100 วันหลังเลือกตั้ง คนไทยยังไม่ได้รัฐบาลชุดใหม่

  • หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ผ่านมา 100 วัน หลังวันเลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค. 2562 ประเทศไทยยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ คนไทยได้แต่นั่งดูคนการเมืองในฟากฝั่งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดฉากช่วงชิงเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาล "ประยุทธ์ 2/1" ไม่เว้นแต่ละวัน

บีบีซีไทยรวบรวมปฏิบัติการ "ทุบสถิติ" การเมืองไทยที่เกิดขึ้นจากวิธีคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ของ กกต. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ซึ่งไม่เพียงทำให้จำนวนพรรคการเมืองในสภามีมากที่สุดในรอบ 87 ปี นับจากเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่ยังทำให้คนไทยได้รัฐบาลผสมมากที่สุดถึง 19 พรรค

ตัวเลขต่าง ๆ ที่ออกมาสะท้อนทิศทางการเมืองอย่างไรนับจากนี้

มีพรรคในสภามากที่สุด

กกต. ชุดที่ 5 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเมืองไทย เมื่อประกาศรับรอง ส.ส. แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ล็อตแรก (วันที่ 7-8 พ.ค.) จำนวน 498 คน จาก 27 พรรคการเมือง ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามผลการเลือกซ่อมที่ จ. เชียงใหม่ ซึ่งทำให้ได้ ส.ส. เต็มสภา 500 คน จาก 26 พรรคการเมือง

ถือเป็นการทำลายสถิติสูงสุดที่เคยถูกจารึกไว้ในการเลือกตั้งปี 2518 ด้วยยอด ส.ส. รวม 269 คน จาก 23 พรรคการเมือง

ปี 2518 มี "พรรคเสียงเดียว" รวม 5 พรรค ทั้งหมดเป็น ส.ส. เขต กล่าวคือเข้าสภาด้วยคะแนนนิยมของตัวเอง

ปี 2562 มี "พรรคเสียงเดียว" รวม 12 พรรค ทั้งหมดเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ บางส่วนเป็นคนดังที่เข้าสภาด้วยเรตติ้งส่วนตัว ขณะที่บางส่วน "โดยสารคะแนนเพื่อน-คะแนนพรรค" เข้าไปทำหน้าที่

ในจำนวนนี้มี 10 พรรคที่ถูกขนานนามว่า "พรรคจิ๋ว" รวมอยู่ด้วย

"พรรคจิ๋ว" หลุดเข้าสภาได้เพราะการ "ปัดเศษทศนิยม" ตามสูตรคำนวณของ กกต. ที่ยึด-ยืมมาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทั้งที่พรรคเหล่านี้ได้คะแนนเสียงมหาชน (ป๊อปปูลาร์โหวต) น้อยกว่าคะแนนในการมี "ส.ส. พึงมีได้" 1 คน หรือน้อยกว่า 71,123.1120 เสียง

ถ้าย้อนไปดูสถิติในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา นับจากประเทศไทยมี ส.ส. 2 ระบบ พบว่า จำนวนพรรคในสภาส่วนใหญ่เป็นตัวเลขตัวเดียว ยกเว้นการเลือกตั้งปี 2554 ที่มี 11 พรรคในสภา

ย้อนสำรวจยอดพรรคการเมืองในสภา

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมจาก "ข้อมูลสถิติการเลือกตั้ง ส.ส." ในการเลือกตั้ง 4 ครั้ง และประกาศ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งปี 2562

พรรคหัวตาราง-ท้ายตาราง คะแนนต่างกัน 255 เท่า

สูตรคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อฉบับ กกต. ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แทนที่จะมีเพียง 16 พรรคที่ได้คะแนนมหาชนเกินกว่าเกณฑ์ "ส.ส. พึงมีได้" ที่มีโอกาสครองเก้าอี้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ (ไม่นับพรรคเพื่อไทยที่ได้ ส.ส. เขต เกินโควต้า ส.ส. พึงมีได้ไปแล้ว) ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 แต่ กกต. กลับใช้สูตรมี "พรรคจิ๋ว" ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างยิ่งยวดระหว่างพรรคอันดับ 1 กับพรรคอันดับ 26

พรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนมหาชนสูงสุด 8,441,274 เสียง มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ 19 คน

พรรคอนาคตใหม่ มี ส.ส. บัญชีรายชื่อมากที่สุด 50 คน ได้คะแนนมหาชน 6,330,617 เสียง

ขณะที่ 10 "พรรคจิ๋ว" ที่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน ได้คะแนนมหาชนรวมกัน 515,893 เสียง โดยพรรคอันดับสุดท้ายที่ได้ ส.ส. คือพรรคพลังธรรมใหม่ ได้คะแนนมหาชนเพียง 35,099 คะแนน

นั่นเท่ากับว่าคะแนนเสียงของ "พรรคหัวตาราง" กับ "พรรคท้ายตาราง" มีความแตกต่างกันถึง 255 เท่า

เกิดรัฐบาลผสม 19 พรรค

สูตร กกต. ยังทำให้ยอด ส.ส. ของ 7 พรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) หดหายไปด้วย จากเคยประกาศเจตนารมณ์จัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเมื่อ 27 มี.ค. โดยอ้างว่าสามารถรวบรวมเสียงในสภาได้แล้ว 255 เสียง แต่สุดท้ายเสียงของขั้ว พท. ก็หดเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาล่าง มีเพียง 246 เสียงเท่านั้น

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ชู พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกสมัย เดินหน้าเจรจากับพรรคขนาดกลาง-เล็ก-จิ๋ว เพื่อรวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลแข่ง

เปิดปฏิทินเปิดตัวพรรคพันธมิตร พปชร.

  • 21 มี.ค. พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง ประกาศพร้อมร่วมงานกับ พปชร. แบบ "ไม่มีเงื่อนไข" และ "ไม่มีการต่อรองตำแหน่ง" ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง
  • 10 พ.ค. พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 เสียง ประกาศไปร่วมงานกับ พปชร. โดยให้เหตุผลว่า "ใครปกป้องสถาบันก็อยู่ข้างนั้น พวกเราเป็นคนไทย..."
  • 13 พ.ค. 11 พรรคเสียงเดียว รวม 11 เสียง ร่วมแถลงจุดยืนสนับสนุน พปชร. ด้วยหลายเหตุผล อาทิ พรรคพลังธรรมใหม่บอกว่า "สมาชิกพรรคมีมติให้เราเลือกข้างพรรคที่รักษาไว้ซึ่งสถาบัน" ส่วนพรรคไทยศรีวิไลย์บอกว่า "ต้องการเปิดสวิตช์ประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้า" (ต่อมาพรรคไทรักธรรมไม่ได้เข้าสภาจึงเหลือพรรคจิ๋ว 10 พรรค)
  • 15 พ.ค. พรรคประชาชนปฏิรูป 1 เสียง ยืนยัน "สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯ"
  • 15 พ.ค. : พรรคทวงคืนผืนป่าแห่งประเทศไทย 2 เสียง ยอมรับผ่านสื่อว่า "ขอเข้าไปช่วยงานรัฐมนตรี (กระทรวงทรัพยฯ) ที่ทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองได้"
  • 24 พ.ค. พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง แถลงสนับสนุน พปชร. ด้วยเหตุผล "ตัดสินใจเลือกสิ่งที่คิดว่ามีปัญหา มีความวุ่นวายน้อยที่สุด" ก่อนได้รับเทียบเชิญอย่างเป็นทางการ 30 พ.ค.
  • 25 พ.ค. พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) 3 เสียง เปิดเผยว่า "ได้หารือกับ พปชร. มาโดยตลอด" และ "ไม่เคยคุยกับ พท. เลย"
  • 25 พ.ค. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 51 เสียง ยอมรับว่า "ตัดสินใจร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับ พปชร. แล้ว" ก่อนได้รับเทียบเชิญอย่างเป็นทางการวันที่ 27 พ.ค.
  • 4 มิ.ย. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 53 เสียง มีมติเข้าร่วมรัฐบาลกับ พปชร. หลังได้รับเทียบเชิญเมื่อ 27 พ.ค.

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมจากคำแถลง/คำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยวันที่ที่ระบุมาได้ยึดจากการให้ข้อมูลต่อสาธารณะครั้งแรก

คำบรรยายภาพ,

พรรคที่เรียกตัวเองว่า "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" ประกาศจัดตั้งรัฐบาล 255 เสียง เมื่อ 27 มี.ค. ก่อนต้องฝันสลายในที่สุดเมื่อเสียงจริงหดเหลือ 246 เสียง

คำบรรยายภาพ,

หัวหน้า พปชร. อ้างความชอบธรรมในฐานะพรรคที่มี "คะแนนเสียงมหาชนสูงสุด" จัดรัฐบาลแข่งกับ พท. ซึ่งเป็นพรรคที่มีที่นั่งในสภาสูงสุด

พปชร. ได้กวาดต้อนเอาทุกเสียงจากทุกพรรคมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรค ได้ 254 เสียงในสภา เพื่อให้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาล่าง ซึ่งถือเป็นการทำลายสถิติรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มี ส.ส. ในสังกัดเพียง 18 เสียง แต่ก็ได้เป็นนายกฯ เมื่อแสวงหาพันธมิตรการเมืองได้รวม 8 พรรค จัดตั้งรัฐบาล 135 เสียง ซึ่งเท่ากับกึ่งหนึ่งของสภาพอดี (สภามี 269 เสียง)

อย่างไรก็ตามภาพรัฐบาลผสมที่อ่อนแอไม่ได้เกิดขึ้นในการเมืองไทยมานานแล้ว เพราะถ้าไปดูสถิติในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า สัดส่วนรัฐบาลผสมที่สูงสุดอยู่ที่ 6 พรรค และในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร 2 ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ย้อนสำรวจเสียงรัฐบาลผสม

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมโดยยึดตัวเลขในวันประกาศตั้งรัฐบาลครั้งแรก ซึ่งบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง

100 วันหลังเลือกตั้ง ยังไม่เห็นโฉมหน้า ครม.

ถึงขณะนี้ชัดเจนแล้วว่าขั้ว พปชร. ชิงการนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และได้ "คนหน้าเดิม" อย่าง พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ คนที่ 29 สมัย 2 หลังได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิก 2 สภา รวม 500 เสียงพอดี

9 มิ.ย. 2562 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ทว่าผ่านมา 23 วันหลังจากนั้น หรือคิดเป็น 100 วันหลังเลือกตั้ง การจัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) "ประยุทธ์ 2/1" ยังไม่เสร็จสิ้น คนการเมืองในฟากฝั่งรัฐบาล พปชร. และพรรคร่วมรัฐบาล ได้เปิดฉากช่วงชิงเก้าอี้รัฐมนตรีกันไม่เว้นแต่ละวัน ภายใต้สัดส่วน "3-7 ส.ส. ต่อ 1 รมต." โดยแบ่งเป็นโควต้า พปชร. 18 คน (รวมนายกฯ) ขณะที่อีก 5 พรรคร่วมรัฐบาลก็แบ่งไปอีก 18 คน

ภารกิจ "เขย่าโผ ครม." ของรัฐบาลผสม 19 พรรค จึงกลายเป็นภารกิจแรก ๆ ที่ พล.อ. ประยุทธ์ ต้องเข้าไปจัดการ โดยมีการออก "สารของนายกรัฐมนตรี" เพื่อขอโทษประชาชนหลัง พปชร. เปิดศึกชิงเก้าอี้รัฐมนตรี

ขณะที่ อุตตม สาวนายน หัวหน้า พปชร. ชี้ชวนให้สังคมพิจารณาว่า "พปชร. ถกกันแล้วจบ จบแล้วเดินหน้า นี่สิครับคือนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เรารับฟัง ส.ส. เพราะ ส.ส. ของเราเพราะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน แต่ถกแล้วจบ เดินหน้า แล้วทำงานอย่างเข้มแข็ง"

ความน่ากังวลของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

ถึงแม้ พปชร. จะจัดตั้ง "รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ" ได้ แต่การทำงานในสภาอาจไม่ราบรื่นนัก จาก "ภาระทางการเมือง" และ "ภาระทางกฎหมาย" ที่สัมพันธ์กับคะแนนเสียงในสภา อาทิ

  • ลงมติผ่านงบประมาณ - ใช้เสียงข้างมากของสภา (251 เสียง จาก 500 เสียง)
  • ลงมติผ่านร่างกฎหมาย - ใช้เสียงข้างมากของสภา (251 เสียง จาก 500 เสียง)
  • ลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ - ใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ในสภา (251 เสียง จาก 500 เสียง)
  • ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ - ใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ใน 2 สภา (376 เสียง จาก 750 เสียง) โดยต้องได้เสียงจาก ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 (84 เสียง)
  • ลงมติผ่านหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ : ใช้เสียงข้างมากของสมาชิก 2 สภา (376 เสียง จาก 750 เสียง)

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560

หมายเหตุ : บทความนี้ปรับปรุงสถิติต่าง ๆ ให้ทันสมัยจากฉบับที่เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 9 พ.ค. 2562