พระสมาน ศรีงาม ถูกจับกุมข้อหาแต่งกายเลียนแบบพระ ด้านเจ้าตัวอ้างว่าเหตุที่ถูกจับกุมเพราะ “เคลื่อนไหวทางการเมือง”

  • 25 เมษายน 2019
พระสมาน Image copyright PHRA SAMARN SRI-NGARM
คำบรรยายภาพ พระสมาน ศรีงาม

วันนี้ (25 เม.ย.) พระสมาน ศรีงาม ได้รับการประกันตัวที่ สน.ดุสิต หลังจากที่ถูกจับกุมในวันที่ 24 เม.ย. ในฐานความผิดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุ

การจับกุมพระสมานเมื่อวานนี้เป็นไปตามหมายจับที่ออกโดยศาลแขวงดุสิตวันที่ 10 เม.ย. ที่ตำรวจ สน.ดุสิตได้แจ้งความกล่าวโทษพระสมานในวันที่ 30 ม.ค.

จนกระทั่งเมื่อวานนี้พระสมานได้เดินทางไปที่บริเวณศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล และถูกชุดตำรวจเข้าทำการจับกุม จากนั้นจึงได้ถูกควบคุมตัวมาที่ สน.ดุสิต

พระสมาน เป็นอดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เคยเป็นแกนนำขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติที่ชุมนุมขับไล่นายทักษิณ ชินวัตร และเรียกร้องให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก่อนที่จะบวชเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว ที่วัดตำหนัก ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก โดยมีพระอุปัชฌาย์ คือ พระมุณีนายก

เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว พระสมาน พร้อมกับคณะสงฆ์และแม่ชี ได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ยกเลิกการตัดสิทธิพระภิกษุทางการเมืองและการเลือกตั้ง เนื่องจากผิดกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง

"หลังจากนั้นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ทำเรื่องไปยังท่านเจ้าคุณมุณีให้ตรวจสอบอาตมาว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองยังไง กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) นครนายกก็ส่งหนังสือไป และหาทางจะสึกอาตมาด้วยวิธีทางต่าง ๆ" พระสมานอ้างดังกล่าวกับบีบีซีไทย

Image copyright PHRA SAMARN SRI-NGARM
คำบรรยายภาพ พระสมานได้เสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ทางการเมืองบ่อยครั้ง รวมทั้งมีการผลักดันให้ กกต. ไม่เลือกตั้งก่อนพระราชพิธีราชาภิเษก เนื่องจากจะทำลายพระราชพิธี และได้ยื่นถวายฎีกาต่อในหลวงให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจาก "เป็นการเลือกตั้งแบบเผด็จการ"

จนกระทั่งเดือน พ.ย. 2561 พระมุณีนายกได้ขอให้พระสมานลาสิกขา และได้ทำหนังสือตอบสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติว่าได้สึกพระสมานแล้ว แต่พระสมานอ้างว่าตนได้แจ้งว่าไม่ประสงค์ที่จะสึก และไม่ได้เปล่งวาจา

การลาสิกขาบทของพระสงฆ์จะต้องมีการเปล่งวาจาลาสิกขาต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ หรือต่อหน้าคฤหัสถ์ ที่มีสติสมบูรณ์เข้าใจการเปล่งวาจานั้น

แม้กระนั้นพระสมานก็ยังเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ทางการเมืองบ่อยครั้ง รวมทั้งผลักดันให้ กกต. ไม่เลือกตั้งก่อนพระราชพิธีราชาภิเษก โดยเห็นว่าจะเป็นการทำลายพระราชพิธี และได้ยื่นถวายฎีกาต่อในหลวงให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยอ้างว่า "เป็นการเลือกตั้งแบบเผด็จการ"

"พระไม่ควรเกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นทรรศนะเก่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่มีที่ไหนในโลก" พระสมาน กล่าว

"อาตมาโดนเล่นงานเพราะไปต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของพระสงฆ์และประชาชน ให้เกิดการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่แท้จริง" พระสมานกล่าว

ที่ สน.ดุสิต เมื่อวานนี้ พระสมานกล่าวว่า ได้มีความพยายามที่จะให้พระสมานลาสิกขา แต่ท่านได้แสดงหนังสือสุทธิและบัตรประชาชนพระ โดยหนังสือสุทธิระบุว่า พระสมานอุปสมบทเมื่อวันที่ 19 ก.พ. โดยพระครูวิวิธกาญจนคุณ สังกัดวัดถ้ำสัตตบรรณคูหา ต.หนองหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์

จนกระทั่งเมื่อเช้านี้ พระสมานได้รับการประกันตัวด้วยเงิน 13,000 บาท และตำรวจได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 8 พ.ค. เพื่อส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสำนวนสอบสวนของตำรวจ

ทั้งนี้ การแต่งกายเลียนแบบพระ ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 ที่ระบุว่า ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่า เป็นพระภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐได้ควบคุมและเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการจับกุม และจับสึกพระหลายรูป หรือแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์

อย่างไรก็ดี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยชี้แจงเรื่องนี้ กับบีบีซีไทยว่า ทางรัฐบาลให้ความสนับสนุนและดูแลคณะสงฆ์อย่างปกติ แต่จะมีเฉพาะบางรายที่เป็นประเด็นเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตาม กิจของสงฆ์

ล่าสุด เมื่อ 30 ส.ค. ปีที่แล้ว มหาเถรสมาคมได้ออกประกาศ เรื่อง ห้ามใช้วัดเป็นสถานที่ชุมนุมหรือสัมมนาหรือจัดกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ และความแตกแยกเกิดขึ้นในสังคม หลังจากมหาเถรสมาคมพบว่ามีการใช้พื้นที่ของวัดเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง

ประกาศนี้มีขึ้นมาแม้ว่ามหาเถรสมาคมได้ออกคำสั่งตั้งแต่ปี 2538 เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่กฎเกณฑ์ดังกล่าวมีการบังคับใช้น้อยมาก ทำให้ผู้ที่อยู่ในวงการสงฆ์หลายคนมองว่า การออกประกาศฉบับล่าสุดเป็นการแทรกแซงจากภาคการเมือง

เหตุการณ์การปราบปรามพระภิกษุในยุค คสช.
ปี เหตุการณ์
2557 - ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่รัฐรื้อถอนสำนักสงฆ์หลายแห่งโดยเหตุผลต่าง ๆ
2559 - 2560 ปฏิบัติการยึดวัดพระธรรมกาย
2560 แก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
2560 จับสึกพระมหาอภิชาติ ปุณฺณจนฺโท โดยอ้างว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง
2560 สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ
2561 บุกจับและจับสึกพระผู้ใหญ่ 5 รูป
2561 - ปัจจุบัน ปฏิบัติการตรวจสอบการทุจริตงบประมาณอุดหนุนบูรณะปฏิสังขรณ์วัด

"ผมไม่แปลกใจ [เรื่องการที่พระสมานถูกจับกุม]" ดร.โทมัส ลาร์สัน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวกับบีบีซีไทย "เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะทำให้การเมืองและสงฆ์ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน"

ดร.ลาร์สัน กล่าวว่า ความคิดที่รัฐบาลไม่อยากให้พระยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของระบบความเชื่อของรัฐไทย คือ รัฐและสถาบันกษัตริย์ได้รับความชอบธรรมทางการเมืองจากคณะสงฆ์ที่ประพฤติตัวอยู่ในกรอบ

"รัฐกลัวว่าการที่คณะสงฆ์มาเกี่ยวข้องกับการเมืองจะทำให้ประชาชนสูญเสียศรัทธาในสถาบันทางศาสนา ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ดูไม่ดี" เขากล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม