เลือกตั้ง 2562 : หนึ่งเดือนหลังเข้าคูหา คนไทยรู้อะไรแล้วบ้าง

  • 24 เมษายน 2019
ลต. Image copyright NurPhoto via Getty Images

ภารกิจสำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่ 5 คือการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในขวบปีที่ 5 ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทว่าผ่านมา 1 เดือน หลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ยังไม่มีพรรคการเมืองใดรู้แน่ชัดว่าจะได้จำนวนที่นั่งในสภาฯ เท่าไร และไม่รู้กระทั่งจะใช้สูตรไหนคำนวณหายอด ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับตีความคำร้องของ กกต.

สรุปแล้วคนไทยรู้อะไรแล้วบ้าง และได้อะไรจากการเข้าคูหาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในรอบ 8 ปีของไทย เมื่อเดือนก่อน

บีบีซีไทยสรุป-สกัดความเคลื่อนไหวสำคัญได้ 6 ประการ ดังนี้

1. เห็นชื่อผู้ชนะ แต่อาจเป็นชัยชนะแค่ "ชั่วคราว"

4 วันหลังการเลือกตั้ง กกต. แถลงผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตอย่างเป็นทางการ 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อ 28 มี.ค.

คนไทยเห็น... 9 พรรคการเมืองหิ้วว่าที่ ส.ส. แบบแบ่งเขตเข้าสภาฯ ได้สำเร็จ โดยที่ "พรรคอันดับ 1" ได้เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของ "สภาห้าร้อย" ตามความมุ่งหมายของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย (พท.) 137 คน, พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 97 คน, พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 39 คน, พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 33 คน, พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) 30 คน, พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 6 คน, พรรคประชาชาติ (ปช.) 6 คน, พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) 1 คน และพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) 1 คน

คนไทยทราบ... คะแนนมหาชน (ป๊อบปูลาร์โหวต) ที่จะนำไปคิดคำนวณเป็นยอด ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค โดย "พรรคอายุครึ่งขวบ" อย่าง พปชร. ได้คะแนนสูงสุด 8.43 ล้านคะแนน ตามด้วย พท. 7.92 ล้านคะแนน และ อนค. 6.25 ล้านคะแนน

แต่ทั้งหมดนี้ยังเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากมี "ผู้แพ้" ร้องเรียน "ผู้ชนะ" กันแบบอุตลุดอย่างน้อย 66 กรณี ซึ่ง กกต. ได้สั่งยุติเรื่องไปแล้วบางส่วนเพราะไม่มีมูล ขณะที่บางส่วนได้นำไปสู่คำสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ นั่นเท่ากับว่าว่าที่ ส.ส. แบบแบ่งเขต อาจ "ชนะแค่ชั่วคราว" และคะแนนมหาชนยังพลิกผันได้ตลอด

2. ยังไม่รู้สูตรไหนได้ปาร์ตี้ลิสต์

แม้ กกต. ยอมเปิด "คะแนนดิบ" ออกมาครบทั้ง 350 เขต แต่กลับไม่เผยวิธีคิดคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) รวม 150 คน ปล่อยให้นักการเมือง นักวิชาการ สื่อมวลชน ไม่เว้นประชาชนทั่วไปนั่ง "คะเนสูตร-กดเครื่องคิดเลข" กันเอาเอง

คนไทยรู้... เหมือนอย่างที่ กกต. รู้ตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้งว่าหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคพึงมี เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 และ 129 กำหนดไว้

แต่ที่ กกต. เพิ่งออกมายอมรับว่า "ไม่รู้" หลังวันเลือกตั้งคือจะใช้สูตรไหนในการคำนวณ เป็นผลให้ "นักคณิตศาสตร์การเมือง" ถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่าพรรคที่จะได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ควรเป็นพรรคที่ได้คะแนนมหาชนเกินกว่าคะแนน "ส.ส. พึงมี" (ราว 71,057.498 คะแนน/1 ส.ส.) หรือควรให้ "ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย" โดยนับรวมทุกพรรค-ปัดเศษให้ทุกคนตามเจตนารมณ์ของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ

วิธีคิดที่แตกต่าง ส่งผลต่อจำนวนพรรคการเมืองที่มีโอกาสมีที่นั่งในสภาฯ โดยพรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" ขีดเส้นไว้ที่ 16 พรรคที่มีคะแนนดิบเกิน 7.1 หมื่นคะแนน ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามอนุญาตให้มี "พรรคจิ๋ว" หรือพรรคที่ได้คะแนนเสียงต่ำกว่าเกณฑ์มี "ส.ส. พึงมี" แต่เมื่อจับมาเข้า "สูตรพิสดาร" แล้วทำให้ได้ ส.ส. พรรคละคน จำนวน 11 พรรค เมื่อรวมแล้วจึงมีถึง 27 พรรคที่มีที่นั่งในสภาฯ

11 เม.ย. กกต. มีมติเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพรรคที่มีคะแนนเสียงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในการมี ส.ส. ได้ 1 คน หากได้รับการจัดสรร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่

ล่าสุด (24 เม.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของ กกต. เนื่องจากเห็นว่า กกต. ไม่สามารถยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ และมีมติด้วยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ไม่รับวินิจฉัยสูตรคำนวน ส.ส.ปาร์ตี้สิสต์ เพราะเป็นหน้าที่ของ กกต.

"ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฎว่า กกต. ได้ใช้อำนาจหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ กรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. เกิดขึ้นแล้ว คำร้องดังกล่าวจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาได้" ศาลรัฐธรรมนูญระบุในเอกสารข่าวแจก

ท่ามกลางภาวะสับสนอลหม่านของคณิตศาสตร์การเมืองไทย ความชัดเจนเพียงเรื่องเดียวคือ พท. หมดสิทธิหิ้ว ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์เข้าสภาฯ แน่ ๆ เพราะได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตเกินกว่ายอด "ส.ส. พึงมี" ไปแล้ว

Image copyright AFP/Getty Images

3. "โหวตนี้ ไม่มีคะแนน" แต่ยังไร้ผู้รับผิดชอบ

คนไทยในนิวซีแลนด์ระบายความคับแค้น-เสียใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง หลังทราบว่าการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรของพวกเขาต้อง "สูญเปล่า" เพราะบัตรเลือกตั้งจากกรุงเวลลิงตัน 1,542 ใบเดินทางมาถึงไม่ทันการนับคะแนน กลายเป็น "บัตรที่นำไปนับคะแนนไม่ได้" ตามมติ กกต. เมื่อ 26 มี.ค.

ประธาน กกต. เห็น... "ความผิดพลาด" ที่เกิดขึ้นและสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

แต่สิ่งที่คนไทยยังไม่เห็น... คือใครคือผู้ต้องรับผิดชอบต่อการทำให้โหวตนี้ที่ประชาชนรอคอยมานาน ต้องกลายเป็น "โหวตที่ไม่มีคะแนน"

4. จัดเลือกตั้งใหม่-นับคะแนนใหม่ 8 จ. พบ "บัตรเขย่ง"

สิ่งที่คนไทยเห็นและเป็นไป... คือคำสั่งนับคะแนนใหม่ 2 จังหวัด และจัดการเลือกตั้งใหม่ 6 จังหวัด รวม 254 หน่วยเลือกตั้ง ที่จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปไม่ตรงกับยอดผู้มาแสดงตนขอใช้สิทธิ หรือที่เรียกว่า "บัตรเขย่ง" ตามมติ กกต. เมื่อ 3 เม.ย. และ 18 เม.ย.

หน่วยที่ต้องนับคะแนนใหม่

  • จ. ขอนแก่น 2 หน่วยเลือกตั้ง (เขตเลือกตั้งที่ 3 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และเขตเลือกตั้งที่ 3 หน่วยเลือกตั้งที่ 5)
  • จ. นครปฐม 245 หน่วยเลือกตั้ง (ทุกหน่วยเลือกตั้งในเขต 1 ประกอบด้วย ในเขตเลือกตั้ง 236 หน่วย และนอกเขตและนอกราชอาณาจักร 9 หน่วย)

หน่วยเลือกตั้งที่ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ แบ่งเป็น 2 ล็อต

  • ล็อตแรก 21 เม.ย. เกิดขึ้นใน 6 หน่วยเลือกตั้ง ใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย ลำปาง (เขตเลือกตั้งที่ 4 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 และเขตเลือกตั้งที่ 4 หน่วยเลือกตั้งที่ 3), ยโสธร (เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 6), เพชรบูรณ์ (เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 12), พิษณุโลก (เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 6) และ กทม. (เขตเลือกตั้งที่ 13 หน่วยเลือกตั้งที่ 32)
  • ล็อตที่สอง 28 เม.ย. เกิดขึ้นใน 1 หน่วยเลือกตั้งที่ จ. ชุมพร (เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 9)

ทั้งหมดนี้ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตัวผู้แพ้-ชนะในเขตเลือกตั้ง เพราะคะแนนของอันดับ 1 กับ 2 ในเขต "บัตรเขย่ง" ทิ้งห่างกันตั้งแต่ "หลักพันถึงหลักหมื่น" ดังนั้นการจัดการเลือกตั้งใหม่เพียง 1-2 หน่วยในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ซึ่งมีคะแนน "หลักร้อย-หลักพัน" ต่อหน่วย จึงไม่อาจพลิกโฉมว่าที่ ส.ส. ได้

ยกเว้นใน จ. นครปฐม ซึ่งว่าที่ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ เฉือนเอาชนะผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 เพียง 147 คะแนน ซึ่งต้องรอลุ้นผลการนับคะแนนใหม่ในวันอาทิตย์นี้ (28 เม.ย.)

ท่ามกลางสารพัดคำสั่งจาก กกต. และการนิยามศัพท์การเมืองใหม่ ๆ จาก กกต. สิ่งที่คนไทยยังไม่มีโอกาสได้เห็น-ได้ฟัง... คือคผละแนนเลือกตั้งรายหน่วยทั้งประเทศ

Image copyright AFP/Getty Images

5. "ใบส้ม" แรกของเพื่อไทย กับกระแสข่าวควัก "ใบส้ม" ให้ ธนาธร

กกต. ประเดิมสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว 1 ปี หรือที่เรียกว่า "แจกใบส้ม" แก่ สุรพล เกียรติไชยากร ว่าที่ ส.ส. เชียงใหม่ เขต 8 พท. หลังพบว่ามีพฤติการณ์ "สัญญาว่าจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิวัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด"

ผลจากมติ กกต. เมื่อ 23 เม.ย. ทำให้ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตนี้ โดยใช้บัญชีผู้สมัครเดิม ไม่ได้เปิดรับสมัครใหม่ นั่นหมายความว่าคะแนนเสียงของ พท. จะหายไปเฉย ๆ 52,165 คะแนน เพราะหมดสิทธิส่งผู้สมัครไปโดยปริยาย นอกจากนี้ทุกคะแนนเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อ 24 มี.ค. จะถูก "ยกเลิก" ไม่นำไปคิดคำนวณหา ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคต่าง ๆ นอกจากนี้ กกต. จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (ใบดำ) หรือสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) ต่อไป และยังให้ดำเนินคดีอาญากับว่าที่ ส.ส. รายนี้ด้วย

Image copyright กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
คำบรรยายภาพ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีการถือหุ้นของหัวหน้าพรรค แทนเจ้าตัวที่อยู่ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อ 22 มี.ค. หรือ 1 วันก่อน กกต. มีมติ

อีกมติ กกต. ที่ออกมาวันเดียวกันคือ แจ้งข้อกล่าวหาต่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ กรณีถือครองหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เข้าข่ายเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

กกต. ให้ ธนาธร ชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน และยังไม่ตอบชัดเจนว่ากรณีนี้จะนำไปสู่การ "แจกใบส้ม" ให้หัวหน้า อนค. หรือไม่ แต่ถึงกระนั้นเจ้าตัวและฝ่ายกฎหมายของพรรคมั่นใจใน "ข้อเท็จจริง" และ "ข้อกฎหมาย" ว่าจะไม่ทำให้หัวหน้าพรรคต้องอดเข้าสภาฯ พร้อมลูกพรรค

6. "รัฐบาลเงา" และข่าวปล่อย "รัฐบาลแห่งชาติ"

ถึงขณะนี้ยังไม่มีเค้าลางว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะเมื่อแต่ละพรรคยังไม่รู้ "ยอดผู้แทนฯ สุทธิ" ของตนเอง การรวมเสียงประกาศจัดตั้งรัฐบาลจึงเป็นเพียงการเกาะกลุ่มกันแสดงเจตนารมณ์อย่างหลวม ๆ เท่านั้น

3 วันหลังเลือกตั้ง พรรคอันดับ 1 อย่างเพื่อไทยเป็น "หัวหอก" ประกาศจัดตั้งรัฐบาลผสม 7 พรรค "ล็อกเสียง" ได้เบื้องต้น 255 เสียง โดยอ้างถึงประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ให้ "พรรคที่ได้ฉันทานุมัติให้มีที่นั่งในสภาฯ สูงสุดได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน" ทว่าสื่อบางสำนักเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการตั้ง "รัฐบาลเงา" เพราะยังไม่เห็นผลจริงในทางปฏิบัติ ต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ ที่ได้รัฐบาลในคืนนั้นเลย

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ 6 พรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่า "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" ลงสัตยาบันเพื่อหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. และยืนยันว่ารวบรวมเสียงในสภาฯ ได้เกินกว่า 255 เสียงแล้วเมื่อ 27 มี.ค.

เกือบทันทีทันใด พปชร. ชิงประกาศจัดตั้งรัฐบาลแข่ง โดยยกเหตุมีคะแนนมหาชนสูงสุด และประชาชน 7.9 ล้านเสียงที่โหวตให้พรรคก็เพื่อพา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับเข้าทำเนียบฯ อีกครั้ง

คนไทยเห็น... แนวร่วมของ "2 ขั้วการเมือง" ที่กำลังชิงไหวชิงพริบ เดินเกมทั้งบนดิน-ใต้ดินเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายบริหาร โดยมีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่ขณะนี้ยังสงวนท่าที กลายเป็น "ผู้ชี้ขาดชัยชนะในการจัดตั้งรัฐบาล"

คนไทยได้ฟัง... ข่าวลือ-ข่าวปล่อยเรื่อง "รัฐบาลแห่งชาติ" จากนักเลือกตั้งอาชีพ ทั้งที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมาหยก ๆ หลังพบว่าคะแนนเสียงของพรรคอันดับ 1 และ 2 ก้ำกึ่งกันมาก และมีแนวโน้มเกิด "เงื่อนตายทางการเมือง" เพราะตั้งรัฐบาลไม่ได้

เทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มีวาระ 2 ปี พร้อมเปิดชื่อ "นายกฯ คนกลาง" มา 4 ชื่อ นั่นเท่ากับว่านายกฯ คนที่ 30 อาจไม่ได้อยู่ใน 64 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคต่าง ๆ เปิดออกมาให้คนไทยได้เห็นและได้ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจในวันเข้าคูหา

จาก "โหวตคว่ำชื่อกลางสภา" ถึง "ล่าชื่อถอดถอน" กกต.

การเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปีของคนไทย แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะกลายเป็น "โมฆะ" หรือไม่ หลัง เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส .บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่

ผู้ตรวจฯ มีมติรับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อ 17 เม.ย. และให้ กกต. ชี้แจงภายใน 7 วัน หรือภายใน 25 เม.ย. นี้

สำหรับ กกต. ชุดนี้มีจำนวน 7 คน กกต. ล็อตแรกจำนวน 5 คน เข้ารับหน้าที่เมื่อ 12 ส.ค. 2561 ภายหลังมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและกรรมการ กกต. ประกอบด้วย อิทธิพร บุญประคอง ประธาน, สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์, ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย, ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี และ ปกรณ์ มหรรณพ

ส่วนอีก 2 คนคือ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ตามมาสมทบเมื่อ 4 ธ.ค. 2561

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ประธาน กกต. นำทีมสักการะสิ่งศักดิ์ประจำศูนย์ราชการ อาคารบี สถานที่ตั้งสำนักงาน กกต. ในโอกาสเข้ารับหน้าที่เมื่อปี 2561

กระบวนการสรรหา กกต. ชุดที่ 5 ใช้เวลาเกือบปี และมีผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็น กกต. รวม 9 คนถูก "โหวตคว่ำชื่อ" กลางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

  • 22 ก.พ. 2561 : สนช. มีมติ "ไม่เห็นชอบ" รายชื่อ 7 บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่
  • 12 ก.ค. 2561 : สนช. มีมติ "ไม่เห็นชอบ" รายชื่อ 2 บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. และ "เห็นชอบ" 5 คน (ล็อตของ อิทธิพร)
  • 22 พ.ย. 2561 : สนช. มีมติ "เห็นชอบ" รายชื่อ 2 บุคคลสุดท้ายให้เป็น กกต.

ในวันแรกของการเข้าทำงานที่สำนักงาน กกต. อิทธิพรถูกสื่อมวลชนตั้งคำถามว่าคิดว่าคณะกรรมการสรรหา และ คสช. มีความคาดหวังอย่างไรต่อ กกต. ชุดนี้

เขาใช้ลีลานักการทูตเก่าหลีกเลี่ยงการตอบคำถามนี้ตรง ๆ โดยให้เหตุผลว่าไม่อยู่ในฐานะจะตอบเรื่องความคาดหวังของคนอื่นได้

"แต่ผู้รับผิดชอบสรรหาและให้ความเห็นชอบ ก็ต้องตั้งใจมุ่งมั่นว่าจะได้คนที่เชื่อถือได้ว่าเมื่อมาทำงานจะเป็นกลาง ไม่เข้าข้างใคร ซื่อสัตย์ ยึดกฎหมายเป็นหลัก" อิทธิพรกล่าวเมื่อ 17 ส.ค. 2561 และยังเผย "คาถาในการทำงาน" ของ กกต. ชุดนี้คือ "เป็นกลาง กล้าหาญ กล้าตัดสินใจ ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำใด ๆ"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นักศึกษาและประชาชนร่วมกิจกรรมล่าชื่อเสนอถอดถอน กกต. ออกจากตำแหน่ง หน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตามผลงานการจัดการเลือกตั้ง 24 มี.ค. กลับไม่เป็นไปตามความ "คาดหวัง" ของผู้คนในสังคมนัก หลายคน "คลางแคลงใจ" ในบทบาทของ 7 กกต. ถึงขั้นล่ารายชื่อเพื่อยื่นถอดถอนคณะกรรมการอิสระในองค์กรแห่งนี้ออกจากตำแหน่ง

ประชาชนไม่น้อยกว่า 8 แสนคนร่วมลงรายมือชื่อผู้สนับสนุนการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ผ่านเว็บไซต์ Change.org ก่อนยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามกฎหมาย

ประธาน กกต. พร้อมให้ข้อมูลแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากถูกเรียกไปชี้แจง แต่ "ไม่อยากให้มองว่าการทำงานของ กกต. เป็นข้อผิดพลาด หรือเป็นความผิด" (14 เม.ย.)

ขณะที่ ปกรณ์ มหรรณพ กรรมการ กกต. บอกว่า "ไม่เสียกำลังใจ" ในเมื่อสมัครใจมาเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องพร้อมต่อการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ "การเรียกร้องให้ถอดถอนหรือลาออกเป็นสิทธิ เรารับฟัง แต่หน้าที่เราต้องทำให้สุจริตเที่ยงธรรม" (5 เม.ย.)

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม