บรมราชาภิเษก : ประมวลเหตุการณ์ประวัติศาสตร์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 4-6 พ.ค. 2562

  • 6 พฤษภาคม 2019
ในหลวงร.10 Image copyright Reuters

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ระหว่างวันที่ 4-6 พ.ค. 2562 ถือเป็นพระราชพิธีครั้งที่ 12 นับตั้งแต่มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มา 237 ปี

นับจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นในเมื่อ 5 พ.ค. 2493 ประเทศไทยก็ได้ว่างเว้นจากพระราชพิธีนี้มานานถึง 69 ปี

บีบีซีไทย สรุปเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยดังต่อไปนี้

4 พ.ค. 2562

Image copyright สำนักพระราชวัง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นการดำเนินการตามคตินิยมของศาสนาพราหมณ์ เพื่อ "ป่าวประกาศให้เทวดารู้ว่าบัดนี้จะมีพระมหากษัตริย์ หรือพระผู้เป็นเจ้าเกิดขึ้นอีกพระองค์หนึ่งแล้ว"

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงเป็น "พระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์" หลังเข้าพิธีสรงพระมุรธาภิเษก ทรงรับน้ำอภิเษก และทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว"

Image copyright สำนักพระราชวัง
คำบรรยายภาพ ทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎ หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์
Image copyright สำนักพระราชวัง
คำบรรยายภาพ หลังเข้าพิธีสรงพระมุรธาภิเษก ทรงรับน้ำอภิเษก และทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎ ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
Image copyright สำนักพระราชวัง
คำบรรยายภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสุทิดาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

พระปฐมบรมราชโองการ ในหลวง รัชกาลที่ 10

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการแก่ปวงชนชาวไทยว่า "เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"

ในโอกาสนี้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสุทิดา ขึ้นเป็น "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี"

ในการเสด็จออกมหาสมาคม พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบพระบรมวงศ์และประมุข 3 ฝ่าย มีใจความตอนหนึ่งว่า "ขอเชิญชวนทุกท่านทุกฝ่ายในมหาสมาคมนี้ และประชาชนชาวไทยทุกคนได้ตั้งความปรารถนาร่วมกันกับข้าพเจ้า ในอันที่จะร่วมกันปฏิบัติงานตามฐานะและหน้าที่ของตนโดยยึดเอาประโยชน์ คือความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกร่มเย็นของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด"

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระแก้วมรกตที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วมีพระราชดำรัสประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก

ในการเฉลิมพระราชมณเฑียร และเถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนการขึ้นบ้านใหม่ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ข้าราชบริพารฝ่ายหน้าได้เชิญเครื่องราชูปโภคและสิ่งมงคล รวมถึงสัตว์อย่างวิฬาร์หรือแมว และไก่ขาว เข้าพิธีด้วย

Image copyright สำนักพระราชวัง
Image copyright สำนักพระราชวัง

5 พ.ค. 2562

พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ รวม 10 พระองค์ ดังต่อไปนี้

  • พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
  • สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี
  • สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน ขัตติยราชนารี
  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี
  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
  • สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร
  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

สมเด็จพระสังฆราชถวายพระธรรมเทศนา "ทศพิธราชธรรม"

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ช่วงเช้า วันที่ 5 พ.ค.ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ถวายทศพิศราชธรรมจริยากถา หรือธรรมะ 10 ประการที่พระราชาพึงทรงยึดถือปฏิบัติ แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

หนึ่งในธรรมะ 10 ประการที่สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงแสดง คือ คือ มัททวะ ความอ่อนโยน พระมหากษัตริย์พึงมีพระราชอัธยาศัยอ่อนโยน ละมุนละม่อม มีความอ่อนน้อม ไม่ถือพระองค์ด้วยความดื้อรั้น เมื่อมีผู้กราบบังคมทูลพระกรุณาด้วยเหตุผลของบัณฑิต ก็ควรทรงพึงสดับตรับฟังโดยถี่ถ้วน

Image copyright Reuters

ในช่วงเย็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคตามโบราณราชประเพณี ระยะทาง 6.77 ก.ม.เพื่อให้ประชาชนเฝ้าชมพระบารมี เป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จออกจากพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท จากนั้นขบวนพระราชอิสริยยศได้ออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรีเข้าสู่ถนนหน้าพระลานและถนนราชดำเนินเพื่อไปยังพระอารามหลวง 3 แห่ง คือ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ตลอดเส้นทางมีพสกนิกรเฝ้ารับเสด็จเป็นจำนวนมาก

6 พ.ค. 2562

Image copyright EPA

ในวันสุดท้ายของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 6 พ.ค.2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสต่อประชาชนเป็นครั้งแรก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงขอบใจคำอวยพรซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในนามของประชาชน และตรัสว่าการที่ประชาชนมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงนั้น "เป็นที่จับตาจับใจและทำให้ข้าพเจ้าอิ่มใจอย่างยิ่ง"

เวลา 16.59 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ท่ามกลางการเปล่งเสียง "ทรงพระเจริญ" จากประชาชนชาวไทยที่พร้อมใจสวมใส่เสื้อสีเหลืองมารอเข้าเฝ้าฯ เพื่อชื่นชมพระบารมี

พล.อ.ประยุทธ์ กราบบังคมทูลฯ ถวายพระพรชัยมงคลแทนราษฎรทุกหมู่เหล่า ความว่า

"ในกาลปัจจุบันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายต่างประจักษ์แก่ใจดียิ่งว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงบำเพ็ญปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยมีพระราชประสงค์เพื่อประสิทธิ์ความผาสุกศิริสวัสดิ์ ทั้งความไพบูลย์วัฒนสถาพรแก่บ้านเมือง ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์ น้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาแห่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทยังความปลาบปลื้มปีติสุขแก่ผองพสกนิกรทั้งปวง พระบรมเดชานุภาพและพระบารมียังให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ เป็นพลังหนุนนำให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และปวงประชาชนทุกหมู่เหล่ามีศรัทธาเชื่อมั่นที่จะร่วมกันบำรุงรักษาและพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองสืบไป

"ปวงข้าพระพุทธเจ้า เหล่าข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ประชาชน จิตอาสาและพสกนิกรทุกหมู่เหล่า จะถวายความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ไว้ด้วยชีวิต โดยจะร่วมกันปฏิบัติหน้าที่สนองพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษาและต่อยอด ตามพระปฐมราชโองการอย่างเต็มกำลังความสามารถ และจะสร้างความสงบสุข ความมีเสถียรภาพ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนสืบไป"

Image copyright AFP/Getty Images
Image copyright EPA

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบนายกรัฐมนตรี และต่อประชาชนที่มาเฝ้าฯ ความว่า

"ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกยินดีและปลื้มใจมากที่ได้เห็นประชาชนทั้งหลายมีไมตรีจิต พร้อมเพรียงกันมาร่วมแสดงความปรารถนาดีในวาระบรมราชาภิเษกของข้าพเจ้าครั้งนี้

ความพร้อมเพรียงของท่านทั้งหลายที่มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ เพื่ออวยชัยให้พรแก่ข้าพเจ้าด้วยน้ำใจไมตรีและความปรารถนาดีอย่างจริงใจนั้น เป็นที่จับตาจับใจ และทำให้ข้าพเจ้าอิ่มใจอย่างยิ่ง ขอให้ความพร้อมเพรียงของท่านทั้งหลายในการแสดงไมตรีจิตแก่ข้าพเจ้าครั้งนี้ จงเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกคนทุกฝ่ายจะพร้อมใจกับบำเพ็ญกรณียกิจ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติเราต่อไป

ขอขอบใจคำอวยพรซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในนามของทุกคน และขอกล่าวสนองพรให้ทุกท่านมีความสุขสวัสดี และความสำเร็จในสิ่งอันพึงปรารถนาโดยทั่วกัน"

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชโอรสและพระราชธิดาเสด็จออกทักทายประชาชนร่วมกัน ณ สีหบัญชร ขณะที่ประชาชนพร้อมใจกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

Image copyright โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

จากนั้นเวลา 17.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี เสด็จออกท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางฉั่ว ซิ่ว ซาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ ประจำประเทศไทย คณบดีคณะทูต กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลในนามของคณะทูตานุทูต

นางฉั่ว ซิ่ว ซาน กล่าวถวายพระพร สรุปความว่า "ข้าพระพุทธเจ้าถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ว่า เป็นความปรารถนาดีและยินดีอย่างจริงใจของคณะทูตานุทูต ในวโรกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงได้รับการสถาปนาให้ดำรงตำแหน่งที่มีศักดิ์ศรีและความรับผิดชอบสูงสุดของประเทศ บรรดาบุคคลที่ข้าพระพุทธเจ้าได้เป็นตัวแทนกล่าวถวายพระพรในวันนี้ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงครองราชสมบัติอย่างยั่งยืนและผาสุก และปวงชนชาวไทยซึ่งได้แสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงความจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จะได้มีความสงบสุข เจริญรุ่งเรือง และก้าวหน้าสืบไป"

ข้าพระพุทธเจ้าขอให้คำมั่นอีกครั้งถึงการจะสืบสานความสัมพันธ์อันยั่งยืนและแข็งแกร่งระหว่างราชอาณาจักรไทยและประเทศต่าง ๆ ขอให้ราชอาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งนี้จงมีแต่ความผาสุก รุ่งเรืองภายใต้รัชกาลอันเป็นมงคลของพระองค์ และขอน้อมถวายพระพรแสดงความยินดีและความปรารถนาดีแด่สมเด็จพระราชินี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบความว่า "ข้าพเจ้าและพระราชินี มีความชื่นชมและประทับใจมากในคำอวยพรอันเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีและไมตรีจิต ซึ่งท่านคณบดีทูต ได้กล่าวในนามคณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศ ในวาระบรมราชาภิเษกของข้าพเจ้าในครั้งนี้

ขอขอบใจในน้ำใจไมตรีของท่านทั้งหลายที่ได้แสดงความปรารถนาดีต่อเราทั้งสอง ประเทศ และประชาชนชาวไทย ทั้งยังแสดงความตั้งใจจริงที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ในประการนี้ ขอให้ท่านมั่นใจได้ว่า ท่านจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลและประชาชนชาวไทย และข้าพเจ้าเองก็จะพยายามส่งเสริมสัมพันธไมตรีที่มีอยู่ให้ยิ่งเจริญงอกงาม และธำรงยั่งยืนสืบไป ขอสนองพรทุกท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุขความเจริญ ทั้งขอให้ประเทศและประชากรซึ่งท่านเป็นผู้แทนอยู่ในราชอาณาจักรนี้มีความรุ่งเรืองไพบูลย์ตลอดไป"

หลังเสด็จฯ กลับ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงรับรอง ณ พระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร นับเป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ส่วนในช่วงค่ำ มีการแสดงโดรนเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ ท้องสนามหลวง โดยสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ สำหรับการแสดงประกอบโดรน 235 ลำ แบ่งเป็น 2 ชุดการแสดง ประกอบบทเพลง โดยโดรนทำการแปรเป็นภาพและข้อความต่าง ๆ อาทิ พระบรมสาทิสลักษณ์ ร.10, ราชวงศ์จักรี, พระปรมาภิไธยย่อ วปร., ทรงพระเจริญ, รูปช้าง, เลข 10 ไทย รวมถึงรูปดอกราชพฤกษ์

หลังจากนี้ในปลายเดือน ต.ค. 2562 จะมีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย คือ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ไปยังวัดอรุณราชวราราม

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม