ผลการเลือกตั้ง 2562 : เช็คเสียง 2 ขั้วการเมืองในสารพัดสูตร “คณิตศาสตร์การเมืองไทย”

  • 3 เมษายน 2019
พปชร. Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนเสียงมหาชนสูงสุดที่ 8.4 ล้านเสียง

ผ่านมา 6 วัน หลังสาธารณชนได้เห็นคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขตอย่างเป็นทางการ 100 เปอร์เซ็นต์ แถลงโดยสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ 28 มี.ค. แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ของแต่ละพรรคจะเป็นเท่าไร เพราะต่างฝ่ายต่างใช้ "สูตรคำนวณ" ที่แตกต่างกัน

เช้าวันนี้ (4 เม.ย.) สำนักงาน กกต. ตั้งวงหารือคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ เป็นประธาน โดยเชิญนายประพันธ์ นัยโกวิท อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาร่วมให้ความเห็น หลังมีเสียงเรียกร้องให้ กกต. กางสูตร "คณิตศาสตร์การเมือง" ออกมา

นายประพันธ์ย้ำหลักการที่ว่า ทุกคะแนนที่ประชาชนออกเสียงมีความหมาย ไม่ถูกทิ้งเสียเปล่า โดยสูตรคำนวณจำนวน ส.ส. นั้น "มีสูตรเดียว" และ "ไม่ได้เพิ่งมาคิดในขณะนี้" แต่มีการเสนอมาตั้งแต่ในชั้นของ กกต. ชุดที่แล้ว ซึ่งไม่ได้เป็นความลับอะไร สามารถไปขอตารางการคิดคำนวณได้ที่รัฐสภา

วานนี้ (3 เม.ย.) พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ออกมายอมรับว่า กกต. ยังไม่ได้คำนวณจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เพราะ "ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้สูตรใดในการคำนวณ" แต่คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้

"เรื่องนี้เป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่นำมาเขียนเป็นกฎหมาย ซึ่งตามปกติการเขียนกฎหมายจะต้องมีต้นแบบว่ามีต้นแบบมาอย่างไร การตีความต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย" เลขาธิการ กกต. กล่าว

การคำนวณหายอด ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ถูกกำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ม. 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ม. 128 และ ม. 129 และในกรณีที่มีเศษ กฎหมายกำหนดให้ใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่ง

Image copyright STR/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายประพันธ์ นัยโกวิท ยืนยันต่อสื่อมวลชนว่าสูตรคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ มีเพียง "สูตรเดียว"

ไม่ว่าสูตรไหน ๆ ก็ต้องตั้งต้นจาก..

  • ขั้นตอนที่ 1 การหา "คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน" ด้วยการนำคะแนนรวมทั้งประเทศที่ทุกพรรคที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อได้รับจากผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต หารด้วย จำนวนที่นั่งในสภา หรือ 500 ที่นั่ง
  • ขั้นตอนที่ 2 การหาจำนวน "ส.ส. พึงมีได้" ของแต่ละพรรค ด้วยการนำคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้รับ หารด้วย คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน
  • ขั้นตอนที่ 3 การหาจำนวน "ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ" ด้วยการนำยอด ส.ส. พึงมีได้ ลบด้วย จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตที่พรรคได้รับ

ทว่าแต่ละสูตรที่นักการเมือง นักวิชาการ อดีต กรธ. และสื่อมวลชนสำนักต่าง ๆ ถอดสมการกันออกมาได้ พบความแตกต่างของตัวเลขในบรรทัดสุดท้าย

บีบีซีไทยรวบรวมสารพัดสูตรคณิตศาสตร์การเมืองไทย แล้วนำมาเปรียบเทียบว่าในแต่ละสูตรจะทำให้ขั้วไหนได้เปรียบ-เสียเปรียบในทางการเมือง ก่อนที่ กกต. จะยอมเปิดสูตรของตัวเองออกมา

สูตร 1 : พรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เลือกใช้ ซึ่งสาระสำคัญของวิธีคิดในสูตรนี้คือพรรคที่มีโอกาสจะได้เก้าอี้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไปครอง ต้องได้คะแนนเสียงเกินกว่า "คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คน" ซึ่งในที่นี้คือ 71,065.294 คะแนน นั่นเท่ากับว่ามี 16 พรรคการเมืองมีโอกาสได้ที่นั่ง แต่เนื่องจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้จำนวนว่าที่ ส.ส. แบบแบ่งเขตเกินกว่าจำนวนโควต้า ส.ส. พึงมีได้ ไปแล้ว จึงเหลือเพียง 15 พรรคเท่านั้น

นอกจาก "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" ดร. วิโรจน์ ณ ระนอง นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ก็ทดลองคำนวณด้วยสูตรนี้ด้วย โดยปัดทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ตามหลักสากล แต่ตัวเลขสุดท้ายที่ได้ก็ยังตรงกัน

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ แกนนำ 6 พรรคการเมืองร่วมลงสัตยาบันต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. พร้อมชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 255 เสียง

ขั้นตอนที่ 1 การหา "คะแนนต่อ ส.ส. 1 คน" ด้วยการนำคะแนนรวมทั้งประเทศที่ทุกพรรคได้รับ หารด้วยจำนวนที่นั่งในสภาฯ (500 ที่นั่ง) ในกรณีนี้คือ 35,532,647 ÷ 500 = 71,065.294

ขั้นตอนที่ 2 การหาจำนวน "ส.ส. พึงมีได้" ของแต่ละพรรค ด้วยการนำคะแนนเสียงที่แต่ละพรรคได้ หารด้วย 71,065.294

ตัวอย่างเช่น พรรคเพื่อไทย 7,920,630 ÷ 71,065.294 = 111.4556

พรรคพลังประชารัฐ 8,433,137 ÷ 71,065.294 = 118.6674

พรรคอนาคตใหม่ 6,265,950 ÷ 71,065.294 = 88.1717

ขั้นตอนที่ 3 การหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ด้วยการนำยอด ส.ส. พึงมีได้ ลบด้วย จำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตที่พรรคได้รับ

ตัวอย่างเช่น พรรคเพื่อไทย 111.4556 - 137 = -25.5444 (ไม่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ)

พรรคพลังประชารัฐ 118.6674 - 97 = 21.6674

พรรคอนาคตใหม่ 88.1717 - 30 = 58.1717

ขั้นตอนที่ 4 ให้จัดสรรที่นั่งตามจำนวนเต็มที่คำนวณได้ก่อน หรือให้ปัดเศษออก แต่ปรากฏว่ายอดรวม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของทุกพรรค กลายเป็น 152 คน เกินจากโควต้า 150 คน

ขั้นตอนที่ 5 ให้คำนวณเพื่อปรับสัดส่วนใหม่ หรือเทียบบัญญัติไตรยางค์ ด้วยการนำจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับ คูณด้วย 150 และหารด้วย จำนวนที่นั่งที่เกินมา (152 ที่นั่ง)

ตัวอย่างเช่น พรรคพลังประชารัฐ (21.6674 × 150) ÷ 152 = 21.3823

พรรคอนาคตใหม่ (58.1717 × 150) ÷ 152 = 57.4062

ขั้นตอนที่ 6 ให้จัดสรรตามจำนวนเต็มที่คำนวณได้ หรือปัดเศษทิ้ง ก็จะได้ยอดรวม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อครบ 150 คน พอดี

ท้ายที่สุดจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่ออกมา จะเป็นดังนี้

  • พรรคที่เรียกตัวเองว่า "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" รวม 80 ที่นั่ง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 0 ที่นั่ง, พรรคอนาคตใหม่ 57 ที่นั่ง, พรรคเสรีรวมไทย 11 ที่นั่ง, พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 ที่นั่ง, พรรคประชาชาติ 0 ที่นั่ง, พรรคเพื่อชาติ 5 ที่นั่ง, พรรคพลังปวงชนไทย 1 ที่นั่ง
  • พรรคที่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป รวม 25 ที่นั่ง ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 21 ที่นั่ง และพรรครวมพลังประชาชาติไทย 4 ที่นั่ง
  • พรรคที่ยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจน รวม 45 ที่นั่ง ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง, พรรคภูมิใจไทย 13 ที่นั่ง, พรรคชาติไทยพัฒนา 4 ที่นั่ง, พรรคชาติพัฒนา 2 ที่นั่ง, พรรคพลังท้องถิ่นไทย 2 ที่นั่ง, พรรครักษ์ผืนป่าแห่งประเทศไทย 1 ที่นั่ง และพรรคพลังชาติไทย 1 ที่นั่ง

สูตร 2 : รศ.ดร. สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการ กกต. และ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมากางสูตรผ่านประชาไท โดยยึดวิธีการคำนวณในขั้นตอนที่ 1-3 เป็นแบบสูตรแรก และเขาเลือกปัดทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ตามหลักสากลเช่นกัน

แต่ที่ต่างออกไปคือยอดรวม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของ 15 พรรค (ยกเว้นพรรคเพื่อไทย) ที่คำนวณได้คือ 160.6345 เกินจากโควต้า 150 คน

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

พอเข้าสู่ขั้นตอนที่ 4 มีการนำโควต้าของพรรคเพื่อไทยที่เกินไป 25.5443 คน ไปจัดสรรให้พรรคการเมือง 15 พรรคตามอัตราส่วน ทำให้ยอดรวม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อใหม่ของทุกพรรคที่ รศ.ดร. สมชัย คำนวณได้กลายเป็น 186.1788 คน เกินจากโควต้า 150 คน

ตัวอย่างเช่น พรรคอนาคตใหม่ 67.4223 ส่วนพรรคพลังประชารัฐ 25.1130

ขั้นตอนที่ 5 ให้คำนวณเพื่อปรับสัดส่วนใหม่ หรือเทียบบัญญัติไตรยางค์ ด้วยการนำจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับ คูณด้วย 150 และหารด้วย จำนวนที่นั่งที่เกินมา (186.1788 ที่นั่ง)

ตัวอย่างเช่น พรรคอนาคตใหม่ 54.3206 ส่วนพรรคพลังประชารัฐ 20.2330

ขั้นตอนที่ 6 ให้จัดสรรตามจำนวนเต็มที่คำนวณได้ หรือปัดเศษทิ้ง แต่ถ้ายังได้ไม่ครบ 150 คนก็ค่อยนำเศษมาจัด จนได้ยอดรวม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อครบ 150 คน ต่อไป

ผลลัพธ์ สามารถจัดสรรเป็นจำนวนเต็มให้แก่ 13 พรรคการเมือง รวม 142 คน จากนั้นจัดสรรโดยพิจารณาจากเศษที่เหลือจากคำนวณเรียงจากมากสุดไปน้อยสุดได้ 8 คน (เศษตั้งแต่ 0.9707 ถึง 0.5367)

ท้ายที่สุดจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่ออกมา จะเป็นดังนี้

  • พรรคที่เรียกตัวเองว่า "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" รวม 78 ที่นั่ง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 0 ที่นั่ง, พรรคอนาคตใหม่ 54 ที่นั่ง, พรรคเสรีรวมไทย 11 ที่นั่ง, พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 ที่นั่ง, พรรคประชาชาติ 1 ที่นั่ง, พรรคเพื่อชาติ 5 ที่นั่ง, พรรคพลังปวงชนไทย 1 ที่นั่ง
  • พรรคที่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป รวม 25 ที่นั่ง ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 20 ที่นั่ง และพรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง
  • พรรคที่ยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจน รวม 47 ที่นั่ง ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 21 ที่นั่ง, พรรคภูมิใจไทย 13 ที่นั่ง, พรรคชาติไทยพัฒนา 5 ที่นั่ง, พรรคชาติพัฒนา 2 ที่นั่ง, พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 ที่นั่ง, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 ที่นั่ง และพรรคพลังชาติไทย 1 ที่นั่ง

สูตร 3 : นำเสนอโดยนักวิชาการบางส่วน อาทิ รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้สูตรนี้ สาระสำคัญคือการ "คํานวณตามอัตราส่วนที่ทุกพรรคจะได้รับการจัดสรรจํานวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ..." จึงเป็นการคำนวณให้แก่ทุกพรรค ไม่เฉพาะพรรคที่มี ส.ส. พึงมีได้ (มีคะแนนเสียงเกินกว่าคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน ที่ 71,065.294 คะแนน) รศ.ดร. สิริพรรณ อธิบายว่า การไม่ตัดคะแนนพรรคใดทิ้ง เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ระบุเกณฑ์ขั้นต่ำ อีกทั้งมาตรา 281 ได้ระบุให้ใช้ทศนิยม 4 ตำแหน่ง ซึ่งโดยปกติสูตรคำนวณนี้จัดลำดับที่นั่งตามทศนิยม ไม่ใช่เลขเต็มจำนวน

ขณะที่คำอธิบายของอดีต กรธ. ที่ใช้สูตรนี้เช่นกัน คือเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ว่า "ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย" ทำให้เกิด "พรรคจิ๋ว" ในสภาฯ

ขั้นตอนที่ 1 และ 2 ก็จะคิดเหมือนกัน แต่จะพบว่าพรรคที่มีคะแนนเสียงไม่มากพอจะได้ ส.ส. หรือมีค่าน้อยกว่า 1 แต่มากกว่า 0 จะยังได้รับการจัดสรร ส.ส. ตามอัตราส่วนจริงของคะแนนเสียง ซึ่งอาจได้พรรคละไม่ถึง 1 คน และทำให้ทุกพรรคได้ที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เกินไปที่ 175.5443 คน จากโควต้า 150 คน

จึงนำมาสู่ขั้นตอนที่ 3 ให้คำนวณเพื่อปรับสัดส่วนใหม่ หรือเทียบบัญญัติไตรยางค์ ด้วยการนำจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้รับ คูณด้วย 150 และหารด้วย จำนวนที่นั่งที่เกินมา (175.5443 ที่นั่ง)

ขั้นตอนที่ 4 ให้จัดสรรตามจำนวนเต็มที่คำนวณได้ หรือปัดเศษทิ้ง แต่ถ้ายังได้ไม่ครบ 150 คนก็ค่อยนำเศษมาจัด จนได้ยอดรวม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อครบ 150 คน ต่อไป

ผลลัพธ์ สามารถจัดสรรเป็นจำนวนเต็มให้แก่ 12 พรรคการเมือง รวม 129 คน จากนั้นจัดสรรโดยพิจารณาจากเศษที่เหลือจากคำนวณเรียงจากมากสุดไปน้อยสุดได้ 21 คน ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่ 15 พรรค แต่เป็น 27 พรรคที่มีโอกาสมีที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ในจำนวนนี้มี 11 พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ควรมี ส.ส. พึงมีได้ (มีคะแนนเสียงมีตั้งแต่ 33,748 ถึง 69,417 คะแนน หรือคิดเป็นจำนวน ส.ส. พึงจะมีได้ เบื้องต้น ตั้งแต่ 0.4749 ถึง 0.9768 คน แต่ได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคละคน)

ท้ายที่สุดจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่ออกมา จะเป็นดังนี้

  • พรรคที่เรียกตัวเองว่า "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" รวม 73 เสียง ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย 0 ที่นั่ง, พรรคอนาคตใหม่ 50 ที่นั่ง, พรรคเสรีรวมไทย 10 ที่นั่ง, พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 ที่นั่ง, พรรคประชาชาติ 1 ที่นั่ง, พรรคเพื่อชาติ 5 ที่นั่ง และพรรคพลังปวงชนไทย 1 ที่นั่ง
  • พรรคที่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป รวม 23 ที่นั่ง ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 19 ที่นั่ง และพรรครวมพลังประชาชาติไทย 4 ที่นั่ง
  • พรรคที่ยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจน รวม 54 ที่นั่ง ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 19 ที่นั่ง, พรรคภูมิใจไทย 12 ที่นั่ง, พรรคชาติไทยพัฒนา 4 ที่นั่ง, พรรคชาติพัฒนา 2 ที่นั่ง, พรรคพลังท้องถิ่นไทย 3 ที่นั่ง, พรรครักษ์ผืนป่าแห่งประเทศไทย 2 ที่นั่ง, พรรคพลังชาติไทย 1 ที่นั่ง, พรรคประชาภิวัฒน์ 1 ที่นั่ง, พรรคพลังไทยรักไทย 1 ที่นั่ง, พรรคไทยศรีวิไลย์ 1 ที่นั่ง, พรรคประชานิยม 1 ที่นั่ง, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 ที่นั่ง, พรรคประชาธรรมไทย 1 ที่นั่ง, พรรคประชาชนปฏิรูป 1 ที่นั่ง, พรรคพลเมืองไทย 1 ที่นั่ง, พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 ที่นั่ง, พรรคพลังธรรมใหม่ 1 ที่นั่ง, พรรคไทรักธรรม 1 ที่นั่ง

สูตร 4 : นำเสนอโดยนักวิชาการบางส่วน และมีหยิบยกหารือในวงประชุมฝ่ายกฎหมาย กกต. โดยถือเป็นสูตรใหม่ที่อุบัติขึ้นมา สาระสำคัญของวิธีคิดคือพรรคที่ไม่ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขต จะไม่ได้รับการจัดสรร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นการแปลความตามมาตรา 91(4) ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 128(5) ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีถ้อยคำที่บัญญัติในกรณีเกิดโอเวอร์แฮงค์ว่า "...ให้นำจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งต่ำกว่าจำนวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองนั้นพึงจะมีได้ ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมี ส.ส. เกินจำนวนที่จะพึงมีได้..."

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงจากมหาชน 6.2 ล้านคะแนน และได้รับคะแนนรวมใน กทม. สูงสุดด้วย

หากคิดด้วยสูตรนี้ ก็จะมีเพียง 8 พรรคการเมืองเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการจัดสรร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเพิ่ม ซึ่งพรรคที่เรียกตัวเองว่า "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" จะเหลือเพียง 2 พรรคคือ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคประชาชาติ ส่วนพรรคที่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไปมี 2 พรรคเช่นเดิมคือ พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย ขณะที่พรรคที่ยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจนมี 4 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์, พรรคภูมิใจไทย, พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา

ส่วนอีก 7 พรรคที่เหลือแม้ได้คะแนนเสียงเกิน 71,065.294 คะแนน ก็ไม่มีสิทธิมีที่นั่งเพราะไม่สามารถหิ้ว ส.ส. แบบแบ่งเขตเข้าสภาฯ ได้เลย

ต่างสูตรจำนวณปาร์ตี้ลิสต์ ต่างเสียงในการจัดตั้งรัฐบาล

บีบีซีไทยได้ทดลองนำแต่ละสูตรมาตรวจสอบจำนวนที่นั่งในสภาฯ ของ 2 ขั้วการเมือง ที่กำลังชิงกันเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พบว่า หากใช้สูตรของพรรคที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย พวกเขาจะมีเสียงเกินกึ่งในสภา หรือ 253 เสียง (กรณีรวม 6 เสียงของพรรคเศรษฐกิจใหม่เข้าไปด้วย) แต่เสียงจะหายไปทันที 7 เสียง หากมี 11 พรรคการเมืองที่ได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์มี ส.ส. พึงมีได้ เข้ามาแย่งชิงเก้าอี้ไปตามสูตร 3 ขณะที่ฝ่ายสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ต่อไป มีคะแนนเสียงต่างกันเพียง 2 เสียงเท่านั้นไม่ว่าจะใช้สูตรไหน และจนถึงขณะนี้มี 124 ถึง 133 เสียงจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ยังเป็น "พลังเงียบ" ไม่แสดงจุดยืนฝักใฝ่ขั้วใดชัดเจน

สำรวจยอด ส.ส. 2 ระบบของ 2 ขั้ว+1 ก้อน
กลุ่ม สูตร 1 สูตร 2 สูตร 3
พรรค "ฝ่ายประชาธิปไตย" 253 ที่นั่ง 251 ที่นั่ง 246 ที่นั่ง
พรรคที่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ 123 ที่นั่ง 123 ที่นั่ง 121 ที่นั่ง
พรรคที่ยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจน 124 ที่นั่ง 126 ที่นั่ง 133 ที่นั่ง

ที่มา : สำหรับพรรคที่เรียกตัวเองว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยมี 6 พรรคที่ร่วมลงนามในสัตยาบันต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. ประกอบด้วย พท., อนค., สร, ปช., พ.พ.ช., พลท. รวมถึงพรรคเศรษฐกิจใหม่ (ในตารางนี้นับรวม ศม. 6 เสียงไปด้วย), พรรคที่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ มี 2 พรรคคือ พปชร. และ รปช. ส่วนพรรคที่ยังไม่แสดงจุดยืนชัดเจนมี 18 พรรค

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของนักคณิตศาสตร์การเมืองทุกกลุ่มอาจมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย เนื่องจากพวกเขาทดลองคำนวณบนพื้นฐานคะแนนรวมทั้งประเทศที่ทุกพรรคได้รับ ซึ่งยังไม่ได้ตัด 3 พรรคการเมืองที่ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อออกไป ซึ่งกฎหมายกำหนดไม่ให้นำคะแนนที่พรรคเหล่านี้ได้จากผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต มาคำนวณ ประกอบด้วย พรรครักท้องถิ่นไทย 3,254 เสียง, พรรครักษ์ธรรม 446 เสียง และพรรคอนาคตไทย 198 เสียง

ทำให้คะแนนเสียงรวมของ 74 พรรคการเมืองอยู่ที่ 35,528,749 (35,532,647 ลบออกด้วย 3,898)

คะแนนเฉลี่ยต่อยอด ส.ส. 1 คน จึงอยู่ที่ 71,057.498 (35,528,749 หารด้วย 500) ไม่ใช่ 71,065.294 เสียง ตามที่มีการคำนวณกันไว้ในเบื้องต้น

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม