อำพน กิตติอำพน เจ้าของกระแส “นายกฯ คนนอก” กับปณิธาน ขอรับใช้พระเจ้าอยู่หัว

  • 11 พฤษภาคม 2019
ดร.อำพน Image copyright Khaosod

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้ง 2 ระบบ ก็เกิดความเคลื่อนไหวในการชิงกันจัดตั้งรัฐบาลของ "2 ขั้วการเมือง" ด้วยคะแนนเสียงแบบ "ปริ่มน้ำ" หลัง 1-2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้มี "ข่าวลับ-ข่าวลวง" ว่านายกฯ คนที่ 30 ของไทย อาจเป็นคนนอกบัญชี พร้อมปล่อยชื่อ 4 องคมนตรีออกมา

ในจำนวนนี้มีชื่อของ ดร.อำพน กิตติอำพน และ พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ที่เข้ารับหน้าที่เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2561

ดร.อำพน วัย 64 ปี ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี พร้อมกับนายพลอีก 2 คน

ระหว่างที่ ดร.อำพน ปฏิบัติหน้าที่องคมนตรี ควบคู่กรรมการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มีภารกิจร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทานแก่ราษฎรที่ประสบภัยต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งภัยหนาวในภาคเหนือ ผู้ประสบวาตภัยในภาคอีสาน และเชิญถุงพระราชทานไปมอบแก่ผู้ประสบอัคคีภัย ในเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร

จู่ ๆ ก็ปรากฏชื่อ ดร.อำพน ในไลน์กลุ่ม-เพจข่าวดัง และแวดวงผู้มีอำนาจในหลายแหล่งชุมนุม ผุดขึ้นเป็น "ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนนอก" ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 272

ทั้ง ๆ ที่ ดร.อำพน เคยพูดไว้ก่อนอำลาชีวิตราชการ ซี 11 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อถูกถามว่าจะได้รับการเสนอให้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่ "ผมได้ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า ผมจะขอรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะข้าราชการ ถึงแม้ว่าผมเกษียณ ผมก็ไม่เป็น ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นรัฐมนตรี มันเป็นตำแหน่งที่สูงส่งที่ทุกคนอยากเป็น แต่มันสูงเกินความสามารถของผมที่จะเป็นรัฐมนตรีได้"

นับเป็นข่าวลือ ที่คนรับข่าวพร้อมเชื่อ ด้วยคุณสมบัติ-รูปสมบัติ และโปรไฟล์การทำงานที่ผ่านมา

35 ปีในวงราชการ ครบเครื่องเศรษฐกิจ-การเมือง

แรกรับตำแหน่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เขาเติบโตรุ่งโรจน์ ร่วมกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อดีตรัฐมนตรี แนบแน่นกับอดีตรัฐมนตรีดาวรุ่งผู้มีคอนเนคชั่นพิเศษอย่าง เนวิน ชิดชอบ

จากซี 9 ถึงซี 10 ในกระทรวงเกษตรฯ เขาใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะเอื้อมถึงตำแหน่ง "พระยาแรกนา" ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในวันพืชมงคล ซึ่งต้องรั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงเท่านั้น แต่เขาก็ไม่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะวาสนาที่ใหญ่กว่ารออยู่ทอดทางให้เขาออกจากรั้วกระทรวงเกษตรฯ และไม่ได้หวนกลับมาอีกเลย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ รับหน้าที่ "พระยาแรกนาขวัญ" ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เมื่อ 9 พ.ค. 2562

เสนาธิการฝ่ายเศรษฐกิจ คนที่ 13 ของรัฐบาล ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ คือตำแหน่ง "สปริงบอร์ด" ให้เขาได้ขยายเครือข่าย สั่งสมประสบการณ์ครบเครื่อง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจมหภาค การเงินและการต่างประเทศ ร่วมกับสำนักงบประมาณ รัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง รวมทั้งตำแหน่งกรรมการ และประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

นอกเหนือจากนั้น เขายังต้องแบ่งเวลาไปประชุมวินิจฉัยคดีความ-ข้อขัดแย้ง ให้ความเห็นทางกฎหมาย ต่อโครงการ แผนงานของรัฐประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี กรณีมีเรื่องสำคัญและพิเศษ ในฐานะกรรมการกฤษฎีกาคณะใหญ่

แต่ตำแหน่งที่เขาภูมิใจในขณะนั้น คือ กรรมการโครงการทุนการศึกษาพระราชทานฯ ภายใต้มูลนิธิทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร (ม.ท.ศ.)

12 ปี ดับเบิ้ล ซี 11 ในทำเนียบรัฐบาล

ดร.อำพน เป็นเสนาธิการฝ่ายเศรษฐกิจต่อเนื่องถึง 2 สมัย กล่าวคือดำรงตำแหน่ง ซี 11 ครบ 4 ปี แล้วได้ต่ออายุอีก 2 ปี จากนั้นโอกาสแห่งอำนาจก็ทอดมาอีกครั้ง เพียงข้ามสะพานผ่านฟ้า เข้ามาประจำการที่ทำเนียบรัฐบาล ในตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารสูงสุดของประเทศ บนเก้าอี้ "เลขาธิการคณะรัฐมนตรี" และอยู่จวบจนครบวาระ 4 ปี แล้วต่ออายุอีก 2 ปี

Image copyright Khaosod

เป็นข้าราชการคนเดียวที่ในรอบ 20 ปี ที่ทุบสถิติครองตำแหน่ง ๆ ละ 2 สมัย เข้าถึงตึกไทยคู่ฟ้า เข้าใจนายกรัฐมนตรี 7 คน ผ่านใจกลางความขัดแย้งทางการเมืองเกือบ 2 ทศวรรษ อยู่วงในรัฐประหาร 2 ครั้ง

ครั้งหนึ่ง ดร.อำพน ตอบคำถามเรื่องหน้าที่การงานไว้ว่า "เรื่องการทำหน้าที่ในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภายใต้ตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คือ ข้อแรก ต้องเข้าใจการเดินเรื่องขอความคิดเห็นจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติโครงการ สภาพัฒน์ฯ หรือเห็นชอบกฎหมายที่สำคัญ จากสำนักงานคณะกฤษฎีกา สำนักงบประมาณ และกระทรวงต่างๆ"

"ข้อที่สอง ต้องติดตามนโยบายของรัฐบาลได้อนุมัติ หรือเห็นชอบไปแล้ว เพื่อรายงานความคืบหน้า ประเด็นปัญหา และวิธีการแก้ไข ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด"

"ข้อที่สาม ต้องทำหน้าที่เป็น "อาลักษณ์" คอยประสานงานกับสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง เกี่ยวกับการปฏิบัติงานหน้าพระที่นั่ง รวมถึงการนำเอกสารเพื่อทูลเกล้าฯ และประกาศใช้ในพระราชกิจจานุเบกษา ทั้งการปรับ ครม. หรือการแต่งตั้ง - โยกย้ายข้าราชระดับสูง"

คอนเนชั่นและปณิธานแห่งชีวิต

คงเป็นเพราะ ดร.อำพน มีไมตรีกับทุกฝ่าย อยู่กันได้กับทุกขั้ว เขามีเพื่อนเป็นรัฐมนตรีจากทุกพรรค มีรุ่นพี่เป็นนายธนาคาร-นายทหารระดับสูง ระดับผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของเหล่าทัพ ในกลุ่ม "เซนต์คาเบรียลคอนเนกชั่น"

Image copyright AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ (คนกลาง) กับ ดร. อำพน เป็นพี่น้องร่วมโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ทั้งคู่มีโอกาสร่วมงานกันใน ครม. เมื่อครั้งที่ ดร. อำพนยังทำหน้าที่เลขาธิการ ครม.

ดร.อำพน เป็นศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล เจ้าของรหัส SG 9223 ขณะที่ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล เจ้าของรหัส SG 5534 และนายนิพนธ์ พร้อมพันธ์ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี ชื่อ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี และ บัณฑูร ล่ำซำ ก็มีชื่ออยู่ในบัญชีศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล ที่ได้รับการยกย่องจากโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ

ก่อนลงจากเชิงบันไดทำเนียบรัฐบาล เกษียณอายุราชการ เมื่อปลายปี 2559 ดร.อำพน เคยให้สัมภาษณ์กับ "ประชาชาติธุรกิจ" (ฉ.วันที่18 สิงหาคม 2559) ไว้ว่า "ผมอยู่ในห้วงของความขัดแย้งสูงสุดในบ้านเมือง แต่ผมอยู่ด้วยความเป็นมืออาชีพ ไปถามนายกฯ ทุกคนที่ผ่านมาได้ว่า เลขาฯ อำพน เป็นอย่างไร ถ้าไปถามทุกนายกฯ วันนี้มีใครมาต่อว่าผมหรือไม่... ไม่มี"

เขาเก็บของทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล แต่ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนยอมให้เขาจากไปก่อนเวลาอันควร "เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตำแหน่งนี้ ต้องเป็นคนที่นายกรัฐมนตรีไว้วางใจ ผมไม่ต่อรองและผมยินดีที่จะย้ายตัวเองทุกครั้ง พร้อมที่จะไป เปลี่ยนรัฐบาลเมื่อไรผมก็เก็บของทุกครั้ง"

เขายอมรับว่ามีตำแหน่งที่เขาบารมีไม่ถึงคือ "พระยาแรกนา" แต่ที่ผ่านมา "ผมก็มีตำแหน่งโปรดเกล้าฯ ตลอดเวลา 12 ปีที่ดำรงตำแหน่ง นอกจากเป็นเลขาฯ ครม. เป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กรรมการสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานธนาคารแห่งประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2 ครั้ง ล้วนเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ"

Image copyright Khaosod

ประโยคที่เขาพูดครั้งสุดท้ายในฐานะข้าราชการระดับสูงในทำเนียบรัฐบาลคือ "ก็อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างภักดี ผมยึดมั่นอยู่อย่างเดียว พระองค์ท่านตรัสว่า ต้องตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ คือหัวใจหลักของคุณธรรมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและความตั้งใจทำงานต้องอดทนอย่างพระมหาชนกและใช้ความรู้โดยตลอด"

"ผมจะภูมิใจมาก ถ้าจะจดจำผมว่า เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญคนหนึ่งที่เป็นมืออาชีพ ทำงานเพื่อบ้านเมือง ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทุ่มเทด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความอดทน ซื่อสัตย์สุจริต ถึงแม้จะโดนอะไรต่าง ๆ นานา ก็ไม่เคยท้อถอย เรียนรู้จากชาวบ้าน เรียนรู้จากพระบรมราโชวาท ฯ คนเราไม่มีใครมีดีทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ผมก็มีข้อเสีย"

7 นายกรัฐมนตรี ที่ ดร.อำพน คลุกวงใน

ยุครัฐบาลทหาร กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดร. อำพน ร่วมงานใกล้ชิดตลอด 3 ปี 6 เดือน เขาสรุปความเป็น พล.อ. ประยุทธ์ ไว้สั้นๆ ว่า "นายกฯ ประยุทธ์ มีเพียบพร้อมทุกด้าน มีความเป็นผู้นำสูง"

Image copyright สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

"ผมอยู่กับท่าน รวม 3 ปี 6 เดือน เป็นรูปธรรมในเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษ, ประเทศไทย 4.0 ท่านทำงานอย่างหนัก ไม่ได้น้อยไปกว่านายกฯ ทุกคน และสไตล์และความคิดต่าง ๆ ในการปฏิรูปประเทศ ก็การระดมสติปัญญาคนที่มีความรู้ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศเพื่อฟันฝ่าภาวะเศรษฐกิจได้ ไม่ได้แพ้ยุคคุณทักษิณ"

"ในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศเดินหน้าต่อไปหลังจากการปฏิวัติก็ไม่ได้แพ้ท่านสุรยุทธ์ ในเรื่องความยอมรับในต่างประเทศ เรื่องเศรษฐกิจก็ไม่ได้น้อยไปกว่ายุคคุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ที่เน้นเรื่องประชาธิปไตย"

"การเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย ความอดทน ความเป็นนักสู้ เรื่องความจงรักภักดี ไม่ต้องพูดถึง คนเป็นทหารปฏิญาณตนว่าจะเสียสละแม้ชีวิตตั้งแต่เข้าเรียน"

พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ ดร.อำพน ระบุว่า "ท่านสามารถขับเคลื่อนประเทศให้ผ่านความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง เรียกความสามัคคีขึ้นมา ไม่ให้คนกลับมาทะเลาะกัน การสร้างการยอมรับจากต่างประเทศ ผลักดันรัฐธรรมนูญปี 2550 ออกมาได้"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ครม. รัฐบาล "ทักษิณ 2" ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันเมื่อปี 2548

อดีตนายกรัฐมนตรีที่ชูธงปฏิรูปเศรษฐกิจในสายตาเขาคือ "ทักษิณ ชินวัตร... เปลี่ยนแปลงประเทศ ในช่วงวาระ 6 ปี เป็นการเปลี่ยนภาระ เป็นพลัง ต้องยอมรับว่า การพัฒนาเรื่องสุขภาพ หรือนโยบาย 30 บาท ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน มีนโยบายเรียนฟรี เป็นเรื่องหลักที่ถูกชูธงขึ้นมา"

ยุค สมัคร สุนทรเวช จุดแข็งสูงสุดคือการขับเคลื่อนโครงการด้านคมนาคม "เริ่มโครงการต่าง ๆ เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง โครงการถนนวงแหวนรอบนอก และทางด่วนต่าง ๆ โครงการรถไฟฟ้า ดำเนินการได้เร็วที่สุดในยุคนั้น"

การทำงานกับนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลตลอดวาระ 70 วัน คือ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำให้ ดร.อำพน ต้องปีนเข้า-ออกทำเนียบ ปีนกำแพงรัฐสภาเคียงคู่นายกรัฐมนตรี ในเหตุการณ์ 7 ต.ค. 2551 ที่ม็อบพันธมิตร ฯ ปิดล้อมอาคารรัฐสภา

ส่วนนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายในสาย "ชินวัตร" คือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1 ประโยคสำหรับนายกฯ หญิง จาก ดร.อำพน คือ "เริ่มงานการเมืองจาก Zero ต้องเป็นคนที่ยอมทุกอย่าง เพื่อก้าวผ่านวิกฤติการเมือง ด้วยความอดทน ถ่อมตน และเรียนรู้เร็ว"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ หลัง "พลิกขั้วการเมือง" ได้สำเร็จ จนถึงฝั่งฝนบนเก้าอี้นายกฯ เมื่อปี 2551

อาจนับได้ว่ายุค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีที่พลิกชะตาชีวิตเขาครั้งใหญ่และตลอดกาล เพราะ "ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ ชวนผมมาเป็นเลขาฯ ครม. ท่านเป็นคนให้ความเห็นว่าเลขาธิการ ครม.ไม่ใช่เรื่องกฎหมายอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการบูรณาการงานเศรษฐกิจหลายมุม"

อภิสิทธิ์ ที่ไม่มีสิทธิ์ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนฯ ในสมัยนี้ เป็นคนแบบไหน ดร.อำพน เคยไขคำตอบ "นายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นเทคโนแครต ยึดในหลักการประชาธิปไตย ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน คิดเป็นระบบ ทำงานหนัก ขับเคลื่อนทุกอย่างอย่างมีระบบ มีความเป็นนักวิชาการ มีแนวความคิดรุ่นใหม่"

ตามสไตล์ ดร.อำพน ไม่เคยพูดถึงใครที่ไม่ดี เขาสรุป 1 บรรทัดสำหรับการทำงานกับทุกนายกรัฐมนตรี ว่า

"ผมยืนยันได้ว่านายกรัฐมนตรีทุกคนที่ผ่านมา มีความจงรักภักดีไม่ได้น้อยกว่าหรือแตกต่างกันเลย"

หากต้องตอบคำถามเรื่อง "ข่าวลือ" ว่าเขาจะเป็นบุคคลที่ "ผ่าเดตล็อกการเมือง" ใช่หรือไม่ ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งองคมนตรี คงไม่เหมาะสมทั้งคำถามและคำตอบ แต่ยืนยันจากคำที่ ดร.อำพน เคยตอบไว้ในอดีตได้แต่เพียงว่า "ฉายาของผมคือข้ามห้วย"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม