เลือกตั้ง 2562 : เปิดสูตรคำนวณ ส.ส. ในกระแส “โหวตโน-เทคะแนน”

  • 15 มีนาคม 2019
เวทีปราศรัยพท. Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ยุทธศาสตร์ "แตกแบงก์ย่อย" ที่ "พรรคทายาททักษิณ" คิดค้นขึ้นมาได้เพื่อหนีจาก "กับดักรัฐธรรมนูญ" กรณีชนะเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภาฯ ได้เดินมาถึง "จุดสะดุด" หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) จนเกิดกระแส "โหวตโน" และ "เทคะแนน" ให้พรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย"

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนกรณีนี้แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เลขาธิการ กกต. ออกมาระบุว่าการรณรงค์ให้ประชาชนกากบาทช่อง "ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด" หรือโหวตโน สามารถทำได้ แต่กรรมการ กกต. เห็นต่าง-มองว่าเป็นลักษณะที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม เพราะ "มีวัตถุประสงค์ให้มีคะแนนโหวตโนมากกว่าคะแนนผู้สมัคร ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการเลือกตั้ง"

"การรณรงค์โหวตโน ขอคะแนน เทคะแนน ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายห้ามไว้ชัดว่าจะต้องให้ผู้ใช้สิทธิตัดสินใจเลือกเอง ห้ามชักจูงชี้นำ จะบอกให้ใครทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้" อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.

สำทับด้วยน้ำคำของมือกฎหมายรัฐบาล วิษณุ เครืองาม ที่บอกว่ากรณีนี้ไม่ถูก-ทำไม่ได้ "ต้องบอกให้ประชาชนรู้ว่าโหวตได้ 3 อย่าง แต่จะไปยุว่าอย่าไปโหวตให้คนนั้นคนนี้เลยไม่ได้ กฎหมายเขียนไว้ชัดเลย อย่างนี้ผิดแน่"

กระแส "โหวตโน" และ "เทคะแนน"เกิดขึ้นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญให้มติเอกฉันท์ให้ยุบ ทษช. เมื่อ 7 มี.ค. ผลที่ตามมาคือ...

  • 13 กรรมการบริหาร ทษช. นำโดย ร.ท. ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส. ขอนแก่นผู้เข้าสภาฯ ด้วยคะแนนทะลุ 74,220 คะแนน ต้อง "เว้นวรรค" การลงสมัครรับเลือกตั้งนาน 10 ปี
  • 9 แนวร่วมคนสำคัญของ ทษช. นำโดย จาตุรนต์ ฉายแสง-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผันตัวไปเล่นบท "นักเคลื่อนไหวข้างสนามเลือกตั้ง" ในนามกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย" เดินสายเปิดเวทีปราศรัยไปทั่ว
  • 282 ผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 2 ระบบของ ทษช. ต้อง "แพ้ฟาล์ว" เพราะขาดคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ร.ท. ปรีชาพล พงษ์พานิช นำกรรมการบริหารพรรค ทษช. ไปฟังคำวินิจฉัยศาล รธน. เมื่อ 7 มี.ค.

"เทคะแนน" ไปที่ไหน

ภายใต้ยุทธศาสตร์ "แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย" พรรคเพื่อไทย (พท.) ต้องหิ้ว ส.ส. เขตเข้าสภาฯ ให้ได้มากที่สุดจากจำนวนผู้สมัครที่ส่งลงสนาม 250 คน ส่วน ทษช. ส่งผู้สมัคร ส.ส. เขต 174 คน (เดิมส่ง 175 คน แต่ กกต. ไม่ประกาศรับรองคุณสมบัติ 1 คน) มีลุ้นได้ ส.ส. 4-7 เขตจาก 3 จังหวัด ประกอบด้วย แพร่, พิจิตร, ฉะเชิงเทรา ส่วนที่เหลือตั้งเป้าหมายเก็บ "คะแนนเสียงตกน้ำ" ของผู้สมัคร ส.ส. เขตทุกคนไปนับรวมเป็นคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรค

สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า เคยประเมินไว้ว่า ทษช. มีฐานเสียงเดิมราว 3.5 ล้านคะแนน โดยอิงจากฐานเสียงเดิมที่ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคได้รับเมื่อครั้งลงสนามเลือกตั้งปี 2554 ในนาม พท.

เมื่อ ทษช. ถูกทำให้หายไปจากสารบบการเมืองในเวลาเพียง 17 วันก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง ระดับนำของ "พรรคทักษิณ" จึงคิดยุทธวิธีเฉพาะหน้าว่าด้วยการ "เทคะแนนคืน" ให้ พท. เป็นส่วนใหญ่ ใน 75 เขตเลือกตั้งที่เคยเป็น "พื้นที่ทับซ้อน" ของ พท. และ ทษช. ที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งคู่ ซึ่งขณะนี้มีอดีตผู้สมัคร ส.ส. ทษช. หลายคนดอดกลับบ้านเก่า-ไปสมัครเป็นสมาชิก พท. แล้ว อาทิ วรวัจน์ เอื้อภิญญกุล อดีตผู้สมัคร ส.ส. แพร่, นพ. ทศพร เสรีรักษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. แพร่, นพ. เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ผู้สนับสนุน ทษช. บางส่วนเครียดหลังทราบมติเอกฉันท์ให้ยุบ ทษช.

นพ. เชิดชัย กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ได้กลับไปเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ พท. เพราะผู้ใหญ่เห็นว่าปราศรัยได้ "เรื่องการสนับสนุนพรรคไหนเป็นสิทธิที่ประชาชนเต็มขั้นทำได้ แต่ผมเห็นท่าว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะจ้องกันเหลือเกิน ก็เลยต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรค พท. เอาไว้ก่อน"

ขณะที่ 100 เขตเลือกตั้ง ที่จะไม่มีผู้สมัคร ส.ส. ในนาม "พรรคทักษิณ" เลย อดีตแกนนำ ทษช. กล่าวกับบีบีซีไทยว่าการดำเนินการจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างอดีตผู้สมัครของ ทษช. กับพรรคเป้าหมาย และการประเมินผลประโยชน์ระยะยาวในทางการเมืองของผู้สมัครรายนั้น ๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ "เป้าต้องชัด จานรับต้องดี"

พรรคเพื่อธรรม (พธ.) ที่มี นลินี ทวีสิน อดีต รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค คือ "พรรคเป้าหมายแรก" ที่ถูกจัดวางให้เป็นสถานที่รอรับคะแนนเสียงของ ทษช. โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ ทว่าติดปัญหาเรื่องการส่งผู้สมัคร ส.ส. เขตเพียง 41 เขต และไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ทำให้ต้องมองหา-ใช้บริการพรรค "ฝ่ายประชาธิปไตย" อื่น ๆ ในการผ่องถ่ายคะแนนไปใน "ทางลับ" โดยมี "พรรคเป้าหมายใหม่" 2 พรรคคือ พรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส่งผู้สมัครครบ 350 เขต และพรรคประชาชาติของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ส่งผู้สมัคร 212 เขต ซึ่งพรรคหลังนี้ถูกขนานนามโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ว่าเป็น "พรรคแบงก์ร้อย" เป็นพรรคแรก

Image copyright กองโฆษก พรรคเพื่อชาติ
คำบรรยายภาพ จตุพร พรหมพันธุ์ ปราศรัยช่วยผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อชาติ

ขณะเดียวกัน อดีตผู้สมัคร ส.ส. ที่เป็นแนวร่วม นปช. บางส่วนขอผันตัวไปสนับสนุนพรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.) ที่มี จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เป็น "กองเชียร์หลัก" ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตจากผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองว่า พ.พ.ช. เป็นพรรค "แบงก์จริง" หรือ "แบงก์ปลอม" ของฝ่าย ทักษิณ

แต่สำหรับพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไม่เคยถูกจัดให้เป็น "พรรคเป้าหมาย" ในการถ่ายโอนคะแนนของพลพรรค ทษช. เลย แม้ ฐิติมา ฉายแสง อดีตผู้สมัคร ส.ส. ฉะเชิงเทรา จะประกาศ "เทคะแนน" ให้ อนค. แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจส่วนตัว และ "ไม่ได้ปรึกษาใครในพรรคแม้กระทั่งพี่ชาย" และกำลังสร้างปัญหาให้ อนค. ด้วยเมื่อ ศรีสุวรรณ จรรยา เข้าร้องเรียน กกต. ให้ดำเนินการตรวจสอบว่าเป็นการกระทำการสุ่มเสี่ยงผิดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 28 หรือไม่

Image copyright BBC Thai
Image copyright กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
คำบรรยายภาพ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ช่วยลูกพรรคหาเสียงใน กทม.

แต่ถึงกระนั้น อดีตแกนนำ ทษช. ยอมรับว่า ในพื้นที่ กทม. 8 เขต และภาคใต้บางส่วน ประชาชนผู้สนับสนุน ทษช. มีแนวโน้มกากบาทให้ อนค.

"ไม่อยากให้เรียกว่าเป็นการเทคะแนน มันไม่มีใครบังคับประชาชนได้ ใครจะเชียร์จะเลือกพรรคไหนที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย เราเห็นดีเห็นงามด้วยทั้งนั้น และขอให้เลือกกันให้ถล่มทลายไปเลยเพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจ" นพ. เชิดชัยระบุ

"ดึงคะแนน" โดยพรรคคู่แข่ง

นอกจากฐานเสียงของ ทษช. จะไหลไปอยู่พรรค "ฝ่ายประชาธิปไตย" ตามที่กะเกณฑ์กัน บรรดาพรรคคู่แข่งขัน ก็ยังหวังจะมีส่วนได้-เสียกับคะแนนเสียงก้อนนี้ด้วย และต่อสายถึงอดีตสมาชิก ทษช. กันอย่างอึกทึกครึกโครม แต่ที่ปรากฏเป็นข่าวยังมีเพียงรายเดียวคือ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดูด ภีมเดช อมรสุคนธ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. ระยอง เขต 1 ทษช. ไปอยู่ในสังกัดได้สำเร็จ

จาก "โหวตโน" ประชามติถึง "โหวตโน" เลือกตั้ง

อีกยุทธวิธีที่ถูกงัดขึ้นมาใช้นอกเหนือการ "เทคะแนน" ให้พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ก็คือการเดินเกมใต้ดินให้ "โหวตโน" ในเขตที่ ทษช. มีฐานเสียงเป็นกอบเป็นกำ และมั่นใจว่าจะมีคะแนนเสียงทะลุแต้มของพรรคคู่แข่งขัน

บีบีซีไทยตรวจสอบคะแนนอดีตผู้สมัคร ส.ส. เขตของ ทษช. พบว่ามี 7 เขต ใน 3 จังหวัด ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนี้

อดีตผู้สมัคร ส.ส. ทษช. คะแนนเลือกตั้ง 2554 คะแนน "ไม่รับร่าง รธน." ในประชามติ 2559
แพร่ 1.77 แสนคะแนน 1.19 แสนคะแนน
พิจิตร 1.12 แสนคะแนน 7.5 หมื่นคะแนน
ฉะเชิงเทรา (ไม่นับ 2 เขตที่ พท. ส่งผู้สมัคร) 7.77 หมื่นคะแนน 9.26 หมื่นแสนคะแนน

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมจากฐานข้อมูลของสำนักงาน กกต.

ถึงขณะนี้ยังไม่พบกระแส "โหวตโน" ใน จ. พิจิตร และฉะเชิงเทรา หลังยุทธวิธีนี้ถูกนำไปใช้ที่ จ. แพร่ เมื่อประชาชนที่เดินทางไปให้กำลังใจ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล และ นพ. ทศพร เสรีรักษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส. ทษช. เมื่อ 11 มี.ค. หลายคนขึ้นป้าย "โหวตโน" ซึ่งต่อมาอดีต ส.ส. แพร่บอกว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนตัดสินใจกันเองว่าจะ "โหวตโน" เพราะต้องการรอผู้สมัครทั้ง 2 คนกลับลงสนาม แต่ดูเหมือนไม่ทำให้ความคลางแคลงใจของ กกต. หายไป

ยิ่ง ปชช. ออกไปใช้สิทธิมาก คะแนนเฉลี่ย/ส.ส. ยิ่งสูง

ในระบบเลือกตั้งแบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" ที่บัตรเลือกตั้งได้หดเหลือใบเดียว แต่ประชาชนต้องตัดสินใจเลือกด้วย "หลายสมการทางการเมือง" บางคนอาจเลือกที่ตัวบุคคลที่ชอบให้เป็น ส.ส. เขต, บางคนเลือกพรรค, บางคนเลือกเพราะแคนดิเดตนายกฯ

ในส่วนของผู้สมัคร ส.ส. เขต หากพรรคใดชนะคู่แข่งขัน และชนะคะแนน "โหวตโน" ก็จะได้เข้าสภาฯ ทันที

ในส่วนของผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ต้องไปรอลุ้นคะแนนรวมของพรรค ที่จะถูกนำไปคำนวณเป็นยอด "ส.ส. พึงมี" จากนั้นนำจำนวน ส.ส. เขต มาลบออก ก็จะได้จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ

"สูตรคำนวณ ส.ส." ที่ถูกพูดถึงกันมากในหมู่นักการเมือง-นักวิชาการ-สื่อมวลชนในช่วงก่อนหน้านี้คือ 70,000-80,000 คะแนนเสียง ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน (ไม่นับรวมบัตรเสียและบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน) แต่มันอาจไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

นี่คือ "สูตรใหม่" ที่บีบีซีไทยทดลองคำนวณขึ้นมา โดยใช้แนวทางที่ นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และเลขาธิการพรรคพลังประชาชน (พปช.) ออกมาเปิดเผย "สมการการเมือง" จากฝั่ง พท. 3 รูปแบบ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และใช้อธิบายความสำคัญของการเลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์ (Strategic Voting - SV)

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยสวมหมวกที่มีลายเซ็น ทักษิณ ชินวัตร มาฟังพรรคปราศรัยเมื่อ 15 ก.พ. ที่ลานคนเมือง กทม.
Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

การคิดคะแนนเฉลี่ย ส.ส. ต้องนำคะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกากบาทเลือกผู้สมัคร ส.ส. เขตของทุกพรรคมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวน ส.ส. ทั้งหมดคือ 500 คน

ในการเลือกตั้งปี 2562 มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51.41 ล้านคน ขณะที่โพลหลายสำนักประเมินว่าจะมีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตั้งแต่ร้อยละ 80-98 ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงกว่าการเลือกตั้งปี 2554 ที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิร้อยละ 75.03 หรือคิดเป็น 35.22 ล้านคน

หากนำทุกคะแนนเสียงที่เกิดขึ้นไปหาร 500 ก็จะได้ผลลัพธ์ตั้งแต่ 77,129-98,623 คะแนน

สัดส่วนผู้ออกไปใช้สิทธิ จน. ผู้ออกไปใช้สิทธิ คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน
75% 38.56 ล้านคน 77,129 คะแนน
80% 41.13 ล้านคน 82,271 คะแนน
90% 46.27 ล้านคน 92,555 คะแนน
95.9% 49.31 ล้านคน 98,623 คะแนน

ที่มา : บีบีซีไทยคำนวณโดยสัดส่วนผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งยึดจากสถิติปี 2554 (75%), การคาดการณ์ของ กกต. (80%) และโพลพระปกเกล้าล่าสุด (95.9%)

หากอยากเป็น ส.ส. เขตชัวร์ ต้องได้ 5.8 หมื่นคะแนน

บีบีซีไทยทดลองคำนวณต่อบนสมมติฐานที่ว่ามีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 80 โดยนำคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. เขตทั้งประเทศที่แต่ละพรรคได้รับ ไปหาร 82,271 คะแนน

ในแต่ละเขตเลือกตั้ง มีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 1.46 แสนคน (จากจำนวนประชากรในเขตเลือกตั้ง 1.89 แสนคน) หากประชากรออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 80 ก็เท่ากับมีคะแนนเสียง 117,531 คะแนน/เขตเลือกตั้ง หากผู้สมัครคนใดได้คะแนนเกินร้อยละ 50 หรือคิดเป็น 58,765 คะแนน ก็พออนุมานได้ว่าจะกำชัยชนะในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ

อย่างไรก็ตามนักเลือกตั้งจากพรรคหลัก ทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.), พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ประเมินกับบีบีซีไทยตรงกันว่าคะแนนเสียงที่ปลอดภัยในการได้เป็น ส.ส. เขตอยู่ที่ 45,000-50,000 คะแนนในกรณีชิงกัน 2 พรรค แต่คะแนนอาจปรับลดลงมาเหลือ 40,000-45,000 คะแนนในกรณีมีชิงกัน 3 พรรค

ไม่ว่าอย่างไร ส.ส. เขต 1 คน ก็ต้องการคะแนนเสียงเพื่อชัยชนะ "น้อยกว่า" ค่าเฉลี่ยตามสูตรการเมืองที่คำนวณได้ข้างต้นที่ 77,129-98,623 คะแนน ได้ 1 ส.ส. บัญชีรายชื่อ

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ การเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปีของไทยได้รับความสนใจอย่างยิ่ง แม้กระทั่งในพระภิกษุสงฆ์ที่ จ. เชียงใหม่

หาก พท. ได้ ส.ส. เขตเยอะ พรรคอื่นต้องใช้คะแนนทะลุแสนให้ได้ปาร์ตี้ลิสต์

แต่ "คณิตศาสตร์การเลือกตั้งไทย" อาจสลับซับซ้อนกว่าที่คิด เมื่อทดลองนำคะแนนเสียงของพรรคที่เคยมีที่นั่งสุงสุดในสภาเมื่อปี 2554 อย่าง พท. มาคำนวณ

ในการเลือกตั้งปี 2554 พท. หิ้ว ส.ส. เขตเข้าสภา 204 คน ด้วยคะแนนเสียงรวมกัน 14,272,771 คะแนน

ในการเลือกตั้งปี 2562 พท. ส่ง ส.ส. เขต 250 คน หากตั้งเป้าชนะทุกเขตเลือกตั้ง หมายความว่าต้องได้คะแนนเสียง 12.5 ล้านคะแนน (250 คูณด้วย 50,000 คะแนน)

แต่ถ้าใช้คะแนนรวมทั้งประเทศ โดยตั้งเป้ามี ส.ส. เขต 250 คนเท่าเดิม พบว่า พท. ต้องการคะแนนเสียงถึง 19.28-24.65 ล้านคะแนน (250 คูณด้วยคะแนน 77,129-98,623 คะแนน) แต่ถึงกระนั้นตัวเลขนี้ก็ยังไม่ใช่ "สูตรสำเร็จ" เพราะจะแปรผันไปตามยอด ส.ส. เขตที่พรรคได้รับ

บีบีซีไทยทดลองคำนวณต่อโดยใช้ "สมการการเมือง" จากฝั่ง พท. ของ นพ. สุรพงษ์แบ่งออกเป็น 3 กรณี ดังนี้

  • กรณีแรก : พท. ชนะ 250 เขต ได้คะแนนเสียง 12.5 ล้านคะแนน (250 คูณด้วย 50,000) ส่งผลให้ค่าคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน ขยับสูงขึ้นเป็น 1.14 แสนคะแนน เพราะเหลืออีกเพียง 250 ที่นั่งให้พรรคอื่น ๆ เก็บคะแนน (คะแนนที่เหลือหลังหักคะแนน พท. ออกแล้วหารด้วย 250)
  • กรณีสอง : พท. ชนะ 200 เขต ได้คะแนนรวม 11 ล้านเสียง (200 คูณด้วย 50,000 และ 50 คูณด้วย 20,000 แล้วนำ 2 ส่วนมารวมกันได้เป็นคะแนนก้อนแรก) เหลืออีก 300 ที่นั่งให้พรรคอื่น ๆ เก็บคะแนน ค่าเฉลี่ย ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน "ทะลุแสนแต้ม" (คะแนนก้อนแรกหารด้วย 300)
  • กรณีที่สาม : พท. ชนะ 150 เขต ได้คะแนนรวม 9.5 ล้านเสียง (150 คูณด้วย 50,000 และ 100 คูณด้วย 20,000 แล้วนำ 2 ส่วนมารวมกันได้เป็นคะแนนก้อนแรก) เหลืออีก 350 ที่นั่งให้พรรคอื่น ๆ เก็บคะแนน คะแนนเฉลี่ย ส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 คน ก็จะอยู่ที่ 9 หมื่นคะแนน (สูตร คะแนนก้อนแรกหารด้วย 350)
กรณี คะแนนที่เหลือหลังหักคะแนน พท. ออกแล้ว คะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน
พท. ชนะ 250 เขต 28.63 คะแนน 114,520 คะแนน
พท. ชนะ 200 เขต 30.13 คะแนน 100,433 คะแนน
พท. ชนะ 150 เขต 31.63 คะแนน 90,371 คะแนน

ที่มา : บีบีซีไทยคำนวณบนสมมติฐานมีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 80% หรือคิดเป็น 41.13 ล้านคน ทั้งนี้เขตที่ พท. ชนะเลือกตั้ง คำนวณบนฐานคะแนน 50,000 คะแนน/เขต ส่วนเขตที่แพ้คำนวณบนฐานเสียงที่ 20,000 คะแนน/เขต

คณิตศาสตร์การเมืองที่คำนวณได้ในเบื้องต้น แสดงให้เห็นว่าการหาชัยชนะในเขตเลือกตั้งของผู้สมัคร ส.ส. เขต ต้องการคะแนนเสียงน้อยกว่าการ "บุกไปแพ้" แล้วเก็บคะแนนให้ต้นสังกัดนำไปนับรวมเป็นคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ "ถึงเกือบครึ่ง"

จึงไม่แปลกหากหลายพรรคการเมืองจะเร่งเครื่องอย่างหนักเพื่อพาผู้สมัคร ส.ส. เขต เข้าสภาฯ ให้ได้มากที่สุด

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม