เลือกตั้ง 2562 : อนาคต อภิสิทธิ์ ในวันที่ประชาธิปัตย์ตกที่นั่ง “พรรคต่ำร้อย”

  • 24 มีนาคม 2019
มาร์ค Image copyright AFP/Getty Images

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ภายหลังผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อย่างไม่เป็นทางการที่ร้อยละ 90 ชี้ว่า ปชป. ต้องตกที่นั่ง "พรรคต่ำร้อย" ค่อนข้างแน่ชัดแล้ว

เวลา 21.48 น. อภิสิทธิ์ เปิดแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรค ระบุว่า แม้ผลการนับคะแนนยังไม่ยุติ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ว่าอันดับที่ หรือจำนวนที่นั่ง

"ผมก็ต้องขอโทษผู้สนับสนุน ปชป. ทุกคนที่ไม่สามารถผลักดันแนวคิดของเราให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้" อภิสิทธิ์ กล่าวด้วยสีหน้าเศร้า ท่ามกลางเสียงปรบมือจากสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคที่ดังขึ้นเพื่อให้กำลังใจเขา

เขากล่าวต่อว่า ต้องขออภัยเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์หลายคนซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งใจมุ่งมั่นจะเป็นนักการเมืองคุณภาพ ทั้งที่เป็นอดีต ส.ส. และคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจมาสืบสานอุดมการณ์ของพรรค

"จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าองค์กร ดังนั้นผมขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป" และ "หนึ่งในเรื่องที่ต้องสร้างให้ได้คือสัจจะของนักการเมือง"

การเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ อภิสิทธิ์ นำ ปชป. เข้าสู่สนามเลือกตั้ง ท่ามกลางเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดของนักการเมืองผู้เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 รายนี้ เพราะเขาเคยประกาศไว้หลายครั้งว่าพร้อมแสดงความรับผิดชอบหากทำให้พรรคถดถอย-กลายเป็น "พรรคต่ำร้อย"

"ถ้ามันต่ำร้อย ผมก็บอกว่าผมไม่ควรจะเป็นหัวหน้าองค์กรต่อ ก็ตอบกันง่าย ๆ อย่างนี้" อภิสิทธิ์ กล่าวกับบีบีซีไทยเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนวันเลือกตั้งจากสำนักโพล 2 สำนัก ก็ระบุตรงกันว่า ปชป. กลายเป็น "พรรคต่ำร้อย" โดยซูเปอร์โพลให้ ปชป. ได้ ส.ส. 77 ที่นั่ง ส่วนดุสิตโพลให้ 88 ที่นั่ง ซึ่งผิดจากความคาดหวังของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง แกนนำ ปชป. เคยกล่าวยอมรับกับบีบีซีไทยว่าพวกเขาต้องรับศึกหนักอย่างรอบด้านในการเลือกตั้งหนนี้ แต่ยังมั่นใจว่าจะได้ที่นั่งตามเป้าหมายที่พรรคกำหนด ทว่าตัวเลขที่ปลอดภัยสำหรับผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่ออยู่ที่ลำดับ 20 ต้น ๆ

ขณะที่โพลภายในของพรรคคู่แข่งอย่างน้อย 2 พรรค ชี้ว่า ปชป. มีโอกาสสูงที่จะตกที่นั่ง "พรรคต่ำร้อย" โดยได้ ส.ส. ราว 95 ที่นั่ง บวกลบ 10

เวลา 22.38 ไทยรัฐทีวีรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยอ้างข้อมูลที่ได้รับจากสำนักงาน กกต. ในการนับคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พบยอดว่าที่ ส.ส. ของแต่ละพรรค ดังนี้

  • พรรคเพื่อไทย 148 ที่นั่ง
  • พรรคพลังประชารัฐ 139 ที่นั่ง
  • พรรคอนาคตใหม่ 83 ที่นั่ง
  • พรรคภูมิใจไทย 53 ที่นั่ง
  • พรรคประชาธิปัตย์ 37 ที่นั่ง
  • พรรคชาติไทยพัฒนา 9 ที่นั่ง

ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์ ปชป. ในรอบ 2 ทศวรรษ จะพบว่ามีเพียง บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 6 ที่นำ ปชป. เข้าสู่การเลือกตั้งปี 2548 แล้วหิ้ว ส.ส. เข้าสภาฯ ได้เพียง 96 คน

Image copyright YE AUNG THU/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ บรรยากาศการนับคะแนนหลังปิดหีบเลือกตั้ง

แรงกดดันตลอด 52 วัน

ตลอดระยะเวลาหาเสียง 52 วัน อภิสิทธิ์ ต้องเผชิญแรงกดดันจากรอบด้าน ทั้งในช่วงต้นฤดูหาเสียงเลือกตั้งที่ ปชป. ถูก "ดูด ส.ส." 15 ชีวิตออกไปจากอ้อมอก ก่อนย้ายเข้าสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

ในช่วงโค้งกลาง ๆ ชื่อ อภิสิทธิ์ และ ปชป. ถูกพรรคคู่แข่งขันเบียดขับ จนคล้ายหล่นหายไปจากพื้นที่สื่อในบางขณะ

พอเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ชื่อของเขากลับเข้าสู่สารบบการเมืองอย่างชัดแจ้ง เมื่อชิงประกาศ "ไม่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ" เป็นผลให้เขาถูก "อดีตคนเคยรัก" อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้ง รปช. ในฐานะอดีตเลขาธิการ ปชป. และผู้จัดการรัฐบาลที่ อภิสิทธิ์ ถึงฝั่งฝันบนเก้าอี้นายกฯ คนที่ 27 ออกมาวิจารณ์เขากลับอย่างเสีย ๆ หาย ๆ และตั้งคำถามว่า "ตกลงอภิสิทธิ์ยืนข้างเดียวกับทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) เต็มตัวแล้วใช่ไหม นี่แสดงว่าถ้าฝ่ายทักษิณเทคะแนนให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เอาทันทีใช่ไหม" พร้อมเบื้องหลังเหตุการณ์ "พลิกขั้วการเมือง" เมื่อปี 2551

ขณะเดียวกัน พรรคคู่แข่ง-คู่แค้นตลอดกาลอย่างพรรคเพื่อไทยได้ตั้งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจากปากหัวหน้า ปชป. ว่า "ไม่เอา พล.อ. ประยุทธ์ แต่เอา พปชร. ใช่หรือไม่"

มือมืดขุด "วีรกรรมในอดีต" มาหลอกหลอน

อภิสิทธิ์ ในวัย 55 ปี ขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้า ปชป. คนที่ 7 ตั้งแต่ปี 2548 ทำให้เขากลายเป็นผู้นำพรรคที่ครองอำนาจยาวนานเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์พรรค รวมเวลาเกือบ 14 ปี

ก่อนเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ เพิ่งกำชัยชนะในศึกหยั่งเสียงขั้นต้น (ไพรมารี) เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค เมื่อ พ.ย. 2561 ด้วยคะแนนทิ้งห่างจากที่ 2 นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม แคนดิเดต ด้วยคะแนน "ไม่ถึงหมื่น"

ในระหว่างการขับเคี่ยวครั้งนั้น มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าหากพรรค 7 ทศวรรษไม่ทิ้ง อภิสิทธิ์ อาจหมดสิทธิได้ร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งเจ้าตัวได้ยอมรับกับบีบีซีไทย ณ เวลานั้น ว่าได้ยินข่าวนี้ แต่ "ถ้าไปพะวงกับเสียงร่ำลือว่าอยากจะเป็นรัฐบาลต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ผมว่าเราก็จะไม่ได้ทำหน้าที่ของเราในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นหลักของประเทศ"

มาถึงการเลือกตั้งหนนี้ "วีรกรรมในอดีต" ได้ย้อนกลับมาหลอกหลอน อภิสิทธิ์ อีกครั้ง เมื่อมี "มืดมืด" ปล่อยข่าวบางประการที่ยากแก่การตรวจสอบข้อเท็จจริง และอ้างถึง "ปัจจัยพิเศษ" ที่จะกลายจุดชี้ขาดอนาคตทางการเมืองของเขา

อนาคต อภิสิทธิ์

นอกจากคำประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค หาก ปชป. ตกที่นั่ง "พรรคต่ำร้อย" อภิสิทธิ์ ยังขอหยุดสถิติการเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ไว้ที่ 3 สมัย และไม่หวนกลับไปทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เป็นครั้งที่ 4

ขณะที่แนวคิด "3 ก๊กการเมือง" ที่ อภิสิทธิ์ นำเสนอไว้เป็นคนแรก ๆ โดยมีก๊กเพื่อไทย, ก๊กพลังประชารัฐ และก๊กประชาธิปัตย์ที่ขอเป็น "ทางเลือกใหม่" ให้แก่ประชาชน ทว่าหากผลคะแนนจริงออกมาว่า ปชป. กลายเป็น "พรรคต่ำร้อย" และมีที่นั่งใกล้เคียงกับ พปชร. โอกาสในการช่วงชิงการนำเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคอันดับ 1 ก็ไม่ง่ายนัก

ในทางตรงกันข้าม พปชร. มีแนวโน้มจะสอดตัวเข้ามา และดึง ปชป. และพรรคขนาดกลางและเล็กเกือบทั้งหมด (ยกเว้นพรรคที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย) ไปร่วมเพื่อรวมเสียงให้ได้เกิน 251 เสียง แล้วชู พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย

หากความเคลื่อนไหวนี้เป็นจริง ย่อมหมายถึง ปชป. ต้องทิ้ง อภิสิทธิ์ เพื่อไปร่วมรัฐบาล

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม