ฆ่าตัวตาย : ผู้เชี่ยวชาญห่วงพฤติกรรมเลียนแบบหลังสื่อเสนอข่าวนักศึกษาฆ่าตัวตายมากขึ้น

  • 16 เมษายน 2019
Student depressed while studying Image copyright BBC/DaviesSurya

ราว 1 ทุ่มของ 11 ธ.ค. 2561 เมื่อณัชพล เฉลยกุล เปิดประตูเข้าไปในห้องพักที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เขาได้พบกับร่างของเพื่อนร่วมห้องผูกคอตัวเองจนเสียชีวิต

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาการสอบปลายภาคของมหาวิทยาลัย และ "ที" (ขอสงวนชื่อจริง) นักศึกษาปี 4 คณะรัฐศาสตร์ที่เสียชีวิต ไม่ได้ไปสอบในช่วงเช้า

แม้ว่าจะไม่มีใครรู้สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ทีตัดสินใจที่จะจบชีวิตตัวเอง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอาจมาจากหลายเรื่องรวมกัน แต่ณัชพล นักศึกษาปี 3 วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่นอนร่วมห้องกับทีมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ได้ฟังเพื่อนร่วมห้องพูดระบายก่อนนอนเกือบทุกคืน ส่วนใหญ่จะเป็นความกดดันเรื่องเรียน

"ทีรู้สึกว่า มหาวิทยาลัยเป็นเหมือนจุดบอดในชีวิตเขา" ณัชพลกล่าวกับบีบีซีไทย

หลังจากการเสียชีวิตของที มีนักศึกษาที่ฆ่าตัวตายจนเสียชีวิตอีกอย่างน้อย 12 รายที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อ โดยในเดือน ก.พ. มีสัปดาห์หนึ่งที่มีนักศึกษากระโดดจากอาคารจนเสียชีวิตที่เป็นข่าวจำนวน 4 คน ทำให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กำชับให้มหาวิทยาลัยดูแลนักศึกษาโดยการตรวจจับสัญญาณผิดปกติ

Image copyright Getty Images

เหตุการณ์นักศึกษาฆ่าตัวตายปี 2562

  • 23 ม.ค. นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม เสียชีวิตจากการกระโดดจากอาคาร
  • 9 ก.พ. นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ เสียชีวิตจากการกระโดดน้ำ
  • 14 ก.พ. นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เสียชีวิตจากการรมควันในหอพัก
  • 25 ก.พ. นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เสียชีวิตจากการกระโดดจากหอพัก
  • 28 ก.พ. นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม บาดเจ็บสาหัสจากการกระโดดจากหอพัก
  • 1 มี.ค. นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสียชีวิตจากการกระโดดจากอาคารเรียน
  • 4 มี.ค. นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น เสียชีวิตจากการกระโดดจากอาคารเรียน
  • 6 มี.ค. นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เสียชีวิตจากการกระโดดจากอาคารเรียน
  • 29 มี.ค. นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี เสียชีวิตจากการผูกคอในหอพัก
  • 11 เม.ย. นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี เสียชีวิตจากการรมควันในหอพัก และนักศึกษาอีก 2 คนจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เสียชีวิตจากการกระโดดจากที่พัก

ที่มา: บีบีซีไทยรวมรวมจากสื่อไทยหลายสำนัก

ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวการฆ่าตัวตายในกลุ่มนักศึกษาที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตตั้งคำถามว่า สื่อมีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดการลอกเลียนแบบพฤติกรรมฆ่าตัวตายหรือไม่

คนไทยฆ่าตัวตายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

สถิติจากศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ ระบุว่า การฆ่าตัวตายของคนไทยในแต่ละปีไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อัตราฆ่าตัวตายต่อประชากร 100,000 คน อยู่ที่ประมาณ 6.0-6.5 คน หรือทุก ๆ สองชั่วโมงโดยเฉลี่ย จะมีคนฆ่าตัวตายสำเร็จหนึ่งคน ซึ่งนั่นก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าอัตราการฆ่าตัวตาย 10.5 คน ต่อประชากร 100,000 คน ในปี 2559

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อัตราฆ่าตัวตายของคนไทยต่อประชากร 100,000 คน อยู่ที่ประมาณ 6.0-6.5 คน

นพ.ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ และหัวหน้าศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า วัยเด็กหรือวัยรุ่นฆ่าตัวตายน้อยเทียบกับประชากรวัยอื่น โดยอายุ 10-19 ปี ฆ่าตัวตายประมาณ 0.9 คน ต่อประชากร 100,000 คน และอายุ 20-25 ปี ฆ่าตัวตายประมาณ 3 คน ต่อประชากร 100,000 คน และกว่า 60% ของปัจจัยที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายคือคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัว

แต่สาเหตุที่สื่อให้ความสนใจเรื่องนี้ เนื่องจากข่าวของนักเรียนนักศึกษาเป็นข่าวที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชน

"เวลาคนอยู่ในสถาบันการศึกษามีนัยสูงมาก มีครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ มีกลุ่มเพื่อน เป็นภาพของการสูญเสียทางเศรษฐกิจทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ และนี่คือสาเหตุหลักที่คนในสังคมให้ความสนใจ เพราะคนในประเทศรู้สึกเสียทรัพยากรตรงนั้น" นพ.ณัฐกร กล่าวกับบีบีซีไทย

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้กรมสุขภาพจิตร่วมกับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ดำเนินการโครงการเพื่อหาแนวทางป้องกันและเฝ้าระวังกลุ่มนักศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย โดยจะเริ่มจากการจัดสัมมนาร่วมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อการพัฒนาและวางระบบการดูแลช่วยเหลือในกลุ่มนักศึกษา ในวันที่ 29 เม.ย.

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นพ.ณัฐกร จำปาทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ และหัวหน้าศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ กรมสุขภาพจิต

ห่วงพฤติกรรมการลอกเลียนแบบ

จากการสำรวจของบีบีซีไทย พบว่า สื่อไทยมีการเสนอข่าวที่เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก โดยสื่อบางสำนักมีการนำเสนอรายละเอียดของการฆ่าตัวตาย เช่น วิธีการ อุปกรณ์ที่ใช้ ลักษณะบริเวณของสถานที่ที่ฆ่าตัวตาย รวมถึงรูปภาพของสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด และให้พื้นที่ในการบรรยายถึงรายละเอียดเหล่านี้ค่อนข้างมาก

สิ่งเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์กรที่ทำงานด้านสุขภาพจิต ทำให้เกิดคำถามว่า การนำเสนอข่าวดังกล่าวจะส่งผลกระทบในทางลบกับผู้อ่านหรือไม่

นพ.ณัฐกร กล่าวว่า 80% ของการฆ่าตัวตายของคนไทยจะใช้วิธีแขวนคอ แต่สองปีที่ผ่านมาวิธีการบางชนิดถูกหยิบยกมาพูดถึงค่อนข้างมาก และข่าวการฆ่าตัวตายถูกพูดเป็นประเด็นข่าวทุกวัน

"การรมควันเพิ่งเข้ามาและเป็นวิธีหนึ่งที่เห็นว่าสื่อหลายสำนักนำเสนอรายละเอียดเกินควร" นพ.ณัฐกร กล่าว โดยยกตัวอย่างปี 2561 ที่มีผู้ที่เสียชีวิตจากการรมควันถึง 4 คนในวันเดียวกัน

นพ.ณัฐกร กล่าวว่า การลอกเลียนแบบพฤติกรรมฆ่าตัวตาย (copycat suicide) เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากขึ้น โดยในต่างประเทศมีสิ่งที่เรียกว่า ปรากฏการณ์แวเธ่อร์ (Werther effect) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีการเพิ่มขึ้นของคนที่ฆ่าตัวตายหลังจากการนำเสนอข่าวสารในเรื่องการฆ่าตัวตายในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยตัวอย่างที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดคือกรณีของนักแสดงชื่อดังอย่าง มาริลิน มอนโร ที่ฆ่าตัวตายในเดือน ส.ค. 2505 ทำให้มีคนฆ่าตัวตายในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

"แต่ก่อนต้องอาศัยความเป็นเซเลบริตี้ (ดารา) แต่ปัจจุบันทุกคนเป็นเซเลบริตี้หรือไอดอล [ที่จะทำให้คนเลียนแบบพฤติกรรมฆ่าตัวตาย] ได้" นพ.ณัฐกร กล่าว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายของนักแสดงชื่อดังอย่าง มาริลิน มอนโร ในเดือน ส.ค. 2505 ทำให้มีคนฆ่าตัวตายในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

ศูนย์สุขภาวะของมหาวิทยาลัย

หลังจากที่นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียชีวิตจากการกระโดดจากอาคารเรียนคณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา หน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิตของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการทางด้านจิตวิทยาสำหรับนิสิตทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก ได้เข้าสู่โหมด "red alert" โทรศัพท์มือถือของศูนย์ไม่ได้ปิดเป็นเวลาหลายสัปดาห์

"เรายอมรับจริง ๆ ว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์วันที่ 1 ที่ผ่านมา มีน้องวอล์คอินเข้ามาแล้วบอกว่าแม้จะไม่รู้จักกันเลยแต่มันกระตุ้นใจมาก" ธารีวรรณ เทียมเมฆ หัวหน้าหน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิต กล่าวกับบีบีซีไทย โดยอ้างอิงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลอกเลียนแบบพฤติกรรมฆ่าตัวตาย

นอกจากจะเป็นหัวหน้าศูนย์ดังกล่าวแล้ว ธารีวรรณยังเป็นหนึ่งในนักจิตวิทยา 4 คนที่อยู่ประจำศูนย์ที่ดูแลนิสิตกว่า 40,000 คนทั้งมหาวิทยาลัย รวมกับจิตแพทย์ประจำอีก 2 คน นอกจากนั้นยังมีการจ้างจิตแพทย์นอกเวลา 2 คนและนักจิตวิทยานอกมหาวิทยาลัยอีก 4 คน

Image copyright PARIS JITPENTOM/BBC THAI
คำบรรยายภาพ หลังจากที่นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียชีวิตจากกระโดดจากอาคารเรียนคณะนิติศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา โทรศัพท์มือถือของหน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิตของมหาวิทยาลัยไม่ได้ปิดเป็นเวลาหลายสัปดาห์

จากศูนย์เล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ที่สำนักบริหารกิจการนิสิตตั้งแต่ปี 2527 ที่ให้บริการเยียวยารักษาจิตใจของนิสิตที่ส่งตัวมาจากกลุ่มอาจารย์ที่ปรึกษา ที่ค่อย ๆ เพิ่มจากหลักสิบ เป็นปีละประมาณ 400 ราย ปัจจุบันเป็นศูนย์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 800 ตร.ม. ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของอาคารจามจุรี 9 และขยายงานจากฝั่งที่มีการเยียวยารักษาอย่างเดียวเป็นส่งเสริมป้องกัน เช่น จัดกิจกรรมเชิงจิตวิทยา

ตั้งแต่ศูนย์เปิดเมื่อ ต.ค. 2557 เพียงแค่ครึ่งปีการศึกษา มีผู้รับบริการเพิ่มเป็น 900 ราย ปีที่ 2 เป็น 1,600 ราย ปีที่ 3 เป็น 2,000 ราย จนตอนนี้ครึ่งเทอมอยู่ที่เกือบ 1,700 ราย

"ถ้าดูปริมาณของเด็กที่มาใช้งานในศูนย์ เด็กกล้าที่จะมาใช้งานศูนย์เยอะมาก เพราะกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราทำไปในเชิงป้องกัน สอดแทรกการ destigmatise (ลดภาพลักษณ์เชิงลบ) เราพยายามสื่อสารว่าการมาเจอนักจิตวิทยา การมาพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ" ธารีวรรณ กล่าว

Image copyright PARIS JITPENTOM/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ธารีวรรณ เทียมเมฆ หัวหน้าหน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้าน ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีกำกับดูแลด้านการพัฒนานิสิตและนิสิตเก่าสัมพันธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นอกจากผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ที่ศูนย์ เครือข่ายเจ้าหน้าที่กิจการนิสิตและอาจารย์ที่ปรึกษาจะมีส่วนที่สำคัญมากในการดูแลนิสิต เพราะจะเป็นส่วนที่สัมผัสกับนิสิตโดยตรง

"อย่างเครือข่ายอาจารย์ที่ปรึกษา ส่วนใหญ่ก็จะมองหน้าที่ว่าดูแลเรื่องการลงทะเบียน ดูเรื่องการเรียน จริง ๆ หน้าที่อีกอันนึงคือดูแลนิสิตในเรื่องของจิตใจด้วย" ผศ.ดร.ชัยพร กล่าว "ตรงนี้ศูนย์สุขภาวะพยายามให้ความรู้อาจารย์ที่ปรึกษาในการดูแลลักษณะแบบนี้มากขึ้น เช่น เอาสตางค์ไป พานิสิตไปกินกาแฟ กินข้าว เลี้ยงข้าวกัน ให้มีความรู้จักมักคุ้นกันมากขึ้น และเอาองค์ความรู้ที่มีมาแชร์กัน ให้ความรู้ขั้นต้นว่าการให้คำปรึกษาหรือการส่งเสริมป้องกันต้องทำยังไงบ้าง"

ฟังด้วยหัวใจ

วันหนึ่งในเดือน ก.พ. ปีที่แล้ว กิตติยา เอกพจนานันท์ เดินขึ้นไปบนชั้น 6 ตึกคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อที่จะกระโดดตึกฆ่าตัวตาย

"ยืนมองพื้นจากข้างบน ไม่กลัวการเจ็บอะไร แล้วอยู่ดี ๆ ได้ยินเสียงที่เข้ามา เป็นเสียงตัวละครพาร์ทเนอร์ที่เล่นกับเรา เรียกชื่อจริงของตัวละครเรา ทำให้เราชะงักขึ้นมา ก็เลยเหมือนฟื้นสติขึ้นมาได้ เหมือนอย่างน้อยก็ยังมีตัวละครอีกตัวที่รักตัวละครเรา" เธอกล่าวกับบีบีซีไทยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

สถิติจากศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายระดับชาติ ระบุว่า คนไทยพยายามฆ่าตัวตายประมาณ 53,000 คนต่อปี แต่คนหนึ่งอาจมีหลายความพยายาม และกรณีของกิตติยาไม่ถือว่าเข้าข่ายการพยายามฆ่าตัวตายของศูนย์

Image copyright PARIS JITPENTOM/BBC THAI
คำบรรยายภาพ หน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานที่ให้บริการทางด้านจิตวิทยาสำหรับนิสิตทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก

บ่อยครั้งที่กิตติยาจะโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กที่เล่าเกี่ยวกับอาการเครียดหรือซึมเศร้าของเธอ แต่กลับเจอความเห็นที่ทำร้ายจิตใจของเธอ หรือทำให้เธอคิดว่าเธอกำลังถูกตัดสิน เช่น วิจารณ์คนที่คิดฆ่าตัวตาย หรือหาว่าเป็นโรคซึมเศร้า "ตามแฟชั่น"

นพ.ณัฐกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ กล่าวว่า คนที่ส่งสัญญาณเตือนเรื่องการฆ่าตัวตาย มีค่าเท่ากับส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แต่คนไทยบางทีจะไม่กล้าถามเกี่ยวกับเรื่องความคิดในการทำร้ายตนเอง เนื่องจากอาจคิดว่าเป็นการกระตุ้นให้ฆ่าตัวตาย ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการเข้าใจผิด

"การฟัง เป็นหัวใจที่สำคัญของการป้องกันการฆ่าตัวตาย สำคัญกว่าการวินิจฉัยหรือชี้ว่าเขาถูกหรือผิด เพราะตอนที่เขาส่งสัญญาณมา เขาต้องการคนฟังที่จะเข้าใจเขา ไม่ใช่คนฟังที่จะสั่งสอน" นพ.ณัฐกร กล่าว "สังคมไม่ต้องกังวลว่าไม่ได้ร่ำเรียนมา สังคมฟังอย่างเดียว สังคมพยักหน้าหงึก ๆ เป็นจังหวะ สังคมสบตา สังคมไม่ต้องตัดสินอะไรเขา"

Image copyright PARIS JITPENTOM/BBC THAI

กว่าหนึ่งปีหลังจากที่กิตติยาคิดฆ่าตัวตาย นิสิตปริญญาโทดังกล่าวยังคงรักษาอาการซึมเศร้ากับจิตแพทย์ที่หน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิตของมหาวิทยาลัย ซึ่งเธอเลือกที่จะรักษาที่นี่เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับนิสิตและคิวสั้นกว่าโรงพยาบาลทั่วไป

"ตอนนั้น ไม่ไหวแล้ว ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ สับสนวุ่นวาย มีปัญหากองอยู่เต็มไปหมด ไม่สามารถจัดการปัญหาได้" เธอกล่าว "ถ้าไม่ได้หาที่นี่ อาจจะไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้แล้วก็ได้"

ถ้าคุณต้องการใครสักคนเป็นเพื่อนพูดคุย สามารถโทรไปที่สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย 02-7136793 เวลา 12.00-22.00 น. หรือ สายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 หรือสามารถส่งข้อความไปที่เฟซบุ๊กสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม