นิยามการอยู่อาศัยสำหรับคนที่รักอิสระ กับที่พักอาศัยทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องตามบรรทัดฐานของสังคม

  • 25 เมษายน 2019
บ้านลอยน้ำ Image copyright EPA

ข่าวเรื่องความพยายามของคู่สามีชาวต่างชาติและภรรยาไทยในการตั้งที่อยู่อาศัยกลางน้ำนอกชายฝั่ง จ.ภูเก็ต ในเขตทะเลหลวง ปลุกให้แนวคิดเรื่องการมีที่อยู่อาศัยแบบอิสระกลับมาถูกพูดถึงในสังคมออนไลน์อีกครั้ง

สิ่งที่สามีภรรยาคู่นี้ชูเป็นแนวคิดหลักคือการมีถิ่นที่อยู่อาศัยที่อิสระจากการดูแลของภาครัฐและอ้างว่าไม่ได้ต้องการสถาปนารัฐอิสระ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ทางการไทยไม่อาจอนุญาตให้เกิดขึ้นได้ เพราะถือเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของน่านน้ำไทย

นิยามในเรื่องของการอยู่อาศัยแบบอิสระเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ว่าจะไทยหรือต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจ แนวความคิดนี้เริ่มได้รับความนิยมขึ้นหลังเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง และผู้คนก็เริ่มแสวงหาวิธีการที่จะอยู่อาศัยได้อย่างมีความสุขที่ยั่งยืน แม้จะได้รับแรงกดดันจากสังคมที่อาจมองคนละมุมหรือมีข้อกฎหมายเป็นอุปสรรค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นอาจกลายเป็นวิถีชีวิตแบบใหม่ของคนในอนาคต ที่นิยม "ความมีอิสระ"

บ้านลอยน้ำ

แนวความคิดเรื่องการสถาปนารัฐอิสระกลางน้ำนี้มาจากสถาบัน Seasteading ในสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่าเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่อ้างว่ามีเป้าหมายในการก่อตั้งชุมชนเมืองลอยน้ำให้ผู้อยู่อาศัยได้ทดลองอยู่ในชุมชนที่มีกฎหมายและระบบการเมืองใหม่ ถือเป็นการทำงานวิจัยที่จะนำผลจากการเรียนรู้นั้นไปพัฒนาร่วมกับรัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งสถาบันได้ชี้แจงผ่านเว็บไซต์ของตัวเองว่าเป็นกิจกรรมที่ถูกกฎหมาย

Image copyright EPA

โครงการในระยะแรกของสถาบันก็คือการจัดตั้งเมืองลอยน้ำแห่งแรกของโลกขึ้น โดยสถาบันกล่าวว่าไม่ได้ทำหน้าที่ในการสร้างเมืองลอยน้ำให้ผู้ที่สนใจ แต่เป็นผู้ประสานงาน ให้คำแนะนำ และจุดประกายความคิดเรื่องการอยู่อาศัยแบบทางเลือกใหม่

นายแชด เอลวาร์ทอฟสกี ชาวอเมริกัน และนางสุปราณี เทพเดช ภรรยาชาวไทย คือคู่สามีภรรยาที่ได้ทำการสร้างบ้านลอยน้ำตามแนวคิดของ Seasteading ด้วยงบประมาณ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4.8 ล้านบาท) โดยได้ให้บริษัท Ocean Builders ที่ตั้งอยู่ในรัฐฟลอริดา เป็นผู้ก่อสร้าง

"ฉันอยากให้มันเกิดขึ้น ฉันเห็นผู้คนพูดถึงบ้านลอยน้ำมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครลงมือทำจริง ๆ ทุกคนเอาแต่พูด พูด พูด ไม่ทำกันเลย ฉันอยากเห็นบ้านลอยน้ำถูกสร้างขึ้นจริง ๆ และฉันอยากทำให้มันเป็นจริงที่ประเทศไทยนี่แหละ ซึ่งมันจะต้องเป็นประวัติศาสตร์เลยล่ะ" สุปราณี เทพเดช พูดในวิดีโอสารคดีที่ชื่อว่า The First Seasteaders ที่จัดทำโดยกลุ่ม Seasteading ผ่านช่องยูทิวบ์ของทางสถาบัน

Image copyright EPA

ถึงแม้ว่าโครงการบ้านลอยน้ำจะไม่ได้เป็นไปตามคาดหวังและบ้านของแชดและสุปราณี เพราะกองทัพเรือภาค 3 ได้ใช้เรือรบสามลำลากกลับเข้าฝั่ง และรอดำเนินคดีกับคู่สามีภรรยาคู่นี้ซึ่งไม่ได้อยู่บนบ้านลอยน้ำตอนที่เจ้าหน้าที่ไปถึง

บริษัท Ocean Builders ประกาศว่าพร้อมจะเจรจากับทางการไทยเพราะเห็นว่าการทำเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรง และพร้อมจะเดินหน้าโครงการต่อไปเมื่อได้รับอนุญาตจากไทย โดยทางบริษัทเปิดเผยว่ามีผู้ให้ความสนใจสร้างบ้านลอยน้ำในน่านน้ำสากลนอกฝั่ง จ.ภูเก็ต อีกกว่า 20 ราย

บ้านในถ้ำ

"คำว่าบ้านไม่ใช่เป็นแค่ตัวอาคาร ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนถ้าเราใส่ความรักเข้าไปมันก็จะกลายเป็นบ้าน" ประโยคเด็ดจากโพสต์ที่ นายจตุรภูมิ โลศิริ หรือทูน ศิลปินหนุ่มอายุ 48 ปี ได้เขียนไว้เมื่อปีที่แล้วผ่านเพจส่วนตัวในเฟซบุ๊กที่เคยใช้ชื่อว่า The Cave Man 2018 ในสังคมออนไลน์ทูนคือ "พี่มนุษย์ถ้ำ" เขาสร้างที่อยู่ในถ้ำที่เคยเป็นเหมืองบนเกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประเทศไทยมีถ้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่มากมายเหมือนถ้ำนี่ที่อ่าวพังงา

ก่อนจะสร้างถ้ำ ทูนเป็นศิลปินวาดภาพและเล่นดนตรีตามผับและบาร์บนเกาะพงันได้ราว 3 ปี เพื่อนชาวเยอรมันคนหนึ่งแนะนำให้เขามาพักอยู่ในถ้ำที่ว่างอยู่ถัดออกไปจากถ้ำที่เขาอยู่ โดยเพื่อนชาวต่างชาติคนนี้เดินทางกลับประเทศไปแล้ว ขณะที่ทูนได้สำรวจพื้นที่และย้ายเข้ามาปักหลักลงฐานในถ้ำที่เพื่อนเขาแนะนำให้

หลังอาศัยในถ้ำได้ 7 เดือนทูนก็เริ่มโพสต์รูปและข้อความเกี่ยวกับกิจกรรมและกิจวัตรประจำวันของเขา ซึ่งก็คือการนั่งต้มกาแฟอยู่หน้าปากถ้ำ นั่งสมาธิ และเล่นโยคะ เฟซบุ๊กของทูนมีผู้ติดตามกว่าแสนคน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การดัดแปลงถ้ำมาเป็นที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก

บ้านในถ้ำของทูนได้รับการตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่เป็นสัดส่วน เขานำสิ่งของที่ถูกพัดมาเกยหาดมาใช้เป็นของตกแต่ง ในถ้ำไม่มีไฟฟ้าแต่ใช้เทียนไข กดน้ำจืดจากร้านค้าบนชายหาดมาเพื่อใช้อุปโภคบริโภค เขาขอใช้ไฟฟ้าจากร้านอาหารที่เกินเป็นประจำในการชาร์ตแบตเตอรี

มีคนจำนวนมากทั้งไทยและต่างประเทศมาพบและพูดคุยกับทูนที่ถ้ำ คนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่รักอิสระและแสวงหาชีวิตที่ไม่ต้องถูกตีกรอบ

"การที่ผมมาอาศัยอยู่ในถ้ำ มันไม่ได้หมายความว่า ผมจะต้องเป็นนักบวชหรือฤๅษี ผมมาอยู่ถ้ำเพราะว่าผมสนุกกับการอยู่ถ้ำ ไม่เคยต่อต้านโลกวัตถุ ผมนั่งสมาธิ ใช่ แต่ผมก็ไม่ใช่นักบวชนักบุญ ผมมองตัวเองว่าเป็นเพลย์บอยที่ชอบนั่งสมาธิ ชอบธรรมชาติ รักสนุก ชอบผู้หญิง ก็แค่นั้น" ทูนโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กของเขา

แต่หลังจากที่ทูนโพสต์รูปเปลือยของหญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียงของเขา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมออนไลน์ และเป็นที่มาของการถูกตำรวจเข้ามาตรวจสอบ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พระสงฆ์ใช้ถ้ำทางธรรมชาติที่อ่าวพังงาไว้เป็นสถานที่วิปัสสนากรรมฐานชั่วคราว

เกาะกวม: ดินแดนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในเอเชีย

ปัจจุบัน เรื่องราวของมนุษย์ถ้ำผู้นี้เงียบหายไป มีเพียงเฟซบุ๊กใหม่ที่ชื่อ Beautiful Bangkok และไม่มีการโพสต์ภาพหรือข้อความเกี่ยวกับชีวิตของเขาในถ้ำเพิ่มเติมแต่อย่างใด

บ้านดินวิถีพอเพียง

การที่คนหาเช้ากินค่ำจะได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านสักหลัง ส่วนใหญ่จะต้องแลกกับการทำงานทั้งชีวิต กว่าจะได้มีความสุขกับบ้านของตัวเองก็เป็นช่วงวัยเกษียณ

Image copyright Pun Pun Organic Farm
คำบรรยายภาพ โจน จันได กับผลิตผลที่ได้จากฟาร์มของเขาเอง

แต่สำหรับ โจน จันได หรือโจ อายุ 49 ปี การมีชีวิตอยู่ภายใต้กรอบของระบบทุนนิยมไม่ใช่สิ่งที่เขาเชื่อ เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่นอกกรอบนั้น โจ เป็นลูกชาวนายโสธรที่ยากจน เขารังเกียจ การมีชีวิตภายใต้ระบบทุนนิยม แต่ถึงอย่างนั้นเขายังมุ่งหน้าเข้ากรุงเพื่อทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

แต่ชีวิต 4 ปีในเมืองหลวงที่เขาต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง แลกกับรายได้ที่ไม่มากนัก ทั้งยังต้องเดินทาง แก่งแย่ง แข่งขันกับคนอื่น ๆ ทำให้โจคิดถึงชีวิตเรียบง่ายในต่างจังหวัด

Image copyright Pun Pun Organic Farm
คำบรรยายภาพ บ้านดินที่โจน จัได ปลูกขึ้นมาบนที่ดินของเขามีต้รทุนต่ำและทนความร้อนได้สูง

โจได้พบกับภรรยาที่เป็นชาวอเมริกันและย้ายกลับไปที่สหรัฐอเมริกาด้วยกัน ในขณะที่ทั้งคู่ได้เดินทางไปแคลิฟอร์เนียได้ผ่านหมู่บ้าน Toapueblo ของชาวอินเดียแดงที่รัฐนิวเม็กซิโกและพบกับบ้านดิน ทั้งสองเริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านดินแบบบ้านของชนเผ่าอินเดียแดง

"ในระหว่างขี่จักรยานในเขตนั้นมันเป็นทะเลทรายทั้งหมด ไม่มีร่มไม้เลย มันร้อนมาก แต่พอเข้าไปในบ้านรู้สึกเย็นมาก ก็คิดถึงบ้านที่ยโสธรทันทีเพราะมันร้อนมากเหมือนกัน กลับมาก็คิดว่า จะสร้างบ้านแบบนั้นบ้าง หลังจากนั้นผมก็สร้างบ้านหลังแรก ไม่ได้เรียน แค่ไปดูนิดๆ หน่อย ๆ แล้วก็สอบถามเขา แล้วมาค้นดูหนังสือในห้องสมุดถึงวิธีทำ แค่นั้นเอง แล้วก็ลงมือ ทำเลย" โจ บอกกับสื่อไทยหลายสำนักถึงที่มาของการสร้างบ้านดินของเขา

Image copyright Pun Pun Organic Farm
คำบรรยายภาพ อิฐที่ทำมาจากดินนำมาใช้เพื่อการสร้างบ้านดิน

หลังจากกลับมาสหรัฐฯ โจนำเงินเก็บที่มีไปซื้อที่นอกเมืองที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ทำไร่ทำนา และยังชีพด้วยผลผลิตของตัวเอง จากนั้นก็เริ่มสร้างบ้านจากดินที่เขาได้เรียนรู้มา โจอธิบายว่าบ้านดินปลูกได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เงินเลย แถมไม่ต้องมีทักษะทางการช่างในการสร้าง บ้านดินที่เขาสร้างเก็บความเย็นได้ดี เหมาะกับภูมิอากาศแบบไทย

ปัจจุบันโจเริ่มเป็นที่รู้จัก มีชาวต่างชาติมาขออาศัยอยู่ด้วย บางคนสร้างบ้านตัวเองไว้บนที่ดินของโจ บางคนมาเรียนรู้เป็นเวลาสั้น ๆ โจได้รับเชิญไปให้ความรู้เรื่องการสร้างบ้านดินทั่วโลก และยังเคยขึ้นเวที TedEx เพื่อพูดเรื่องนี้ ซึ่งโจไม่เคยปิดเรื่องที่เขาไม่เป็นมิตรกับระบบทุนนิยมเพราะเชื่อว่าคนเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมนี้

Image copyright Pun Pun Organic Farm