานาชาติครั้งนี้เมื่อ 30 ธ.ค. ปีที่แล้ว ในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

คะแนน 4 เต็ม 30 ในการสอบคณิตศาสตร์ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สมัยอยู่ ป.2 ผลักดันให้เขายิ่งมุ่งมั่นและหลงใหลในตัวเลขมากกว่าเดิม ส่วนเคล็ดลับในการเรียนนั้น โอโซนเปิดเผยว่า "แค่ครูสอนอะไร เราจดแล้วกลับมาอ่านก่อนสอบก็ทำได้แล้วครับ หากเราจดก็จะทำให้เราจำได้ ถ้าจำไม่ได้ ก็จดอีก จดไปเรื่อย ๆ เพราะการจดทำให้สมองเราจำ"

Image copyright Panumas Sanguanwong/BB Thai

ปัจจุบัน โอโซนศึกษาในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ของ รร.อัสสัมชัญศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่กว่า 550 ไร่ ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นรวม 25 คน โดยมีคุณครูชาวไทยคอยช่วยเหลือด้านการเรียนขนาบข้างคุณครูชาวต่างชาติที่สอนทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ สังคมศาสตร์ เป็นภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ โอโซนยังเรียนพิเศษ 5 วันต่อสัปดาห์ ทบทวนบทเรียนทุกคืนก่อนนอน และมักเข้าร่วมการสอบแข่งขันและกิจกรรมต่าง ๆ อีกด้วย

"โอโซนชินกับการไปแบบนี้ พลังงานเขามี เขาอยากไปเรียน อยากไปอยู่กับเพื่อน อยากมีกิจกรรมทำนู่นทำนี่" ฉัตรชนก ถาวร คุณแม่ของเขาเล่าให้บีบีซีไทยฟัง "เราก็จะถามโอโซน ไปมั้ยลูก สอบมั้ย ไปก็ไป ไม่อยากก็ไม่ไป แต่คำตอบที่ได้คือไปทุกครั้ง"

ส่วนโอโซนบอกด้วยท่าทางสบาย ๆ ว่า "มันก็ไม่เหนื่อยมาก พักครึ่งชั่วโมงหรือ 45 นาทีก็หาย - อย่าใช้คำว่าเหนื่อยครับ เรียกว่าเบื่อมากกว่าเวลาทำ [อ่านหนังสือ] ไปนาน ๆ เบื่อก็จะไปเล่นระนาด แล้วก็กลับมาทำต่อ"

สำหรับอาชีพในฝันแล้ว โอโซนอยากเดินตามรอยเท้าของคุณพ่อด้วยการเป็นแพทย์ด้านกระดูกสันหลังแล้วรักษาคนไข้อยู่ที่บ้านเกิด นอกจากนี้ เขายังเสนอแนะความเห็นต่อการศึกษาของไทยด้วยว่า "อยากให้ปรับปรุงเรื่องโรงเรียนในชนบท อยากให้เขาเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษได้ครับ เป็นข้อแรกก่อนจะไปเรื่องอื่นได้ เพราะภาษาอังกฤษเป็นการเปิดประเทศ หากเขาไปต่างประเทศก็นำหลักสูตรกลับมาพัฒนาเมืองไทยต่อไป"

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC thai

การศึกษาไทย เหลื่อมล้ำอย่างไร

การศึกษาไทยมีคุณภาพต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) อย่างสิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา จากรายงานตามติดเศรษฐกิจไทยฉบับเดือน ม.ค. 2019 ของธนาคารโลก (World Bank) ที่นำผลสอบระดับนานาชาติหลายรูปแบบมาคำนวณ (Harmonized Test Scores) โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ เด็กส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพมากเพียงพอ นี่คือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปัญหาที่รัฐบาลผู้มาจากการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค. นี้ ต้องเผชิญ

คุณภาพการศึกษาของประเทศใน กลุ่มอาเซียน ปี 2017

อันดับของไทยอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

หมายเหตุ : บรูไน ไม่มีข้อมูล
Source: ธนาคารโลก | Harmonized Test Score

"ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในไทยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก" ดร.รัตนา แซ่เล้า หญิงสาวนักวิจัยด้านการศึกษาจากมูลนิธิเอเชีย (The Asia Foundation) อธิบายถึงปัญหาดังกล่าวให้บีบีซีไทยฟัง "มันคือ [เด็ก] เข้าถึงการศึกษาแบบไหน เพื่อให้ออกมาเป็นคนแบบไหน - คุณภาพทุกวันนี้มันต่างกันมาก" โดยมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวเป็นตัวแปรสำคัญ

การประเมินนักเรียนระดับนานาชาติ หรือ PISA เมื่อปี 2015 ที่จัดขึ้นโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ชี้ว่า เด็กไทยจากครอบครัวที่มีฐานะดี 20% แรกสุด ได้คะแนนเฉลี่ย 450 แต้ม ส่วนเด็กไทยจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย 20% ล่างสุด ได้คะแนนเฉลี่ย 390 แต้ม ซึ่งความแตกต่างประมาณ 60 คะแนนนี้หมายความว่า นักเรียนกลุ่มแรกกำลังมีทักษะและความรู้มากกว่านักเรียนกลุ่มหลังอยู่ประมาณ 2 ปีการศึกษาเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ผลลัพธ์ของการทดสอบ PISA ยังแสดงให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็ก ๆ ที่อาศัยในเมืองใหญ่กับเด็ก ๆ ที่อาศัยในหมู่บ้านแถบชนบทด้วย โดยนักเรียนกลุ่มแรกเองก็มีคะแนนมากกว่านักเรียนกลุ่มหลังประมาณ 60 แต้ม หรือเทียบเท่ากับ 2 ปีการศึกษาเช่นกัน

"การศึกษาคือสิ่งที่เห็นชัดที่สุดของการรวมศูนย์ของความเจริญ" ดร.รัตนากล่าว "คุณอยู่กรุงเทพ คุณสามารถได้ทุกอย่าง พอ [รัฐบาล] ไปพัฒนาภาคอีสานก็ลงทุกอย่างขอนแก่นหรือโคราช - ความรวมศูนย์คือสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้" แม้ว่าปัจจุบัน ในต่างจังหวัดจะมีโรงเรียนชื่อดังและคุณภาพดีจำนวนหนึ่งบ้างแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ การทดสอบ PISA จะประเมินทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ของเด็กอายุ 15 ปี เพราะช่วงวัยนี้มักจบการศึกษาภาคบังคับแล้วต้องเข้าสู่การทำงาน จึงสามารถสะท้อนว่าทรัพยากรมนุษย์ของประเทศจะมีคุณภาพเพียงใดในอนาคต ซึ่งผลการสอบเมื่อปี 2015 ชี้ให้เห็นว่า เด็กไทยกว่าครึ่งมีทักษะทั้ง 3 ด้านต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ส่วนเด็กไทยที่มีทักษะระดับสูงนั้นมีประมาณ 1% เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ในการทดสอบครั้งนี้ เด็ก ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างเวียดนามส่วนใหญ่แล้วมีทักษะทั้ง 3 ด้านในระดับพื้นฐาน ส่วนสิงคโปร์ที่มีคะแนนเฉลี่ย PISA เมื่อปี 2015 สูงที่สุดในโลกนั้น นอกจากนักเรียนในประเทศประมาณ 10% เท่านั้นที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐาน เด็กที่มีทักษะสูงด้านคณิตศาสตร์ก็ยังมีจำนวนมากกว่า 1 ใน 3 หรือประมาณ 35% และเด็กที่มีทักษะสูงในด้านวิทยาศาสตร์ยังมีจำนวนเกือบ 1 ใน 4 หรือประมาณ 24% เลยทีเดียว

ของดีถูกตีตรวน

"เรื่องปฏิรูปการศึกษาคนก็เอาใจช่วยเยอะ เวลาเห็นข่าวการศึกษาของประเทศทีไรไม่ค่อยเป็นข่าวดี จะมีอยู่บ้าง เช่น [เด็กชนะการแข่งขัน] โอลิมปิกวิชาการ แต่ปีหนึ่งอาจจะมีสักสิบกว่าคนเท่านั้น ขณะเดียวกันเด็กที่เกิดปีเดียวกับเขามีตั้งเจ็ดแสนคน" นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยระหว่างการเยี่ยม รร.สตรีวัดอัปสรสวรรค์ ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ องค์กรขนาดเล็กที่มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 คนแห่งนี้เพิ่งถูกรัฐบาลจัดตั้งขึ้นเมื่อปีก่อนเพื่อบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยเฉพาะ

โครงการล่าสุดของ กสศ. คือ การมอบเงินให้นักเรียนจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยเป็นพิเศษทั่วประเทศจำนวนหกแสนคน คนละ 1,600 บาทต่อปี โดยครึ่งหนึ่งจะให้แก่เด็ก ๆ โดยตรง ส่วนอีกครึ่งนั้นได้มอบหมายให้ รร. แต่ละแห่งนำไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาให้เกิดประโยชน์ระยะยาว เช่น เด็ก ๆ ในโครงการนี้จำนวน 64 คน จาก รร.สตรีวัดอัปสรสวรรค์ ได้เรียนทำขนมหวาน ทว่าเมื่องบประมาณมีจำกัด จึงจำเป็นต้องปล่อยนักเรียนจากครอบครัวรายได้น้อยอีกกว่าสองล้านคนที่เหลือไป

"จะมาบอกว่ามี กสศ.แล้วความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจะหมดไป มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นปัญหาใหญ่มากของประเทศ" นพ.สุภกร กล่าว "อย่างน้อยเราเป็นคนที่มีความรับผิดชอบในการคิดถึงมัน ต้องหาคำตอบ แล้วบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บอกรัฐบาลว่าจะแก้ [ปัญหา] ยังไง"

ในความคิดเห็นของเขา สาเหตุที่ปัญหาในระบบการศึกษาของไทยคลี่คลายลงได้ยากเย็นนักเป็นเพราะระบบราชการ "ของดี ไอเดีย (ความคิด) ดี ๆ มันไปติดระบบราชการ เช่น จะให้ครูพัฒนาการเรียนการสอน แต่เวลาให้ความดีความชอบไปดูเรื่องเปเปอร์ (งานเอกสาร) ของครู" นอกจากนี้ การที่นโยบายด้านการศึกษามักจะเปลี่ยนแปลงไปมาตลอด ก็ทำให้บรรดาคุณครูเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรีบปฏิบัติตาม

"ถ้าดูว่าบทเรียนของโลกเขาเป็นยังไงเนี่ย อันหนึ่งที่น่าจะชัดเจนคือการกระจายอำนาจให้ รร.เป็นตัวของตัวเองที่สุด แล้วเราก็ดูความแตกต่าง" นพ.สุภกร เสนอความเห็น "มันไม่ได้หมายความว่า [รร.] ทุกที่จะประสบความสำเร็จ แต่ที่ไหนดีก็จะเป็นตัวอย่างขึ้นมา ไอ้ที่ยังไม่ดีก็จะปรากฏตัว และให้เขาได้เรียนรู้ระหว่างกัน ก็จะทำให้ทั้งหมดค่อย ๆ ยกระดับไป"

เด็กน้อยเอยจงกระตือรือร้น

โรงเรียนทุกประเภทในไทยทั้งขยายโอกาส รัฐบาล หรือ เอกชน ล้วนได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐเป็นจำนวนเท่ากันเพื่อช่วยให้เด็ก ๆ เข้าถึงการศึกษา 15 ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมต้น ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงบประมาณด้านการศึกษาของประเทศที่ "สูงมาก ประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หรือเก้าแสนล้านบาท …รัฐมีศักยภาพพอที่จะทำทุกอย่าง แต่เงินส่วนมากเอาไปใช้จ่ายค่าตึกหรือเงินเดือนครู ไม่มีงบประมาณที่นำมาใส่ใจด้านคุณภาพมากขึ้น" ดร.รัตนา นักวิจัยด้านการศึกษา บอกกับบีบีซีไทย

นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่า คุณภาพของคุณครูที่ไม่เท่ากันก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา "ครูเก่งก็อยากอยู่ รร.เก่ง ไม่มีครูเก่งอยากไปอยู่ต่างจังหวัด เราอาจต้องมีแรงจูงใจ เช่น เงินเดือนครู" ซึ่งงานวิจัยจากต่างประเทศก็ชี้ว่าการพัฒนาให้คุณภาพครูใกล้เคียงกันนี้นับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หรือ "single most important" เช่นกัน

"เราห้ามไม่ได้เรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มาจากฐานะทางครอบครัว สิ่งนี้ทำให้ผลลัพธ์ทางการศึกษามีความเหลื่อมล้ำมากที่สุด" ดร.รัตนากล่าวพร้อมเสนอว่า "ฉะนั้นสิ่งที่รัฐให้ต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่สักแต่ขอว่าให้ ถ้ารัฐสามารถปรับให้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่เด็กต้องใช้เวลา 7 - 8 ชั่วโมงต่อวัน มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ความเหลื่อมล้ำตรงนี้ก็จะลดลง"

ขณะเดียวกัน เธอก็ตระหนักถึงโลกแห่งความเป็นจริงว่า "เด็กควรมีความกระตือรือร้น การเปลี่ยนโครงสร้าง [สังคม] มันใช้เวลาและเป็นสิ่งที่รัฐต้องทำสม่ำเสมอและตลอดไป แต่กว่าโครงสร้างจะเปลี่ยนเด็กคงจะเรียนจบแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ควรรอ ทุกคนจะต้องมีความทะเยอทะยานที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายที่ตัวเองตั้งไว้ ขยันเรียนวิชาที่ตัวเองชอบและทำให้ดีที่สุด"

พรรคการเมืองกับการศึกษา

นโยบายด้านการศึกษาที่ก้าวหน้าจำนวนมากต่างถูกนำเสนอจากเกือบทุกพรรคการเมือง บีบีซีไทยสำรวจข้อมูลดังกล่าวจากเว็บไซต์และเวทีเสวนาต่าง ๆ สำหรับการตัดสินใจกาบาทครั้งสำคัญในวันเลือกตั้งที่ 24 มีนาคมนี้ ของคนไทยที่ต่างอยากเห็นการศึกษามีคุณภาพดีอย่างเท่าเทียมกัน

พรรคการเมืองกับนโยบายด้านการศึกษา
พรรค นโยบาย
พลังประชารัฐ ยังไม่มีการนำเสนอที่ชัดเจน แต่ระบุเพียงว่า การศึกษาประชารัฐ 4.0
เพื่อไทย บูรณาการเทคโนโลยี เช่น การประชุมทางออนไลน์ และ หนึ่งคนหนึ่งโน๊ตบุ๊ค / เด็กไทยต้องสื่อสารไทย อังกฤษ จีน ได้ตั้งแต่ ม.3 โดยครูเจ้าของภาษา / หนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนสองภาษา (ไทยและอังกฤษ) / คืนครูให้ห้องเรียน / เลิกท่องจำ สอนให้คิดวิเคราะห์
อนาคตใหม่ เงินเลี้ยงดูบุตรอายุ 0 - 6 ขวบ เดือนละ 1,200 บาท / เงินอุดหนุนให้เยาวชนอายุ 18 - 22 ปี เดือนละ 2,000 / สร้างศูนย์เลี้ยงเด็กสองหมื่นแห่งทั่วประเทศ / พัฒนาสถาบันฝึกอาชีวะ 900 โรงทั่วประเทศ / ยุบโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่จำเป็น / เพิ่มนักโภชนาการหนึ่งคนในหนึ่งเขตการศึกษา / ลดเนื้อหาการท่องจำ / เพิ่มวิชาเลือก ลดวิชาหลัก
ภูมิใจไทย พักหนี้ กยศ. 5 ปี จากผู้กู้ 10 ล้านคน 4 แสนล้านบาท / นำภาษีที่ใช้จ่าย ผลการเรียน และชั่วโมงจิตอาสา มาลดหนี้ กยศ.ได้ / ปลดภาระผู้ค้ำประกัน / สร้างสถาบันการศึกษาออนไลน์ Thailand Sharing University / ให้เรียนฟรีจากประถมถึงมหาวิทยาลัย / เรียนสัปดาห์ละ 4 วัน
ชาติไทยพัฒนา ให้ลูกหลานเกษตรกรเรียนฟรีถึงปริญญาตรี (หากทำงานเกษตรหลักเรียนจบ) / นำกระทรวงศึกษาธิการออกจากการเมือง
ไทยรักษาชาติ ใช้เทคโนโลยีพัฒนาในการศึกษา

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมจากเว็บไซต์ของพรรคการเมืองและเว็บไซต์ ELECT

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม