เลือกตั้ง 2562 : จาก “แผ่นดินไหวการเมือง” ถึง “รัฐประหารปราสาททราย”

  • 6 มีนาคม 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ประจักษ์ ก้องกีรติ อ่านปรากฏการณ์ แผ่นดินไหวการเมือง ถึง รัฐประหารปราสาททราย

เหตุ "แผ่นดินไหวทางการเมือง" จากปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯ ก่อให้เกิด "อาฟเตอร์ช็อก" ตามมาหลายระลอก และทำให้พรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ถึงกระนั้นนักรัฐศาสตร์สำนักธรรมศาสตร์ยังวิเคราะห์ว่า "สึนามิทางการเมือง" อาจเกิดขึ้นได้ในวันเลือกตั้งด้วยพลังของประชาชน และทำให้แผนการต่าง ๆ ที่เตรียมมาภายหลังยึดอำนาจปี 2557 ต้องกลายเป็น "รัฐประหารปราสาททราย"

7 มีนาฯ คือวันชี้ชะตาพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยคดียุบพรรค เหตุ "กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" กรณีเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค

นี่คือผลที่ตามมาหลังปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯ ซึ่งถูกนักวิชาการและสื่อมวลชนขนานนามว่าเป็น "แผ่นดินไหวทางการเมืองไทย" โดยมีศูนย์กลางของแรงสั่นสะเทือนอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเวลา 09.10 น.

ในระหว่างที่ยังไม่สามารถสรุปความเสียหายได้อย่างแน่ชัด ผศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯ สะท้อนภาพการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ที่เข้มข้นขึ้น หลังก่อร่างมาตั้งแต่ปี 2549 และเปลี่ยนวิธีหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองไป

"เป็นภาวะที่สังคมตัดสินด้วยปัจจัยเชิงอุดมการณ์มากขึ้น เอาหรือไม่เอาทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) จุดยืนต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ชาตินิยมหรือไม่ชาตินิยม รักความเป็นไทยหรือต่อต้านความเป็นไทย กลายเป็นปัจจัยที่กำหนดการตัดสินใจของผู้เลือกตั้ง ถ้าใครถูกกล่าวหาเรื่องพวกนี้ทางอุดมการณ์ก็พยายามแก้โจทย์ ทั้งหมดนี้นำมาสู่ปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯ" ผศ.ดร. ประจักษ์ ระบุ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ แกนนำ ทษช. ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้่ง ในระหว่างรอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดียุบพรรค

"ซูเปอร์ดีล" สะท้อนอิทธิพล ทักษิณ กับการเมืองแบบชนชั้นนำ

คำพยากรณ์ผลการเลือกตั้ง 2562 ที่พรรค-พวกทักษิณ คำนวณได้ ทำให้นักการเมืองสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) บางส่วนเลือกแตกตัว-แตกทัพไปสังกัด ทษช. ด้วยเหตุผลที่พร่ำบอกกับสังคมว่า "เพื่อให้ฝ่ายประชาธิปไตยมีโอกาสชนะ" หลังพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 สกัดกั้นโอกาสจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเสียงข้างมาก

ทว่า "ซูเปอร์ดีล" ที่เกิดขึ้น คล้ายเป็นการมองข้ามหัวประชาชนไปหรือไม่ ?

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองเรื่องการเลือกตั้งอธิบายว่า "ดีล" นี้สะท้อนหลายอย่างในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็น อิทธิพลของ ทักษิณ ในการเล่นเกมการเมืองระดับบน หรือการเมืองแบบชนชั้นนำ (elite politics) ที่เชื่อว่าทุกอย่างจะสงบราบเรียบได้ถ้าชนชั้นนำมาเจรจาต่อรองกัน มันอาจจะเกิดฉันทามติบางอย่างโดยที่ประชาชนหรือมวลชนไม่ได้อยู่ในสมการนี้

"ผมคิดว่าคุณทักษิณเชื่อในการเจรจาระหว่างชนชั้นนำ น่าเสียดายที่อาจจะไม่เก็บรับบทเรียนว่าการทำแบบนี้มันผิดพลาดมาแล้ว 2-3 ครั้ง" และ "ยังไม่ต้องพูดถึงพัฒนาการประชาธิปไตยที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนในการกำหนดประเทศ"

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นิตยสาร ดิ อิโคโนมิสต์ วิเคราะห์เมื่อ 8 ก.พ. ว่าการเข้าสู่การเมืองของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ เพื่อ "กู้ชีพ" ทักษิณ

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ให้ผลแม้กระทั่งชัยชนะทางการเมืองตามที่ ทักษิณ คาดหวัง แต่นักรัฐศาสตร์รายนี้เห็นว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าอิทธิพลของอดีตนายกฯ ยังมีอยู่สูง การเมืองแบบชนชั้นนำยังสำคัญในสังคมการเมืองไทย และสังคมไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังไม่เกิด "ฉันทามติใหม่ทางการเมือง" เป็นช่วงที่สภาพอำนาจแตกกระจัดกระจายสูงที่สุด (fragmented power) แล้วไม่มีใครกุมสภาพได้อย่างแท้จริง ประชาชนและสังคมยังแตกแยกร้าวลึก ส่วนชนชั้นนำก็ขาดเอกภาพ

"ในฝั่งที่ต่อต้านคุณทักษิณเองก็แตกเป็นหลายกลุ่ม ไอ้สภาพแบบนี้ล่ะที่ทำให้คุณทักษิณแกฉวยโอกาสเข้าไปดึงบางกลุ่มในฝ่ายอีลิทมาจับมือกับแกได้ ตรงนี้คือสภาพภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นแล้ว และอย่างไรสังคมไทยก็จะไม่กลับไปแบบเดิมก่อนปี 2557" ผศ.ดร. ประจักษ์ ระบุ

ชี้เดินหมากฉลาด แต่อันตราย จึงจบด้วยความผิดพลาด-เสียหาย

ผศ.ดร. ประจักษ์ มองว่าเหตุ "แผ่นดินไหวทางการเมืองไทย" เป็นการเดินยุทธศาสตร์ที่ "ผิดพลาด" และ "เสียหาย" พร้อมเปรียบปรากฏการณ์ 8 กุมภาฯ เป็นเหมือนเกมหมากรุก ตอนแรกถือว่าเป็น "การเดินหมากที่ฉลาด" เพราะช็อกคนอื่นที่เหลือทั้งหมดบนกระดาน และได้เปลี่ยนการเมืองไทยไปอย่างสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็เป็น "การเดินหมากที่อันตราย" เพราะทำให้การเลือกตั้งที่ควรเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายกลายเป็นการแข่งขันเชิงอุดมการณ์ และไม่ใช่แค่อุดมการณ์ต่อต้านหรือไม่ต่อต้านการรัฐประหาร คสช. แต่เป็นอุดมการณ์อีกชุดหนึ่งที่เป็นเรื่องอ่อนไหวในสังคมไทย นั่นคือการดึงสถาบันลงมาเกี่ยวข้อง

"ในที่สุดการเดินหมากที่อันตรายนี้ก็ชี้ให้เห็นว่ามันเกิดผลลัพธ์อย่างไร โดยเฉพาะถ้า ทษช. ถูกยุบขึ้นมา ก็ต้องถือว่าเป็นการเดินหมากที่เสียหายของคุณทักษิณ" เขากล่าว

Image copyright SOPA Images/LightRocket via Getty Images

"ผีทักษิณ" vs "ปีศาจสืบทอดอำนาจ"

ซูเปอร์ดีลที่มีลายเซ็นของ ทักษิณ ประทับอยู่ ยังก่อให้เกิด "สมการการเมืองใหม่" คือ "เอาหรือไม่เอาทักษิณ" จากเดิมที่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่าย "เอาหรือไม่เอา คสช." ทั้งยังได้ "ขีดเส้นใหม่" ในทางการเมือง โดยเคลื่อนจากเรื่องนโยบาย ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน มุ้งการเมือง ไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

"มันเป็นเรื่องว่าใครที่เขาจะไว้วางใจได้ว่าจะพิทักษ์สิ่งที่เขารักได้เข้มแข็งที่สุด ใครจะสู้กับ 'ผีทักษิณ' ได้ดีที่สุด ตรงนี้แรงเหวี่ยงมันเลยไปที่ พล.อ. ประยุทธ์" นักรัฐศาสตร์สำนักธรรมศาสตร์กล่าว

ก่อนหน้านี้ "ผีทักษิณ" ไม่ได้ออกมาเผ่นพ่านในสนามเลือกตั้ง 2562 เนื่องจาก "ติดยันต์" รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่สกัดคนนอกไม่ให้ก้าวก่ายแทรกแซงกิจการพรรคโดยมีโทษถึงขั้นยุบพรรค

ขณะที่ฝ่าย พล.อ. ประยุทธ์ แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เองก็กำลังถูกท้าทายด้วยวาทกรรมเลือกตั้ง 24 มีนาฯ 2562 คือพิธีกรรม "รวมร่างปีศาจสืบทอดอำนาจ" ที่ผลิตคำโดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทษช.

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เปิดปราศรัยที่ลานคนเมืองเมื่อ 1 มี.ค. เชิญชวนประชาชนทำลายพิธีกรรม "สืบทอดอำนาจปีศาจ คสช."

มองไปที่ พล.อ. ประยุทธ์ เห็นอย่างอื่นด้วย

แต่ถึงกระนั้น ผศ.ดร. ประจักษ์ ยังเห็นว่าคนที่เลือก พปชร. ด้วยเหตุผลเชิงอุดมการณ์ ก็จะเลือกเพียงเพราะ พล.อ. ประยุทธ์ แต่ไม่ใช่ตัวนายพลรายนี้ล้วน ๆ ในฐานะ "มิสเตอร์ประยุทธ์" แต่เป็นเครือข่ายอำนาจและสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง พล.อ. ประยุทธ์ ที่ประชาชนมองเห็น และเหตุการณ์วันที่ 8 กุมภาฯ ก็สะท้อนตรงนี้

"ในหมู่คนที่จะเลือก พล.อ. ประยุทธ์ ในเชิงอุดมการณ์ เขามองว่า พล.อ. ประยุทธ์ คือคนที่ถูกเลือกมาแล้ว ในขณะที่คนอื่นไม่ชัดเจน มองไปที่คนอื่นไม่เห็นอะไรอยู่ข้างหลังชัดเจน มองไปที่คุณสุเทพ มองไปที่หม่อมเต่า (ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล) มองไปที่พรรคประชาธิปัตย์ก็คือพรรคประชาธิปัตย์ มองไปที่พรรคคุณไพบูลย์ก็เห็นคุณไพบูลย์ แต่มองไปที่ พล.อ. ประยุทธ์ เห็นอย่างอื่นด้วย นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าทำให้น้ำหนักหรือแรงเหวี่ยงมาที่ พล.อ. ประยุทธ์"

เขาขยายความ "อย่างอื่น" ที่อยู่ข้างหลังหัวหน้า คสช. ไว้ว่า พล.อ. ประยุทธ์ เป็นตัวแทนคณะรัฐประหารปี 2557 และกองทัพ มันพ่วงกันมาทั้งหมด แล้วยังผูกกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ ส.ว. แต่งตั้ง 250 คน ซึ่งเป็นเครือข่ายอีลีทอีกกลุ่มที่จะมาสนับสนุนข้างหลัง พล.อ. ประยุทธ์ "ดังนั้นเลือก พล.อ. ประยุทธ์ มันมีความมั่นใจสูงว่าเครือข่ายอำนาจตรงนี้ยังแข็งแรงและยังเป็นปึกแผ่น"

Image copyright AFP/Getty Images

"หนักแผ่นดิน" สะท้อน ประยุทธ์-กองทัพ มีเดิมพันสูง-แพ้ไม่ได้

นอกจากคนแถวหน้า-แถวหลังที่อยู่ในวงวาน "ระบอบประยุทธ์" การกลับมาของวาทกรรม "หนักแผ่นดิน" ที่หลุดจากปากคำของ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ยังตอกย้ำภาพการเลือกตั้งเชิงอุดมการณ์ ทว่ามีดีกรีรุนแรงกว่าเดิม และทำให้นักวิชาการหนุ่มอดประหลาดใจไม่ได้ที่ ผบ.ทบ. หยิบยกบทเพลงที่เคยปลุกให้เกิดความเกลียดชังในสังคมมาพูดถึงในบรรยากาศเลือกตั้ง

"ผมคิดว่ามันคล้าย ๆ การเลือกตั้งช่วงก่อน 6 ตุลาฯ 2519 ก็คือการเลือกตั้งปี 2518 ตอนนั้นการเลือกตั้งครั้งนั้นรุนแรงมากและก็ตึงเครียดมากภายใต้สโลแกน 'ขวาพิฆาตซ้าย' เป็นการเลือกตั้งเชิงอุดมการณ์ล้วน ๆ ก็คือในการกำจัดพวกพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายออกไปจากระบบการเมือง พอไปหยิบเพลงหนักแผ่นดิน มันทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ดี จากที่เดิมสังคมไทยมันมีเชื้อที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดอยู่แล้วในการเลือกตั้งครั้งนี้"

เขาจึงถอดรหัส "หนักแผ่นดิน 2562" ได้ว่าถ้ามองจากมุมของชนชั้นนำ การเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันสูงมาก โดยที่ฝ่าย พล.อ. ประยุทธ์ และกองทัพ มี "เดิมพันสูงที่สุด"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เพลงหนักแผ่นดินเป็นเพลง "ยอดนิยม" ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 ก่อนที่ในปี 2562 พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ จะมาบอกว่าเป็น "เพลงฮิตตอนนี้" หลังถูกสื่อซักถามกรณีพรรคการเมืองหาเสียงด้วยการตัดงบกองทัพ

ขณะที่อีลีทจากการเลือกตั้ง "เดิมพันไม่สูงมาก" เพราะพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ต่อให้แพ้การเลือกตั้งก็แค่กลับไปในที่ตั้ง สะสมกำลัง เปลี่ยนยุทธศาสตร์ รอการเลือกตั้งครั้งต่อไป เช่นเดียวกับประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย

"กองเชียร์ของฝ่ายต่าง ๆ แม้กระทั่งกองเชียร์ "ฟ้ารักพ่อ" ของอนาคตใหม่ ถ้าเขาเชียร์อนาคตใหม่ เชียร์คุณธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ) ครั้งนี้สมมติผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าผิดหวังมาก ได้ที่นั่งน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพราะคุณธนาธรประกาศว่าเขาเล่นการเมืองระยะยาว เขาไม่ได้จะมาลงครั้งนี้ครั้งเดียว ก็แค่รอครั้งถัดไปก็กลับไปเลือกอีก"

เขาสรุปว่า "พรรคอื่นแพ้ได้ แต่ พปชร. และ พล.อ. ประยุทธ์ แพ้ไม่ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้"

สามปัจจัย "เซอร์ไพร์ส" ผลการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร. ประจักษ์ ไม่กล้า "ฟันธง" ผลการเลือกตั้ง แม้ทิศทางจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะออกมาในทำนองว่า พล.อ. ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภา เพราะเผื่อใจว่า "อาจมีเซอร์ไพร์ส" ด้วยเหตุผล 3 ประการ

  • เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปีของไทย ทำให้ภูมิทัศน์การเมืองและความคิดจิตใจของประชาชนเปลี่ยนไปมาก สังคมไทยไม่เคยว่างเว้นจากการเลือกตั้งนานขนาดนี้นับจากหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ครั้งสุดท้ายที่ "ว่างเว้น" การเลือกตั้งต่อเนื่องยาวนานคือช่วงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร กินเวลา 12 ปี (2500-2512) แต่หลัง 14 ตุลาฯ เป็นต้นมา ไม่ว่าจะมีวิกฤตขนาดไหน ก็จะมีการเลือกตั้งเป็นระยะ ๆ
  • มีพรรคการเมืองใหม่ ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก และมีเฉดทางนโยบายแตกต่างกันมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาตั้งแต่ซ้ายสุดจนถึงขวาสุด
  • ใช้ระบบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เลือกตั้งไปอย่างไร แต่จากประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง พฤติกรรมการตัดสินใจของคนจะเปลี่ยนไปด้วย

ในสายตาของนักวิชาการผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย เห็นว่าภาคอีสานคือสมรภูมิสำคัญที่จะตัดสินชะตากรรมของ พล.อ. ประยุทธ์ เพราะอดีต ส.ส. เกรดเอที่ พปชร. "ดูด" เข้าสังกัดได้มีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่นี้ หากพฤติกรรมผู้เลือกยังเป็นแบบเดิมคือเลือกที่พรรคและนโยบาย นักการเมืองที่ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยย่อม "สอบตก" แต่ถ้า พปชร. แจ้งเกิดในภาคอีสานได้ ก็ต้องมีทฤษฎีและคำอธิบายใหม่ว่าประชาชนหันกลับไปเลือกตัวบุคคล

"สึนามิทางการเมืองไทย" กับ "รัฐประหารปราสาททราย"

ท่ามกลาง "เดิมพันสูง" ที่ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่อาจพ่ายแพ้ กติกาเลือกตั้งที่คล้ายจงใจ "ล็อกผู้ชนะ" ส่งผลให้การเลือกตั้งถูกลดทอนความสำคัญให้เป็น "พิธีกรรมเพิ่มความชอบธรรม" ให้นายกฯ ที่ไม่ได้มาจาก ส.ส. หรือไม่ ?

นักวิชาการผู้ศึกษาการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ ตอบว่าเขาคิดถึงการเลือกตั้งในประเทศมาเลเซียเมื่อปี 2561 ที่เกิด "สึนามิทางการเมือง" ทำให้พรรคอัมโนที่ครองอำนาจมายาวนานถึง 6 ทศวรรษต้องพบกับความพ่ายแพ้ ทั้งที่พรรคอัมโนควบคุมกลไกรัฐ กกต. และระบบเลือกตั้ง

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุในแถลงการณ์ตอบรับเป็นนายกฯ ในบัญชีของ พปชร. ว่า "พร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย"

"ถ้าประชาชนมาเลือกตั้งถล่มทลาย แล้วเลือกไปในทิศทางตรงกันข้าม ไอ้สิ่งที่ออกแบบไว้ มันอาจจะไม่ได้เป็นไปตามนั้น พูดง่าย ๆ มีความต่างกันแน่ระหว่างการที่ พปชร. 100 ที่นั่ง กับชนะแค่ 30 ที่นั่ง คือแผนการทั้งหมดนี้จะราบรื่น พปชร. ต้องชนะเยอะถึงจะมีอำนาจในการไปต่อรองแล้วก็ดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล... แต่ถ้าพลิกล็อก พปชร. ได้มาแค่ 25 หรือ 30 ที่นั่ง อันนี้แผนการทั้งหมดก็เป็นเหมือนปราสาททรายที่ล้มครืนลงมา"

เมื่อถึงตอนนั้น พรรคเฉพาะกิจอย่าง พปชร. อาจ "แตกสลาย" เพราะถือว่าหมดภารกิจ และภารกิจไม่สำเร็จ

"ถ้ามีการเลือกตั้งอีกครั้ง เราอาจจะไม่ได้เห็น พปชร. ด้วยซ้ำ" เขาทิ้งท้าย

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม