ซิฟิลิส : การกลับมาระบาดอีกครั้ง และกามโรคในไทยพุ่งกระฉูดโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นเหตุมาจากอัตราการใช้ถุงยางลดลง

  • 9 พฤษภาคม 2019
ซิฟิลลิส Image copyright Bangkok STIs Center
คำบรรยายภาพ วิธีการสังเกตตัวเองง่าย ๆ คือการดูแผลและผื่นที่ขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

"ซิฟิลิสกลับมาระบาดอีกครั้ง" ข้อความสั้น ๆ ในบทความที่โรงพยาบาลบางรักหรือศูนย์กามโรคบางรัก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมควบคุมโรค เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้คนในสังคมตื่นตัวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดนี้กันมากขึ้น แม้ว่า "ซิฟิลิส" จะเป็นชื่อที่หลายคนคุ้นหูแต่ดูเหมือนว่าสังคมไทยยังมีความไม่รู้เกี่ยวกับโรคนี้อีกมาก จึงมีการตั้งคำถามว่ามันรักษาหายหรือไม่ และมีอันตรายต่อสุขภาพมากน้อยเพียงใด

โรคซิฟิลิสเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทุกคนกลัวในอดีต แต่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการฉีดยาหรือรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง แต่เนื่องจากผู้ติดเชื้อจะไม่แสดงอาการของโรคออกมาอย่างเด่นชัดจนกระทั่งระยะท้าย ๆ ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อมักไม่รู้ตัวและไม่แสดงอาการ รวมทั้งกลายเป็นพาหะของโรคไปโดยไม่ตั้งใจ

รายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2560 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แสดงให้เห็นว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งในประเทศไทย และจำนวนผู้ป่วยซิฟิลิสนั้นก็พุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะมีคนติดเชื้อแต่ไม่รู้ตัวเป็นจำนวนมาก และไม่เคยผ่านการตรวจคัดกรองโรคนี้ทำให้แพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว โดยกลุ่มที่ติดเชื้อมากที่สุดเป็นกลุ่มของวัยรุ่นที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาถึงมหาวิทยาลัย

Image copyright Bangrak STIs Center

แม้ผลการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการของกรมควบคุมโรคจะพบว่ากลุ่มประชากรช่วงอายุ 15 - 24 ปี ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์นั้นมีเพียงร้อยละ 30 แต่พบว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในกลุ่มช่วงอายุนี้สูงกว่าประชากรในช่วงอายุอื่นมาก ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าเนื่องจากอายุของเยาวชนที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกน้อยลงกว่าเดิมประกอบกับการขาดความเข้าใจเรื่องเพศศึกษาของคนกลุมนี้ อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งซิฟิลิสรุนแรงขึ้น

วัยอันตราย

กรมควบคุมโรคเห็นว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโรคซิฟิลิสที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นสัญญาณถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี โดยในปี 2561 พบว่าผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน และวัยเจริญพันธุ์ คิดเป็นร้อยละ 36.9 ของผู้ป่วยทั้งหมด

ข้อมูลจากการเฝ้าระวังพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวีของกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ปี 2560 พบว่าวัยรุ่นมีแนวโน้มในการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น คือ มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกที่อายุ 13 ปี โดยร้อยละ 30 ไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ทำให้เห็นว่าวัยรุ่นยังไม่ตระหนักถึงผลกระทบจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน ซึ่งจะทำให้วัยรุ่นติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เอชไอวี และการตั้งครรภ์ตอนที่ยังไม่พร้อม

Image copyright Bangrak STIs Center

ส่วนข้อมูลพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัย ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 76.9 และ 66.7 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 74.1 และ 76.9 ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 2 ทั้งชายและหญิง ร้อยละ 69.5 และ 74.6

แพทย์หญิงรสพร กิตติเยาวมาลย์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัยและพัฒนาวิชาการ กลุ่มบางรักโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค บอกกับบีบีซีไทยว่า ด้วยวัยของเยาวชนที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกลดลงจาก 15 ปี เป็น 13 ปี บวกกับความรู้และความเข้าใจด้านเพศศึกษาที่ไม่มากพอ อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูงมากขึ้นโดยเฉพาะในประชากรกลุ่มนี้

Image copyright Bangrak STIs Center
คำบรรยายภาพ แพทย์หญิงรสพร กิตติเยาวมาลย์ อธิบายว่าสาเหตุหลักของการแพร่กระจายเชื้อมาจากการไม่ป้องกันและขาดความเข้าใจในโรคของวัยรุ่น

"เยาวชนหลาย ๆ คนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการใช้ถุงยางเพื่อป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากการที่คุยกับคนไข้ในวัยนี้พบว่าพวกเขาเข้าใจว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นมีอยู่ในเฉพาะผู้ให้บริการทางเพศเท่านั้น และตราบใดที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ผ่านการซื้อบริการ ก็ไม่จำเป็นจะต้องป้องกัน" แพทย์หญิงรสพรอธิบาย

"บางคนมาด้วยอาการผื่นขึ้นแต่ไม่คิดว่าเป็นซิฟิลิสเพราะเขาบอกว่าเขามีเพศสัมพันธ์ผ่านทางปากหรือทวารหนักซึ่งไม่น่าจะติดได้ หมอจึงต้องให้ความรู้ไปว่าทั้งซิฟิลิส หนองในเทียม และโรคอื่น ๆ ติดกันง่ายมากผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย"

Image copyright iStock

"เราพยายามให้ความรู้และความเข้าใจเด็กกลุ่มนี้ว่าการมีเพศสัมพันธ์กับใครก็ตามโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยถือว่าเสี่ยงหมด ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดโรคหรือการท้องโดยไม่ตั้งใจ"

กราฟพุ่งสูงทุกโรคติดต่อ

รายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2560 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่าอัตราป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคหลักมีแนวโน้มสูงขึ้นจาก 20.1 ต่อประชากรแสนคน ในปี พ.ศ. 2555 เป็น 28.9 ต่อประชากรแสนคนในปี 2560 เมื่อจำแนกรายจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2552 - 2561 พบว่าโรคหนองในเป็นโรคที่มีการรายงานมากที่สุด คิดเป็น 11.33 ต่อประชากรแสนคนในปี 2552 และเพิ่มเป็น 15.13 ต่อประชากรแสนคนในปี 2561

สถิติผู้ป่วยกามโรค 5 โรคหลัก ปี 2552 - 2561

โรคซิฟิลิสและหนองในมีอัตราการติดเชื้อที่สูงที่สุด

หมายเหตุ: หน่วยประชากรต่อแสนคน
Source: กรมควบคุมโรค

รองลงมาได้แก่ โรคซิฟิลิส โดยอัตราการติดเชื้อเพิ่มจาก 2.29 ต่อประชากรแสนคนในปี 2552 เป็น 11.91 ต่อประชากรแสนคนในปี 2561 ซึ่งถือว่าจำนวนผู้ติดเชื้อสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับโรคอื่น

เมื่อดูเฉพาะกลุ่มอายุ 15-24 ปี พบว่าผู้ป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 5 โรคหลักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากอัตราป่วย 55.4 ต่อประชากรแสนคน ในปีงบประมาณ 2555 เป็น 83.9 ต่อประชากรแสนคนในปี 2559 และเมื่อจำแนกตามชนิดโรค พบว่าโรคซิฟิลิสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยเพิ่มจากอัตราป่วยที่ 6 ต่อประชากรแสนคนในปี 2556 เป็น 23 ต่อประชากรแสนคนในปี 2560

แพทย์หญิงนิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าแผนกป้องกันและหัวหน้าหน่วยวิจัยเสิร์ช ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าอัตราการใช้ถุงยางอนามัยลดลงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์เป็นครั้งแรก และจากข้อมูลของกรมควบคุมโรคแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงไทยนิยมการกินยาคุมกำเนิดมากกว่าการใช้ถุงยางเพื่อคุมกำเนิด โดยไม่ได้คำนึงถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากนัก

Image copyright นิตยา ภานุภาค
คำบรรยายภาพ แพทย์หญิงนิตยา ภานุภาค อธิบายว่าอัตราการใช้ถุงยางอนามัยลดลงทุกกลุ่ม

"การรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องนั้นทำได้ยาก เหมือนกับเวลาเตือนว่ากินของทอดมาก ๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ คนก็จะเลิกกินไปช่วงหนึ่งแล้วกลับมากินอีก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและความตระหนักล้วน ๆ" แพทย์หญิงนิตยา กล่าว

"อัตราการใช้ถุงยางเมื่อมีเพศสัมพันธ์ที่ลดลงในทุกกลุ่มส่งผลให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พุ่งพรวดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะหนองในเทียมและซิฟิลิส ที่น่าเป็นห่วงก็คือผู้ป่วยหลายคนที่มีเชื้อแต่ไม่แสดงอาการไม่รู้ตัวว่าเป็นพาหะ แถมยังไปมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันอีก"

แพทย์หญิงนิตยา อธิบายเพิ่มเติมว่าถุงยางเป็นเครื่องมือป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุด อย่างเช่นเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีเมื่อ 20 ปีที่แล้ว การรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงจาก 140,000 คนต่อปีมาเป็น 6,000 คนต่อปีในปัจจุบัน

รายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2560 ของสำนักระบาดวิทยาให้ข้อมูลตรงกันว่าปริมาณการใช้ถุงยางอนามัยลดลง สวนทางกับพฤติกรรมของหนุ่ม สาวยุคนี้ที่มีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่อายุน้อย ๆ มากขึ้น ขณะที่ตัวเลขตลาดรวมถุงยางอนามัยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 พบว่า มีจำนวนผู้ซื้อถุงยาง 35.4 ล้านชิ้น ลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560

ทุกคนมีสิทธิ์เสี่ยง

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ว่ากรมฯ กำลังจับตามองสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดพร้อมสนับสนุนให้ใช้ถุงยางอนามัยโดยให้สถานบริการของรัฐและหน่วยงานสังกัดกรมควบคุมโรคแจกถุงยางฟรี

Image copyright Getty Images

นายแพทย์สุวรรณชัยกล่าวว่า โรคซิฟิลิสเป็นโรคที่ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การรับเลือดจากผู้ที่ติดเชื้อ หรือจากแม่ที่ติดเชื้อซิฟิลิสแล้วไม่ได้รับการรักษาสู่ทารกในครรภ์ หลังจากได้รับเชื้อในช่วงแรกอาจจะพบแผลที่อวัยวะเพศ หลังจากนั้นแผลจะหายได้เอง และจะมีผื่นตามร่างกาย ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่อวัยวะเพศ อาจมีผมร่วงเป็นหย่อม ๆ ได้

โดยผู้ติดเชื้อบางรายอาจจะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อนั้นจะอยู่ในร่างกายถ้าไม่ได้รับการรักษา เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดความผิดปรกติที่สมอง และระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มีแสดงอาการ ผู้ป่วยจะทราบว่าติดเชื้อได้ต่อเมื่อไปตรวจเลือด เช่น การตรวจเลือดเพื่อบริจาคเลือด หรือการตรวจคัดกรองในระยะฝากครรภ์

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC

ระยะฟักตัวของซิฟิลิสนั้นอยู่ที่ 10 วัน ถึง 3 เดือนโดยผู้ป่วยอาจจะไม่แสดงอาการอะไรเลย แต่ผู้ป่วยส่วนมากมักจะมาหาหมอเมื่อเริ่มมีอาการอย่างเด่นชัดแล้วด ดังนั้น วิธีที่ดีคือการสังเกตตัวเองหลังจากมีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงมาแล้วว่ามีแผลถลอกที่อวัยวะเพศหรือไม่ และมีผื่นขึ้นเป็นดอกดวกตามฝ่ามือ ศีรษะ ฝ่าเท้าหรือผมร่วงหรือไม่ แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือการไปตรวจคัดกรองทันทีเพื่อที่จะรักษาได้ทันท่วงที

โรคซิฟิลิสมียารักษาและสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ควรมีการตรวจติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง นายแพทย์สุวรรณชัยกล่าว

Image copyright Bangrak STIs Center

ด้านแพทย์หญิงรสพรเตือนว่า บางคนอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเพราะไม่ได้เปลี่ยนคู่นอนบ่อยจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัย แต่ในทางการแพทย์นั้น ใครก็ตามที่มีเพศสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทางโดยไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยถือว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงในการได้รับหรือแพร่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

"ไม่ว่าจะมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบไหนโดยไม่ได้ป้องกันตัวเอง ทุกคนก็มีความเสี่ยงหมด ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการอะไรแต่ก็อย่านิ่งนอนใจ ทุกคนควรได้รับการตรวจสุขภาพทางเพศเหมือนกับที่ตรวจสุขภาพประจำปีทุกคน เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นแล้วรักษาหาย แต่ถ้าไม่รู้สถานะของตัวเอง เราก็จะเป็นพาหะต่อไปเรื่อย ๆ" แพทย์หญิงรสพรกล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม