จาก ทักษิณ สู่ ประยุทธ์ การสูญหายของ สมชาย นีละไพจิตร กับ ไฟใต้ ที่ยังไร้คำตอบ

  • 11 มีนาคม 2019
ทนายสมชาย Image copyright มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ
คำบรรยายภาพ นางอังคณา นีละไพจิตร

การปะทุขึ้นของความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการสูญหายของนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อปี 2547 ในสมัยรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ยศขณะนั้น) จนถึงขณะนี้เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 15 ปี รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ตลอดเกือบ 5 ปีที่อยู่ในอำนาจ

ไฟใต้ปะทุ

4 ม.ค. 2547 ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุขึ้นเมื่อเกิดเหตุเผาโรงเรียนพร้อมกันราว 20 แห่ง และการปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารเสียชีวิต 4 นาย และได้อาวุธปืนไปกว่า 400 กระบอก ทำให้รัฐบาลขณะนั้นเสียหน้าอย่างมาก

รัฐบาลระดมกำลังทหารและตำรวจทั้งจากในพื้นที่และจากส่วนกลางไปสอบสวนอย่างเต็มที่ ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่าผู้บริสุทธิ์ถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพ

นโยบายการปราบปรามการก่อการร้ายด้วยมาตรการเข้มข้นรุนแรงของอดีตพันตำรวจโทที่มีดุษฎีบัณฑิตด้านอาชญวิทยาจากสหรัฐฯ ถึงขั้นเคยเรียกกลุ่มคนก่อความไม่สงบว่า "โจรกระจอก" เป็นเชื้อไฟที่ทำให้สถานการณ์ความไม่สงบรุนแรงเรื่อยมาตลอด 15 ปี อาจลดระดับความรุนแรงลงในบางช่วง แต่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบันจนมียอดผู้เสียชีวิตรวมเกือบ 7,000 คนและบาดเจ็บกว่า 13,000 คน

Image copyright Getty Images

ศูนย์ข่าวอิศรา ระบุว่า งบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในมิติงานความมั่นคงและงานพัฒนา นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 เป็นต้นมา จนถึงปีล่าสุด คือปีงบประมาณ 2562 รวม 16 ปีงบประมาณ ยอดรวมงบดับไฟใต้ทะลุ 3 แสนล้านบาทไปแล้ว

หลังลงจากอำนาจ นายทักษิณ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ส เมื่อ พ.ค. 2554 ยอมรับว่า การกระทำที่รุนแรงต่อชาวมุสลิมในภาคใต้สมัยที่เป็นนายกฯ ถือเป็นความผิดพลาด การใช้นโยบาย "กำปั้นเหล็กและถุงมือกำมะหยี่" ไม่สมดุล ที่ผ่านมาได้ใช้กำปั้นเหล็กมากไป และเสียใจในสิ่งที่เคยทำ

ทนายสมชาย คือ ใคร

ก่อนหายตัว สมชาย นีละไพจิตร เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐ และนำเรื่องราวในพื้นที่ออกมาเปิดเผยสู่สาธารณะเพื่อให้สังคมตระหนักและนำไปสู่การแก้ไข

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ นางอังคณา และ น.ส. ประทับจิต นีละไพจิตร หลังฟังคำพิพากษา

เขาเป็นทนายให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ โดยเฉพาะคดีที่ประชาชนถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการก่อการร้ายจนจำเลยพ้นจากข้อหาได้เกือบทุกคดี เช่น คดี โต๊ะกูเฮง หรือ กูมะนาเส กอตอนีลอ จากคดีเผาโรงเรียนเมื่อปี 2537 คดีหมอแว นายแพทย์ แวมาหะดี แวดาโอ๊ะ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับกลุ่มก่อการร้ายเจไอ และยังเข้าไปเป็นทนายให้กับผู้ต้องหาที่ตำรวจจับกุมได้ในภายหลังจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดโรงเรียนเมื่อ 4 ม.ค. 2547

ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนการหายตัวไป ทนายสมชาย ได้ขึ้นเวทีอภิปรายปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ ม.อ.ปัตตานี

เขาหายไปได้อย่างไร

ย้อนกลับไป 12 มี.ค.2547 ราว 20.30 น.นายสมชายซึ่งกำลังเดินทางไปพบเพื่อนที่ โรงแรมชาลีนา ในซอยมหาดไทย ถ.รามคำแหง ได้ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 5-6 คน ซึ่งขับรถสะกดรอยตามจงใจขับรถชน เพื่อให้เจ้าตัวลงมาดูเหตุการณ์ ก่อนเข้าทำร้ายและลักพาตัวไปอย่างอุกอาจ

"การอุ้ม" เกิดขึ้น 3 วันก่อนที่นายสมชายจะไปว่าความที่ศาลจังหวัดนราธิวาส พร้อมมีแผนที่จะยื่นรายชื่อคัดค้านการใช้กฎอัยการศึกต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่มีกำหนดการจะเดินทางไปปัตตานีในวันที่ 16 มี.ค.

หลายฝ่ายคาดว่าสาเหตุการหายตัวน่าจะมากจากการเคลื่อนไหวช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐในเหตุการณ์ ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ พร้อมนำเรื่องราวการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เกินขอบเขตออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ

ฟางเส้นสุดท้ายคาดว่ามาจากการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึง รมว.มหาดไทย 1 วันก่อนหายตัวไป เพื่อร้องเรียนให้ตรวจสอบการซ้อมผู้ต้องหา 5 คนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ในคดีปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4

ทว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุภายหลังการหายตัวของนายสมชายว่า "จากการสืบสวนและหาข่าวเบื้องต้น รับรองว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องขอสื่อมวลชนว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับภาพพจน์ประเทศ อย่าด่วนสรุป เพราะเท่าที่สืบสวนเบื้องต้นมันยังไม่ปรากฏชัดเลยว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง"

Image copyright TUWAEDANIYA MERINGING/AFP/GETTY IMAGES

แต่คำให้การที่ นายมะกะตา ฮารง อดีตผู้ต้องหาคดีปล้นปืนและก่อความไม่สงบในภาคใต้ให้การต่อศาลในฐานะพยานคดีฟ้องเอาผิดตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวของนายสมชาย ระบุว่า ตัวเขาถูกตำรวจจากส่วนกลางจับกุมในข้อหาก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระหว่างถูกควบคุมตัวบนโรงพัก ตำรวจนำโซ่ตรวนมาใส่ ใช้ไฟฟ้าช็อต ถีบเตะตามร่างกาย และปัสสาวะรดใส่ปาก บีบบังคับให้รับสารภาพในคดีปล้นอาวุธปืนและก่อความไม่สงบในภาคใต้ แต่ไม่ยอมรับ พยานถูกกระทำแบบนี้อยู่ 2 วัน ก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวขึ้นเครื่องบินเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

นายมะกะตา ระบุว่า การหายตัวไปของนายสมชาย น่าจะเกี่ยวเนื่องจากการเข้ามาช่วยเหลือทางกฎหมายในคดี

สอบสวน จับกุม แต่ยกฟ้อง

26 มี.ค.2547 สภาทนายความได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานติดตามกรณีการหายตัวไปของนายสมชาย เพื่อดำเนินการตรวจสอบและรวบรวม ข้อเท็จจริงทั้งหมด

อีก 10 วันต่อมา พนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 5 นายต่อศาลอาญา ได้แก่ 1.พ.ต.ต.เงิน ทองสุกอดีต สว.กอ.รมน. ช่วยราชการกองปราบ, 2.พ.ต.ท.สินชัย นิ่มปุญกำพงษ์ อดีต สวส.กก.4 ป., 3.จ.ส.ต.พาเวง ชันด้วง อดีต ผบ.หมู่งานสืบสวน ผ.4 กก.2 บก.ทท., 4.ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการ กก.4 ป. และ 5. พ.ต.ท.ชัชชัย เลี่ยมสงวน อดีต รอง ผกก.3 ป. ซึ่งพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ มีความเห็นสั่งฟ้อง คดีผู้ต้องหาทั้ง 5 คน แต่ ทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธ

12 ม.ค. 2549 ศาลอาญาพิพากษาจำคุก พ.ต.ต.เงิน เป็นเวลา3 ปีเพียงคนเดียว ในข้อหาข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการใดโดยใช้กำลังประทุษร้าย ขณะที่ผู้ต้องหาที่เหลือให้ยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ

วันรุ่งขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ว่าเบื้องต้นจากผลการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องมากกว่า 4 คน และนายสมชายได้เสียชีวิตแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะเกรงเสียรูปคดี คาดว่าไม่เกินเดือน ก.พ.2549 ดีเอสไอจะสรุปสำนวนการสอบสวนทั้งหมดได้อย่างแน่นอน

Image copyright Getty Images

อย่างไรก็ตาม หลังคำตัดสิน พ.ต.ต.เงิน ซึ่งถูกให้ออกจากราชการได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลและขอประกันตัวออกไปสู้คดี และมาช่วยญาติทำงานที่ จ.พิษณุโลก ในเวลาต่อมาญาติแจ้งว่า พ.ต.ต.เงิน ถูกกระแสน้ำพัดหายตัวไปพร้อมหลานชาย โดยไม่มีใครพบเห็นศพ พร้อมกับมีกระแสข่าวออกมาในช่วงนั้นว่า พ.ต.ต.เงินหลบหนีคดีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

11 มี.ค. 2554 ศาลอุทธรณ์พิจารณายกฟ้อง พ.ต.ต.เงิน เนื่องจากไม่มีพยานเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลย และต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2558 ให้ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องจำเลย ทั้ง 5 คน

10 เดือนต่อมา สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ดีเอสไอ ได้มีหนังสือแจ้งมายังนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยา นายสมชาย ระบุว่า "บัดนี้การสอบสวนได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยกรมการสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นควรงดการสอบสวน เนื่องจากไม่ปรากฏตัวผู้กระทำความผิด และส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา" แต่ทางนางอังคณาไม่เห็นด้วย และยื่นหนังสือคัดค้านไปยัง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เมื่อ 3 พ.ย. 2559 แต่ไม่เป็นผล

โอกาสครบรอบ 14 ปีการหายตัวไปของนายสมชายเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2561 นางอังคณา ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ออกแถลงการณ์ "14 ปี ไร้ซึ่งความยุติธรรม" ระบุว่า การสอบสวนคดีนายสมชายได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นควรงดการสอบสวนเนื่องจากไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด พูดง่ายๆ คือ เมื่อหาคนผิดไม่ได้ก็จบๆ ไป

"ผ่านมา 14 ปี ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่ารัฐบาลพลเรือน หรือรัฐบาลทหาร รัฐบาลคนดี หรือคนไม่ดี การอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายจากอาชญากรรมโดยรัฐไม่เคยเกิดขึ้นจริง และการงดเว้นโทษกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป"

Image copyright Huw Evans picture agency

สังคมตื่นตัว แต่รัฐยังไม่ตอบรับ

ผลพวงจากการหายตัวไปของนายสมชายได้ก่อให้เกิดกระแสต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น ตลอดจนเกิดการเรียกร้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อย่างเอาจริงเอาจังเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ได้ดีขึ้น

ข้อมูลของคณะทำงานว่าด้วยการบังคับบุคคลให้สูญหายขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่า มีการ "อุ้มหาย" เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างน้อย 92 กรณี หนึ่งในนั้นคือทนายสมชาย นอกจากนั้นยังมีกรณีที่ตกเป็นข่าวครึกโครมแต่คดีไม่คืบหน้าอีกเป็นจำนวนมาก เช่น กรณี "บิลลี่" นายพอละจี รักจงเจริญ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี, กรณี นายเด่น คำแหล้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ทำกินของชุมชน จ.ชัยภูมิ

ในโอกาสครบรอบ 14 ปีการหายตัวไปของนายสมชายเมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล หรือ ไอซีเจ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ยื่นแถลงการณ์ร่วมถึง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผ่าน ร่างพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย หรือ "กฎหมายป้องกันการอุ้มฆ่าอุ้มหาย" เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีของไทยที่ลงนามเอาไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศ 2 ฉบับ ทั้งอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลมิให้ถูกบังคับให้สูญหาย

ก่อนหน้านี้ ร่างกฎหมายป้องกันการอุ้มฆ่าอุ้มหาย เคยผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และส่งเข้าบรรจุเป็นวาระการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว แต่ สนช. ตีกลับร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยอ้างว่าต้องจัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านเสียก่อน โค้งสุดท้ายของ สนช. ได้บรรจุวาระพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ในวันที่ 7 มี.ค. แต่ สุดท้ายก็ถูกถอนออกไป พร้อมกับการสิ้นสุดวาระของ สนช. ชุดนี้

ต้องรอดูว่า หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค รัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญกับกฎหมายนี้มากน้อยแค่ไหน

Image copyright Getty Images