ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : รับหมายเรียกข้อหายุยงปลุกปั่น ให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา จากเหตุเมื่อ 4 ปีก่อน

  • 3 เมษายน 2019
ธนธ. Image copyright Thai News Pix

ฝ่ายกฎหมาย คสช. แจ้งความดำเนินคดีกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ฐานยุยงปลุกปั่นฯ และให้ที่พักพิงผู้ต้องหารายอื่น

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นำหมายเรียกให้เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาคดี "ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือด้วยวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดืองในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้น หรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม" ขึ้นเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

เขายืนยันว่า จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาล (สน.) ปทุมวัน ตามหมายเรียก วันที่ 6 เม.ย. เวลา 10.00 น. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

สำหรับคำบรรยายข้อกล่าวหานายธนาธร สะท้อนว่าตำรวจได้ตั้งข้อหาเขาอย่างน้อย 2 ฐานความผิดคือ 1. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2) (3) ยุยงปลุกปั่นฯ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และ 2. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 189 ให้ที่พักพิงผู้ต้องหา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หมายเรียกเข้ารับทราบข้อกล่าวหานี้ถูกส่งมาที่บ้านพักของหัวหน้า อนค. ภายหลังเขาเพิ่งกลับจากการเดินสายขอบคุณประชาชน 2 วัน 5 จังหวัด ซึ่งนายธนาธรตั้งข้อสงสัยว่า "ไปก่อความกระด้างกระเดื่องหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศตอนไหน" และ "เป็นที่แน่ชัดว่าเกมการเมืองเก่าไม่ใช่แค่ไม่ยอมยุติลงหลังเลือกตั้ง แต่กลับยิ่งเข้มข้นขึ้น เพราะพวกเขากำลังกลัวอนาคตใหม่ กลัวชัยชนะที่เกินความคาดหมายของหลาย ๆ คน กลัวความจริงที่ว่าการเมืองที่ชูนโยบาย อุดมการณ์ สร้างความเชื่อมั่นศรัทธาได้ สร้างแรงสนับสนุนจากประชาชนได้โดยไม่ต้องใช้เงินหรืออิทธิพล กลัวความจริงที่ว่ามีคนเกือบ 6 ล้าน 3 แสนคนที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ด้วยใจบริสุทธิ์"

นายธนาธรยังแสดงความเชื่อมั่นว่ามีประชาชนหลายล้านคนที่รักความเป็นธรรมจะยืนเคียงข้างเขา และพร้อมแสดงออกว่า "พวกเขาไม่ยอมทนกับอำนาจมืดที่จ้องทำลายอนาคตใหม่"

ในเอกสารหมายเรียกเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ระบุว่า พ.อ. บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการ ประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนปฎิบัติการคณะทำงานด้านกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. ) เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนายธนาธร

บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยัง พ.ต.อ. เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รองผู้กำกับ (รอง ผกก.) สอบสวน สน.ปทุมวัน ในฐานะพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เพื่อสอบถามว่าการออกหมายเรียกนายธนาธร เกิดจากความผิดในกรรมใด และมีพฤติกรรมช่วยผู้ต้องหารายใดไม่ให้รับโทษ แต่เขาอ้างว่า "ติดประชุม และไม่ขอให้ความเห็นใด ๆ ขอให้สอบถามจาก ผกก. เอาเอง"

แจงที่มาออกหมายเรียกเป็นคดีเก่าปี 2558พา โรม หลบหนี

ขณะที่ พ.อ. บุรินทร์ เปิดเผยที่มาของคดีนี้ว่า มาจากกรณีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุม นำโดยนายรังสิมันต์ โรม กับพวกราว 20 คน ไปทำกิจกรรมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หลังจากมารวมตัวชุมนุมปิดล้อม สน.ปทุมวัน หลังจากนั้นทางตำรวจและทหารต่างออกติดตาม แต่ปรากฏว่านายรังสิมันต์ได้วิ่งหลบหนีและมีรถตู้มารับไป ต่อมาตรวจสอบพบว่ารถคันดังกล่าวเป็นของนายธนาธร อีกทั้งในวันเกิดเหตุ นายธนาธรได้ไปสังเกตการณ์อยู่ภายนอก และมีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย จึงเป็นที่มาของการออกหมายเรียกในครั้งนี้

สอดคล้องกับ พล.ต.อ .ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ที่ออกมาขยายความว่า รถตู้ที่ใช้พากลุ่มผู้ต้องหาหลบหนี มีชื่อ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธรเป็นเจ้าของ โดยก่อนหน้านี้ก็ได้ออกหมายเรียกนางสมพรมาให้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2558 แล้ว ตอนนั้นนางสมพรยังส่งทนายมาให้ข้อมูล 1 ครั้ง หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้เรียกอีก ดังนั้นการออกหมายเรียกครั้งนี้นายธนาธรไม่น่าต้องตกใจ หรือแปลกใจเพราะทราบอยู่แล้วว่าตัวเองถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากนี้เมื่อออกหมายเรียกนายธนาธรแล้ว ก็จะต้องออกหมายเรียกมารดามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกครั้งด้วย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวน

ส่วนสาเหตุที่มาดำเนินการตอนนี้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตัวคณะพนักงานสอบสวน และเปลี่ยน ผกก.สน.ปทุมวัน ตามการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจประจำปี พร้อมยืนยันไม่มีเรื่องอะไรแอบแฝงเลย เพราะผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งไปแล้ว และคงไม่ตัดสินคดีก่อนวันที่ 9 พ.ค. นี้ แน่นอน

"ไม่ได้มีใบสั่งจากใคร ไม่ได้เป็นลูกกระเป๋งใคร ตำรวจทำงานตรงไปตรงมา ตามกบิลบ้านกบิลเมือง ฝากเตือน อย่าเอาหมายเรียกมาเป็นเครื่องมือในการใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง หากใครทำตำรวจเสียหาย วิจารณ์โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงไปกล่าวหาให้เสียหายก็ดำเนินคดีได้" รอง ผบ.ตร. กล่าว

การแจ้งข้อหาคดี มาตรา 116 และมาตรา 189 แก่นายธนาธรในครั้งนี้ ทำให้เขาตกเป็นผู้ต้องหา "คดีอาญา" เป็นคดีที่ 2 ในชีวิต หลังก่อนหน้านี้หัวหน้า อนค. กับพวกรวม 3 คน ตกเป็นผู้ต้องหาคดีกระทำผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2) จากกรณีวิจารณ์ "พลังดูดของ คสช." ผ่านการจัดเฟซบุ๊กไลฟ์เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2561 โดยฝ่ายกฎหมาย คสช. เห็นว่าเป็นการ "พาดพิงและกล่าวหา คสช." และ "โจมตีกระบวนการยุติธรรม" โดยต้องระวางโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สถานะของคดีคือรออัยการสั่งคดี

Image copyright Thai News Pix

ปิยบุตร ก็ได้หมายเรียกปมแถลงข่าวยุบ ทษช.

ไม่เฉพาะหัวหน้าพรรค แต่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. ก็ได้รับ "หมายเรียกพยาน" กรณีแถลงการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ต่อกรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ซึ่งเขาเป็นผู้อ่านในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2562 โดยให้ไปพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) วันที่ 3 เม.ย. เวลา 13.00 น.

"ผมเพิ่งได้รับหมายเรียกพยานก่อนเที่ยงวันนี้ (3 เม.ย.) เอง ให้ผมไปพบพนักงานสอบสวนตอนบ่ายโมงวันนี้ แต่ในหมายเรียกเขียนว่าออกหมายวันที่ 27 มี.ค. ผมจึงต้องมอบหมายให้ทนายความไปแจ้งพนักงานสอบสวนขอเลื่อนนัดไปก่อน" นายปิยบุตรระบุในเฟซบุ๊ก

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ กลุ่มคนไทยหัวใจเกินร้อยราว 30 คน เดินทางไปยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ และขอให้พิจารณาตรวจสอบการกระทำของ นายปิยบุตร ว่า เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ต่อพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล(บิ๊กโจ๊ก) รอง ผอ.ศปอส.ตร. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 4 เม.ย. 2562
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ บรรดากลุ่มคนไทยหัวใจเกินร้อย

เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา อนค. พยายามเรียกร้องให้ กกต. เปิดคะแนนเสียงเลือกตั้งรายหน่วย แต่ทำไปทำมา ช่วงนี้เรากลับได้ของสะสมที่ระลึกเป็น "หมายเรียก" แทน

เกี่ยวกับกรณีนายปิยบุตร มีคำชี้แจงจาก พ.อ. บุรินทร์ เช่นกันว่า เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเท่าที่ทราบนายปิยบุตรได้ส่งหลักฐานชี้แจงต่อพนักงานสอบสวน บก.ปอท. แล้ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม