ถ้ำหลวง : เจสัน มัลลินสัน นักดำน้ำผู้ช่วยเหลือสมาชิกหมูป่า 4 คนด้วยตัวเอง ย้อนมองปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งประวัติศาสตร์

  • 16 มีนาคม 2019
เจสัน มัลลินสัน Image copyright BBC Thai

"สัปดาห์ที่แล้วเพิ่งไปมา แล้วก็ก่อนหน้านั้น แล้วก็สัปดาห์ก่อนหน้านั้นอีก" เจสัน มัลลินสัน กล่าว เมื่อถามว่า ปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตนักฟุตบอลและโค้ชทีมหมูป่าออกจากถ้ำหลวง - ขุนน้ำนางนอน อันแสนยากเย็น ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อความหลงใหลในการดำน้ำสำรวจถ้ำของเขาหรือเปล่า

ชายวัย 50 ปีผู้นี้คือ 1 ในนักดำน้ำช่วยเหลือหลัก 4 คน ที่ช่วยสมาชิกทีมหมูป่าทั้ง 13 คน ออกมาได้สำเร็จ

ที่หลายคนคิดว่า ริก สแตนตัน และจอห์น โวลันเธน ซึ่งเป็นชาวอังกฤษสองคนแรกที่เข้าไปพบทีมหมูป่า พูดน้อยและไม่อยากได้รับความสนใจจากสื่อมากแล้ว ดูเหมือนมัลลินสันจะยิ่งกว่านั้น

Image copyright Steve Parsons/PA Wire
คำบรรยายภาพ (จากซ้าย) นายโจชัว แบรชลีย์,นายเจสัน มัลลินสัน และนายคริสโตเฟอร์ จีเวลล์ คือผู้ได้รับการเชิดชูเกียรติจากบทบาทในภารกิจกู้ภัยครั้งนี้

"เราไม่ได้ทำไปเพื่อต้องการความชื่นชม เราทำไปเพราะเรามีทักษะซึ่งเราใช้อยู่ตลอด และก็ยินดีที่จะใช้ทักษะนั้น" มัลลินสัน กล่าวกับบีบีซีไทยก่อนขึ้นเวทีพูดคุย "An evening with Pride of Britain winner, Thai cave rescue diver and alumnus Jason Mallinson" ซึ่งจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยพอร์ทสมัธ ซึ่งมัลลินสันเป็นศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยมีผู้เข้าร่วมฟังมากกว่า 500 คนที่โรงละคร Kings Theatre ในเมืองพอร์ทสมัธ เมื่อวันพุธ (13 มี.ค.) ที่ผ่านมา

กว่าครึ่งปีหลังเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ผ่านไป มัลลิสันบอกว่า เขาพยายามไม่ย้อนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นมากนัก เนื่องจากเขามีงานและชีวิตประจำวันที่ต้องดำเนินต่อไป ผลกระทบอย่างหนึ่งที่มัลลิสันต้องเผชิญคือชีวิตที่วุ่นวายขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากวันนี้ที่มีสื่อหลายสำนักต่อคิวสัมภาษณ์เขาตั้งแต่เช้า

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เรื่องราวประสบการณ์ในถ้ำตลอด 18 วัน กำลังจะถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์ฮอลลีวูด

มัลลิสันเป็นคนที่อาสาดำน้ำช่วยสมาชิกหมูป่าคนแรกออกมาได้สำเร็จ และโดยรวมแล้วเป็นผู้ช่วยเหลือสมาชิกทีมหมูป่าออกมาทั้งหมด 4 คนด้วยตัวเอง ร่วมกับนักประดาน้ำช่วยเหลือหลักอีก 3 คน ได้แก่ ริก สแตนตัน, จอห์น โวลันเธน และ คริสโตเฟอร์ จีเวลล์ พร้อมด้วย ริชาร์ด แฮร์ริส ซึ่งเป็นวิสัญญีแพทย์ชาวออสเตรเลีย

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา มัลลิสันเพิ่งได้รับเหรียญ Queen's Gallantry Medal สำหรับการกระทำอันกล้าหาญที่น่ายกย่องเอาเป็นแบบอย่างจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองแห่งสหราชอาณาจักร

เมื่อถามว่า หากพรุ่งนี้เกิดมีเด็กไทยติดถ้ำที่ไหนอีกสักแห่ง เขาตอบทันทีว่า "พาผมไปขึ้นเครื่องบินเลย ผมจะกลับไปอีก ไม่มีปัญหา"

อะไรกันที่ทำให้คุณตอบตกลงพร้อมเสี่ยงชีวิตอีกครั้งโดยไม่หยุดคิดเลยสักนิด? มัลลินสันบอกว่า "เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกเราทำ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเราทำแบบนี้"

ย้อนไปในปี 2004 มัลลินสันพร้อมด้วยจอห์น โวลันเธน เป็นหนึ่งในทีมที่สามารถช่วยเหลือนักดำน้ำจากสหราชอาณาจักร 6 คนที่ติดอยู่ในถ้ำเคว็ตซาลาน ในเม็กซิโก ออกมาได้สำเร็จ

เมื่อปี 2010 มัลลินสัน และจอห์น โวลันเธน, ริก สแตนตัน และนักสำรวจชาวเนเธอแลนด์อีกคนหนึ่ง สร้างสถิติโลกด้วยการดำน้ำไปตามอุโมงค์หินที่เต็มไปด้วยน้ำระยะทางกว่า 5 ไมล์ หรือประมาณกว่า 8 กิโลเมตร ภายในถ้ำโปโซอาซูล เมืองโกเวเนรา ประเทศสเปน

Image copyright BBC Thai

ในขณะที่การได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อนคือสิ่งที่ผลักดันให้เขาสำรวจถ้ำ ส่วนแรงผลักดันเมื่อปีที่แล้วก็คือ 13 ชีวิตที่รอคอยเขาอยู่

จากปฏิบัติการช่วยเหลือปาฏิหารย์ สู่ ภาพยนตร์และสารคดี

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไทยเปิดเผยว่า บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์อเมริกัน SK GLOBAL ENTERTAINMENT ได้สิทธิ์ทำสัญญาผูกมัดถือกรรมสิทธิ์ตลอดชีวิตสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับทีมหมูป่าอะคาเดมี ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นสัมภาษณ์เด็กได้โดยตรงโดยไม่ผ่านบริษัท ส่วนเด็ก ๆ มีรายได้ราว 3 ล้านบาทต่อคน

เมื่อถามว่าเขากังวลหรือไม่ว่าชีวิตเด็ก ๆ สมาชิกทีมหมูป่าจะถูกทำให้กลายเป็น "ผลิตภัณฑ์" มัลลิสันบอกว่า เขาไม่กังวลเลยสักนิด และคิดว่าภาพยนตร์ที่จะผลิตออกมาน่าจะน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนฝ่ายของเขาและนักดำน้ำคนอื่น ๆ จะมีการทำสารคดีเรื่องปฏิบัติการช่วยเหลือจากมุมมองของอังกฤษ โดยเขาบอกว่า คาดว่าจะเปิดตัวในปีหน้า

การบรรยายของมัลลินสันเมื่อวันพุธที่ผ่านมาเปรียบเสมือนการเรียกน้ำย่อยของสารคดีที่จะตามมา เขาไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมด ขั้นตอนการวางแผนช่วยเหลือจากมุมมองของทีมนักดำน้ำอังกฤษ มัลลิสันเล่าว่า ในตอนแรก ทางการไทยต้องการแผนการช่วยเหลือที่ไร้ความเสี่ยง โดยมีแผนที่จะวางท่อต่อกันไปจนถึงจุดที่ทีมหมูป่าติดอยู่ แต่ทั้งฝ่ายนักดำน้ำอังกฤษ และกองทัพสหรัฐฯ ต่างก็ไม่เห็นด้วย

นอกจากเรื่องการวางแผน มัลลินสันบอกว่า กองทัพสหรัฐฯ หน่วยพิเศษมีส่วนสำคัญมากในการเจรจากับรัฐบาลไทยจนเชื่อมั่นในแผนของนักดำน้ำอังกฤษ มัลลินสันบอกว่า การเสียชีวิตของ "จ่าแซม" หรือ จ.อ. สมาน กุนัน อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (ซีล) "เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทุกคนตระหนักว่า [ปฏิบัติการนี้] เสี่ยงแค่ไหน และไทยไม่มีบุคลากรและทักษะที่จะทำสิ่งนี้"

มัลลินสันเปิดเผยว่า ระหว่างการนำเด็กแต่ละคนออกไป เขาต้องเรียนรู้วิธีการฉีดยาสลบเคตามีนเองจาก ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์ เนื่องจากการฉีดแต่ละครั้งจะทำให้เด็กสลบไปเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เขาเล่าว่า หากเด็กกลับมาเริ่มรู้สึกตัวระหว่างดำน้ำ ความตื่นตระหนกจะทำให้ทั้งเด็กและตัวนักดำน้ำผู้ช่วยเหลือเองเสียชีวิตได้

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ถ้ำหลวง: นายโวลันเธน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีว่า 'กลิ่น' นำไปสู่การพบตัวเด็ก

ครั้งหนึ่ง ระหว่างลุยน้ำที่สูงระดับอกออกไป เด็กคนหนึ่งที่เขากำลังพยุงตัวอยู่เริ่มรู้สึกตัว และทำให้เขาต้องรีบฉีดยาสลบเพิ่ม

"ตอนนั้นผมอยู่คนเดียว ไม่อยากจะดำน้ำรอบต่อไปขณะเด็กกำลังจะกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง แต่ก็หาที่แห้ง ๆ เพื่อฉีดยาไม่ได้ ...เพราะฉะนั้นผมจึงต้องใช้เข่ายันตัวเด็กไว้กับกำแพง เปิดกระเป๋ายาและกระบอกฉีดยาก็ลอยน้ำไปรอบ ๆ" มัลลินสันกล่าว

เขาเล่าต่ออย่างติดตลกว่า มือสั่นไปหมด และจิ้มเข็มเข้าที่นิ้วตัวเอง แต่โชคดีที่เข็มยังไม่ได้ติดเข้ากับกระบอกฉีดยา ไม่เช่นนั้นคุณก็อาจจะได้เห็น "ร่างไร้ชีวิต 2 ร่างลอยน้ำไป"

ในช่วงท้ายของการสนทนาพูดคุยบนเวที มัลลินสันบอกว่า "ไม่มีช่วงไหนเลยที่ผมคิดว่าจะทำไม่ได้ ผมแค่คิดว่าผมต้องพาเด็ก ๆ ออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"

เมื่อถามว่า หากมีเด็ก ๆ ที่เฝ้าดูปฏิบัติการของเขาและทีมอยู่ และฝันอยากจะโตขึ้นเป็นนักสำรวจบ้าง ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม เขาจะแนะนำว่าอย่างไร

มัลลิสันบอกว่า "แค่พยายามเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ไปอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ อย่าเสี่ยงมากในช่วงเริ่มต้น และเวลาจะช่วยให้คุณมีประสบการณ์มากขึ้น"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม