เลือกตั้ง 2562 : อนาคต อภิสิทธิ์ ในวันที่ประชาธิปัตย์ตกที่นั่ง “พรรคต่ำร้อย”

  • หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ภายหลังผลการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อย่างไม่เป็นทางการที่ร้อยละ 90 ชี้ว่า ปชป. ต้องตกที่นั่ง "พรรคต่ำร้อย" ค่อนข้างแน่ชัดแล้ว

เวลา 21.48 น. อภิสิทธิ์ เปิดแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรค ระบุว่า แม้ผลการนับคะแนนยังไม่ยุติ แต่ก็เป็นที่แน่ชัดว่าผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ว่าอันดับที่ หรือจำนวนที่นั่ง

"ผมก็ต้องขอโทษผู้สนับสนุน ปชป. ทุกคนที่ไม่สามารถผลักดันแนวคิดของเราให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้" อภิสิทธิ์ กล่าวด้วยสีหน้าเศร้า ท่ามกลางเสียงปรบมือจากสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคที่ดังขึ้นเพื่อให้กำลังใจเขา

เขากล่าวต่อว่า ต้องขออภัยเพื่อน ๆ ร่วมอุดมการณ์หลายคนซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งใจมุ่งมั่นจะเป็นนักการเมืองคุณภาพ ทั้งที่เป็นอดีต ส.ส. และคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจมาสืบสานอุดมการณ์ของพรรค

"จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมต้องแสดงความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าองค์กร ดังนั้นผมขอลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป" และ "หนึ่งในเรื่องที่ต้องสร้างให้ได้คือสัจจะของนักการเมือง"

การเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ อภิสิทธิ์ นำ ปชป. เข้าสู่สนามเลือกตั้ง ท่ามกลางเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดของนักการเมืองผู้เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 รายนี้ เพราะเขาเคยประกาศไว้หลายครั้งว่าพร้อมแสดงความรับผิดชอบหากทำให้พรรคถดถอย-กลายเป็น "พรรคต่ำร้อย"

"ถ้ามันต่ำร้อย ผมก็บอกว่าผมไม่ควรจะเป็นหัวหน้าองค์กรต่อ ก็ตอบกันง่าย ๆ อย่างนี้" อภิสิทธิ์ กล่าวกับบีบีซีไทยเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนวันเลือกตั้งจากสำนักโพล 2 สำนัก ก็ระบุตรงกันว่า ปชป. กลายเป็น "พรรคต่ำร้อย" โดยซูเปอร์โพลให้ ปชป. ได้ ส.ส. 77 ที่นั่ง ส่วนดุสิตโพลให้ 88 ที่นั่ง ซึ่งผิดจากความคาดหวังของพรรคการเมืองเก่าแก่แห่งนี้

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง แกนนำ ปชป. เคยกล่าวยอมรับกับบีบีซีไทยว่าพวกเขาต้องรับศึกหนักอย่างรอบด้านในการเลือกตั้งหนนี้ แต่ยังมั่นใจว่าจะได้ที่นั่งตามเป้าหมายที่พรรคกำหนด ทว่าตัวเลขที่ปลอดภัยสำหรับผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่ออยู่ที่ลำดับ 20 ต้น ๆ

ขณะที่โพลภายในของพรรคคู่แข่งอย่างน้อย 2 พรรค ชี้ว่า ปชป. มีโอกาสสูงที่จะตกที่นั่ง "พรรคต่ำร้อย" โดยได้ ส.ส. ราว 95 ที่นั่ง บวกลบ 10

เวลา 22.38 ไทยรัฐทีวีรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ โดยอ้างข้อมูลที่ได้รับจากสำนักงาน กกต. ในการนับคะแนนการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พบยอดว่าที่ ส.ส. ของแต่ละพรรค ดังนี้

  • พรรคเพื่อไทย 148 ที่นั่ง
  • พรรคพลังประชารัฐ 139 ที่นั่ง
  • พรรคอนาคตใหม่ 83 ที่นั่ง
  • พรรคภูมิใจไทย 53 ที่นั่ง
  • พรรคประชาธิปัตย์ 37 ที่นั่ง
  • พรรคชาติไทยพัฒนา 9 ที่นั่ง

ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์ ปชป. ในรอบ 2 ทศวรรษ จะพบว่ามีเพียง บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 6 ที่นำ ปชป. เข้าสู่การเลือกตั้งปี 2548 แล้วหิ้ว ส.ส. เข้าสภาฯ ได้เพียง 96 คน

คำบรรยายภาพ,

บรรยากาศการนับคะแนนหลังปิดหีบเลือกตั้ง

แรงกดดันตลอด 52 วัน

ตลอดระยะเวลาหาเสียง 52 วัน อภิสิทธิ์ ต้องเผชิญแรงกดดันจากรอบด้าน ทั้งในช่วงต้นฤดูหาเสียงเลือกตั้งที่ ปชป. ถูก "ดูด ส.ส." 15 ชีวิตออกไปจากอ้อมอก ก่อนย้ายเข้าสังกัดพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

ในช่วงโค้งกลาง ๆ ชื่อ อภิสิทธิ์ และ ปชป. ถูกพรรคคู่แข่งขันเบียดขับ จนคล้ายหล่นหายไปจากพื้นที่สื่อในบางขณะ

พอเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ชื่อของเขากลับเข้าสู่สารบบการเมืองอย่างชัดแจ้ง เมื่อชิงประกาศ "ไม่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ" เป็นผลให้เขาถูก "อดีตคนเคยรัก" อย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้ง รปช. ในฐานะอดีตเลขาธิการ ปชป. และผู้จัดการรัฐบาลที่ อภิสิทธิ์ ถึงฝั่งฝันบนเก้าอี้นายกฯ คนที่ 27 ออกมาวิจารณ์เขากลับอย่างเสีย ๆ หาย ๆ และตั้งคำถามว่า "ตกลงอภิสิทธิ์ยืนข้างเดียวกับทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) เต็มตัวแล้วใช่ไหม นี่แสดงว่าถ้าฝ่ายทักษิณเทคะแนนให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เอาทันทีใช่ไหม" พร้อมเบื้องหลังเหตุการณ์ "พลิกขั้วการเมือง" เมื่อปี 2551

ขณะเดียวกัน พรรคคู่แข่ง-คู่แค้นตลอดกาลอย่างพรรคเพื่อไทยได้ตั้งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจากปากหัวหน้า ปชป. ว่า "ไม่เอา พล.อ. ประยุทธ์ แต่เอา พปชร. ใช่หรือไม่"

มือมืดขุด "วีรกรรมในอดีต" มาหลอกหลอน

อภิสิทธิ์ ในวัย 55 ปี ขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้า ปชป. คนที่ 7 ตั้งแต่ปี 2548 ทำให้เขากลายเป็นผู้นำพรรคที่ครองอำนาจยาวนานเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์พรรค รวมเวลาเกือบ 14 ปี

ก่อนเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ เพิ่งกำชัยชนะในศึกหยั่งเสียงขั้นต้น (ไพรมารี) เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค เมื่อ พ.ย. 2561 ด้วยคะแนนทิ้งห่างจากที่ 2 นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม แคนดิเดต ด้วยคะแนน "ไม่ถึงหมื่น"

ในระหว่างการขับเคี่ยวครั้งนั้น มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าหากพรรค 7 ทศวรรษไม่ทิ้ง อภิสิทธิ์ อาจหมดสิทธิได้ร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งเจ้าตัวได้ยอมรับกับบีบีซีไทย ณ เวลานั้น ว่าได้ยินข่าวนี้ แต่ "ถ้าไปพะวงกับเสียงร่ำลือว่าอยากจะเป็นรัฐบาลต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ผมว่าเราก็จะไม่ได้ทำหน้าที่ของเราในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นหลักของประเทศ"

มาถึงการเลือกตั้งหนนี้ "วีรกรรมในอดีต" ได้ย้อนกลับมาหลอกหลอน อภิสิทธิ์ อีกครั้ง เมื่อมี "มืดมืด" ปล่อยข่าวบางประการที่ยากแก่การตรวจสอบข้อเท็จจริง และอ้างถึง "ปัจจัยพิเศษ" ที่จะกลายจุดชี้ขาดอนาคตทางการเมืองของเขา

อนาคต อภิสิทธิ์

นอกจากคำประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค หาก ปชป. ตกที่นั่ง "พรรคต่ำร้อย" อภิสิทธิ์ ยังขอหยุดสถิติการเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ไว้ที่ 3 สมัย และไม่หวนกลับไปทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เป็นครั้งที่ 4

ขณะที่แนวคิด "3 ก๊กการเมือง" ที่ อภิสิทธิ์ นำเสนอไว้เป็นคนแรก ๆ โดยมีก๊กเพื่อไทย, ก๊กพลังประชารัฐ และก๊กประชาธิปัตย์ที่ขอเป็น "ทางเลือกใหม่" ให้แก่ประชาชน ทว่าหากผลคะแนนจริงออกมาว่า ปชป. กลายเป็น "พรรคต่ำร้อย" และมีที่นั่งใกล้เคียงกับ พปชร. โอกาสในการช่วงชิงการนำเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคอันดับ 1 ก็ไม่ง่ายนัก

ในทางตรงกันข้าม พปชร. มีแนวโน้มจะสอดตัวเข้ามา และดึง ปชป. และพรรคขนาดกลางและเล็กเกือบทั้งหมด (ยกเว้นพรรคที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย) ไปร่วมเพื่อรวมเสียงให้ได้เกิน 251 เสียง แล้วชู พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย

หากความเคลื่อนไหวนี้เป็นจริง ย่อมหมายถึง ปชป. ต้องทิ้ง อภิสิทธิ์ เพื่อไปร่วมรัฐบาล