ฝุ่น : เชียงใหม่ วิกฤตหมอกควันภาคเหนือ วาระแห่งชาติที่ยังแก้ไม่ได้มา 12 ปี

  • 13 มีนาคม 2019
ดอยสุเทพ Image copyright facebook/Checkin Chiangmai
คำบรรยายภาพ ภาพเมืองเชียงใหม่จากดอยสุเทพวันนี้ (13 มี.ค.)

เป็นวันที่สองแล้วที่ค่าดัชนีคุณภาพอากาศของ จ. เชียงใหม่ พุ่งสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่ที่ 246 ตามดัชนีคุณภาพอากาศ US AQI เมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ (13 มี.ค.) พร้อม ๆ กับที่กรมควบคุมมลพิษรายงานคุณภาพอากาศค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เช้านี้ เช่นกันว่า บริเวณภาคเหนือคุณภาพอากาศมีค่าอยู่ในเกณฑ์ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ-มีผลกระทบต่อสุขภาพ ในระดับสีแดง 14 พื้นที่ ใน 9 จังหวัด

นอกจากภาพของ "ดอยสุเทพหายไปแล้ว" ที่ผู้ใช้โซเชียลเชียงใหม่แชร์กันในโลกออนไลน์ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา วันนี้ ยังพบว่า ดอยขุนน้ำนางนอน ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก็ถูกหมอกควันบดบังไปแล้วเช่นกัน ซึ่งจากค่าคุณภาพอากาศที่รายงานโดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ที่จุด ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ. เชียงราย มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดที่ 172 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ล่าสุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกาศหยุดการเรียนการสอนในวันที่ 14-15 มี.ค. นี้ หลังเกิดวิกฤตหมอกควันฝุ่นละออง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานติดต่อกันหลายวัน

อย่างไรก็ตาม ค่าคุณภาพอากาศของ จ. เชียงใหม่ ที่สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกตั้งแต่วานนี้ ทำให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในเชียงใหม่ ถามหาการแก้ไขสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าจากรัฐ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 รัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ประกาศให้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือเป็นวาระแห่งชาติ จากวิกฤตฝุ่นควันที่รุนแรงมากที่สุดปีหนึ่ง จนถึงปีนี้รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ประกาศเมื่อเดือน ก.พ. ยกระดับการแก้ปัญหาฝุ่นพิษให้เป็นวาระแห่งชาติอีกรอบ ซึ่งในขณะนั้นมีปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ รวมทั้งหลายจังหวัดภาคเหนือเช่นกัน

Image copyright facebook/กิตติศัพท์ สานุศิษย์แสงสว่าง
คำบรรยายภาพ ดอยขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย เช้าวันนี้ (13 มี.ค.)

ผู้ว่าเชียงใหม่ ชี้แจงหลังคนถามหา

รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ใน เชียงใหม่ เช้านี้โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า สถานีตรวจวัดอากาศ 4 สถานี ใน อ.เมือง และ อ. แม่แจ่ม อยู่ที่ 68-141 มคก. ต่อ ลบ.ม. เกินค่ามาตรฐานที่อยู่ในระดับ 50

เมื่อกลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา จังหวัด เชียงใหม่ ได้ประกาศมาตรการ 61 วันห้ามเผา ระหว่างวันที่ 1 มี.ค. - 30 เม.ย.

แต่ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศกลับเพิ่มสูงขึ้นจนเกินระดับมาตรฐาน ซึ่งทางการเชียงใหม่ ชี้แจงว่าเป็นเพราะปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เรื่องสภาวะอากาศ จนนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์การรับมือปัญหาที่ประชาชนต้องเชิญ

นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ แถลงผ่านคลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า PR Chiang Mai เมื่อคืนวันที่ 12 มี.ค. ชี้แจงถึงสาเหตุของปัญหาหมอกควันที่สูงขึ้นในพื้นที่เชียงใหม่ในระยะนี้ว่า เกิดจากลมที่พัดสู่ภาคเหนือมีกำลังอ่อนลง ประกอบกับหมอกควันที่มาจากด้านใต้ของจังหวัดที่มาจากต่างพื้นที่และหมอกควันจากแนวชายแดน และการลักลอบเผาป่า จึงทำให้เกิดหมอกควันหนาแน่นไม่กระจายตัว

Image copyright Air Visual/Air4Thai
คำบรรยายภาพ ด้านซ้ายเป็นข้อมูลจากแอปฯ ตรวจวัดคุณภาพอากาศ Air Visual แสดงอันดับเปรียบเทียบเมืองที่ค่าคุณภาพย่ำแย่ (ข้อมูล 11.00 น. วันที่ 13 มี.ค.) ส่วนด้านขวาเป็นแอปฯ Air4Thai โดยกรมควบคุมมลพิษ แสดงค่าคุณภาพอากาศในภาคเหนือหลายจุดอยู่ในระดับกระทบสุขภาพ (ข้อมูลเช้าวันที่ 14 มี.ค.)

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ระบุว่า ขณะนี้ได้เร่งสร้างการรับรู้แก่ประชาชนและขอความร่วมมืองดการเผาป่า รวมถึงมาตรการคุมเข้าเรื่องการเข้าพื้นที่ป่า โดยจัดหน่วยลาดตระเวน ป่าไม้ ทหาร ฝ่ายปกครองและชุมชน

นอกจากนี้ยังมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาปัญหา ยังมีการพ่นละอองน้ำจากเขตต่าง ๆ ในเขตชุมชน และพ่นละอองน้ำจากตึกสูง

Image copyright facebook/ศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าฯ เชียงใหม่
คำบรรยายภาพ ส่วนราชการใน จ. เชียงใหม่ จัดรณรงค์เพิ่มความชุ่มชื่น ลดค่าฝุ่นละอองในอากาศ ณ บริเวณประตูท่าแพ เช้าวันนี้ (13 มี.ค.)

ฝุ่นควันในภาคเหนือ เกิดจากอะไร

ผศ.ดร. สมพร จันทระ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายถึงเหตุของปัญหาฝุ่นควันในขณะนี้ในพื้นที่ภาคเหนือว่า เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งการเผาในที่โล่งในช่วงฤดูแล้ง ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม ประกอบกับพื้นที่เชียงใหม่อันมีลักษณะภูมิประเทศแบบเป็นแอ่ง และอากาศที่นิ่งในระยะนี้ ทำให้เกิดฝุ่นควันสะสมจนมีค่าฝุ่นละอองที่เกินมาตรฐาน

Image copyright ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใ
คำบรรยายภาพ สภาพภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะของจังหวัดภาคเหนือ

หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ชี้ว่า การเผาในที่โล่งไม่ใช่เพียงภายในประเทศอย่างเดียว จากภาพถ่ายจุดฮ็อตสปอตทางดาวเทียมก็แสดงให้เห็นว่าในภูมิภาคที่รวมประเทศเพื่อนบ้านก็มีจุดความร้อนที่เกิดจากการเผาเช่นกัน ซึ่งทิศทางการเคลื่อนที่ของอากาศจากประเทศเพื่อนบ้านที่มายังภาคเหนือของไทย ก็เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้หมอกควันหนาแน่นขึ้น

"ประเทศที่อยู่ปลายลมก็ได้รับผลกระทบจากฝุ่น"

ส่วนการเผาที่เกิดขึ้นในภาคเหนือตอนนี้ ผศ.ดร. สมพร อธิบายว่าจากแผนที่จุดฮ็อตสปอตพบว่า สัดส่วนอยู่ในพื้นที่ป่ามากกว่าพื้นที่เกษตร แต่ไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุถึงการเกิด ทั้งนี้ ผศ.ดร. สมพร ชี้ว่า มีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นการเผาในพื้นที่เกษตรแล้วลามไปยังพื้นที่ป่า

Image copyright NASA
คำบรรยายภาพ จุดความร้อนรอบ ๆ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มี.ค.

วาระแห่งชาติ 10 ปีที่ยังแก้ไขไม่ได้

วิกฤตหมอกควันในภาคเหนืออันทำให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่ใช่เรื่องใหม่ เช่นในกรุงเทพมหานคร ที่เกิดวิกฤตจนประชาชนรับรู้และตื่นตัวถึงผลกระทบของฝุ่นพิษ ตั้งแต่เมื่อปลายที่แล้วเรื่อยมาจนถึงต้นปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2550 สถานการณ์ฝุ่นละอองจากหมอกควันและไฟป่ารุนแรงหนัก ค่าฝุ่น PM 10 สูงเกินมาตรฐานเป็นเวลาหลายวัน เฉพาะค่าเฉลี่ย 24 ชม. ที่เชียงใหม่ มีค่าสูงสุด 383 มคก.ต่อ ลบ.ม.

"ปัญหาเรื่องนี้ขึ้นสู่ยอดเสาที่รัฐบาลรับทราบมาตั้งแต่ปี 50 แล้ว แต่เมื่อย้อนไปก็พบว่าสิ่งที่รัฐทำนั้นล้มลุกคลุกคลาน เพราะทำแค่หน่วยงานเดียว ผู้ว่าฯ สั่งการปุ๊ป ก็มีสิ่งแวดล้อมจังหวัดรับไป ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรเลย" บัณรส บัวคลี่ ภาคประชาชนจากเครือข่ายฮักเจียงใหม่ อธิบายกับบีบีซีไทย ถึงจุดเริ่มต้นการแก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือเมื่อกว่าสิบปีก่อน

Image copyright ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ม.เชียงใหม่

ทว่าในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา บัณรสชี้ว่า เริ่มเห็นการแก้ปัญหาที่รัฐเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น อย่างการแก้ไขสถานการณ์ใน 3 ภาคส่วน ได้แก่ ปัญหาในเขตป่า ภาคเกษตรกรรม และในเขตเมือง

นอกจากนี้ แต่ละจังหวัดก็ออกมาตรการ "งดเผา" ซึ่งในพื้นที่ดอยของภาคเหนือช่วงใกล้เดือน เม.ย. ของทุกปี เป็นช่วงฤดูกาลเตรียมแปลงเพาะปลูก ทว่าบัณรสมองว่า มาตรการนี้ก่อให้เกิดปัญหาอีกชุดหนึ่ง คือ การใช้การวัดผลมาเป็นตัวชี้วัดการแก้ปัญหาชุดเดียว

"ดูเหมือนมีความคืบหน้า แต่ที่จริงเป็นเทคนิคที่ซ่อนปัญหาเท่านั้น เพียงแต่ย้ายเวลาเผาให้อยู่นอกช่วง 60 วัน ก็มีการเผามาแต่ก่อนที่จะประกาศ เลยดูว่าประสบความสำเร็จในการควบคุม" บัณรส ระบุ

อย่างไรก็ตาม การห้ามเผาก็ประสบผลสำเร็จในบางจังหวัดอย่างเช่น จ. เชียงราย เมื่อปีที่แล้ว ขณะเดียวกันแต่ละปีก็ขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศว่าเอื้ออำนวยหรือไม่

สุขภาพต้องมาที่หนึ่งก่อนเศรษฐกิจ

บัณรส ชี้ว่า ภาครัฐควรจะลงทุนติดตั้งเครื่องมือวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติม

เขากล่าวว่า ใน จ. เชียงใหม่ สถานีตรวจวัดอากาศยังมีจำนวนเท่าเดิมจากเมื่อสิบปีที่แล้ว อีกทั้งปัญหาหมอกควันเป็นเรื่องที่กระทบสุขภาพของประชาชน แต่ไม่เคยเห็นว่าพื้นที่ที่คุณอากาศย่ำแย่หนักจะเคยถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ

นอกจากนี้ เขาให้ความเห็นว่ารัฐจะต้องแก้ไขปัญหาฝุ่นควันเหมือนกับการแก้ไขน้ำท่วม ให้ประชาชนเข้าถึงสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และควรจะมีการวิจัยข้อมูลที่สามารถบอกประชาชนได้ว่า ถนนเส้นใดมีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 หนาแน่น เหมือนเช่นที่กรมควบคุมมลพิษรายงานสถานการณ์ฝุ่นในกรุงเทพฯ

"มาตรการเดิม ๆ ล้มเหลวหมดเลย ในช่วงระหว่างนี้เร่งรัดไปที่จุดเผา มันมีคนที่เผาแน่นอน ต้องลงลึกเป็นรายแปลง ระดับตำบล แปลงไหนยังเผาหรือไม่เผา... วันนี้กำลังดับอยู่ 5 จุด ใน เชียงใหม่ ใครจะสนับสนุน ใครเข้าไปได้ ผ่านนายอำเภอคนไหน " บัณรส กล่าว

"ในระยะยาว ต้องเอาปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่หนึ่ง ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่สอง ที่ผ่านมาเราไม่เคยมีอะไรที่สะท้อนเลยว่ามีอะไรที่แคร์เรื่องสุขภาพ ราคาหน้ากากก็ขึ้น ของพวกนี้ต้องให้ประชาชนเข้าถึง"

ภาคประชาชนทำกันเองเรื่องแนวกันไฟ

"ปกติจะเห็นดอยหลวงเชียงดาวอย่างชัดเจน 4-5 ที่แล้ว ยังเห็นชัดเจนอยู่ เมื่อวานหนักมากตอนเย็น ตอนเช้ายิ่งขุ่นมัวมองไม่เห็นดอยหลวงเชียงดาวแล้ว" นิคม พุทธา เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำปิง กล่าวกับบีบีซีไทยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ถึงสถานการณ์หมอกควันที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

นิคมบอกว่า สถานการณ์หมอกควันหนาแน่นมาก ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งเมียนมาที่เป็นชายแดนติดเชียงดาว ส่วนไฟป่ายังถือว่าไม่รุนแรงเท่าใดนัก

Image copyright facebook/Nikom Putta

ภาพกลุ่มชาวบ้านอาสาสมัครและพระสงฆ์ เร่งทำแนวกันไฟป่า เป็นสิ่งที่นิคมเป็นตัวตั้งตัวตีและเริ่มทำใน 14 หมู่บ้าน และวัดอีก 6 แห่ง ตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เขาเห็นว่าภาคประชาชนมีส่วนช่วยสนับสนุนการดับไฟป่านี้ได้ นอกจากนี้ภาครัฐควรคิดแก้ปัญหาในระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาเรื่องไฟป่าที่เกิดขึ้นทุกปี

"ที่เป็นปัญหามาก คือ ไร่ข้าวโพดมีการเผา ซึ่งก็ไม่รู้อีกว่าใครเป็นคนเผาและลุกลามเข้าไปในป่า ผมเห็นว่าพื้นที่เกษตรใกล้เขตป่า ควรปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรรูปแบบเชิงเดี่ยว หันมาปลูกสวนผลไม้ เช่น ลำไย ลิ้นจี่ เพื่อให้พื้นที่เหล่านี้เป็นแนวป้องกันไฟภายในตัว" นิคมกล่าวกับบีบีซีไทย

"ปัญหาไฟป่าจะตื่นตัวกันเฉพาะในช่วงฤดูแล้งหลังจากนั้น ก็ลืมกันไปในทางปฏิบัติต้องมีการแก้ไขระยะยาวด้วย พื้นที่การเกษตรที่ติดกับพื้นที่ป่า ควรปรับเปลี่ยนเป็นผสมผสาน หน่วยงานส่งเสริมเกษตรต้องเข้ามาสนับสนุน"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง