หมอลำอีสาน : “หน่าฮ่าน” หนังรักวัยรุ่นฝีมือลูกชาวนา

  • 12 พฤษภาคม 2019
Chantana Tiprachart Image copyright Chantana Tiprachart

"ตอนที่บอกแม่ว่า ตั๊กจะทำหนัง แม่ก็มองหน้าเรา แล้วพูดว่า มันคืออิหยัง" จากวันนั้นที่เอ่ยปากกับแม่ วันนี้เด็กสาวกาฬสินธุ์ลูกชาวนา ที่เคยฝันว่าเป็นครูและผู้ประกาศข่าว กลายมาเป็นผู้กำกับหนังที่สะท้อนชีวิตวิถีวัยรุ่นอีสาน

"หน่าฮ่าน" เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ตั๊ก ฉันทนา ทิพย์ประชาติ วัย 27 ปี กำกับ เป็นเรื่องราวของความรักของวัยรุ่นอีสาน ที่มีเส้นเรื่องคือความท้าทายของการหาทางไปเต้น "หน่าฮ่าน" หาความบันเทิงหน้าเวทีเพลงหมอลำ

"เราอยากเป็นตัวแทนของคนอีสานที่ได้เล่าเรื่องอะไรแบบนี้ ได้เล่าวัฒนธรรมที่ตัวเองโตมาให้คนอื่นได้รู้จัก" ฉันทนากล่าว

หน่าฮ่านเป็นคำภาษาอีสานหมายถึงหน้าเวทีหมอลำเสียงเพลงแห่งความสุขที่เป็นวัฒนธรรมติดตัวคนอีสานไปทุกหนแห่ง หากมีการแสดงของวงหมอลำ (ซิ่ง) ที่ไหน คนอีสานจะออกมาวาดลวดลาย โชว์ลีลา ที่หน้าเวทีกันอย่างสนุกสนาน

หน่าฮ่าน

ฉันทนา เกิดและโตที่ อ. สามชัย จ.กาฬสินธุ์ อำเภอที่เธอบอกว่าห่างจากตัวเมืองราว 100 กิโลเมตร ฉันทนาเริ่มสนใจการทำหนังมาตั้งแต่ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย เมื่อ 6-7 ปีก่อน

แต่เรื่องของบทเพลงและหน่าฮ่านนั้น เธอคุ้นกับมันตั้งแต่จำความได้

"มีแสงไฟแบบวูบ ๆ วับ ๆ หมดเลย แล้วก็แม่สอนให้เต้น แม่สอนให้สนุก ไม่ต้องร้องไห้อย่างเดียวนะชีวิตอะไรอย่างงี้" ฉันทนา เล่าความรู้สึกหน้าเวทีหมอลำครั้งแรก

เธอบอกว่าแม่สอนให้เต้นไปตามเพลงก่อนที่จะสอนให้เธอหัดพูดเสียอีก

Image copyright หน่าฮ่าน
คำบรรยายภาพ ชีวิตวัยรุ่นหนุ่มสาวอีสานในภาพยนตร์

ฉันทนาได้ทุนทำหนังเรื่องนี้จากคนที่ต้องการเห็นวัฒนธรรมอีสานแท้ ๆ ได้รับการเผยแพร่ออกไป สำหรับเธอแล้ว การเต้นมั่วหน่าฮ่านนั้นก็คือ "มหรสพ" สุดบันเทิง

"อยากเล่าเรื่องที่บ้าน เรื่องของคนในพื้นที่ที่มันไม่ค่อยถูกเล่า" ผู้กำกับหญิงกล่าว "ยิ่งใหญ่อลังการมากตอนที่เราเห็นตอนเด็ก ๆ และเราก็รู้สึกว่ามันส์มาก แต่ว่าไม่ได้เข้าไปเต้นกับเขานะ ยืนดูแล้วรู้สึกว่า มันคือการปล่อยผีหรือปลดปล่อยอะไรสักอย่างออกจากตัววัยรุ่น"

ประสบการณ์ส่วนตัวคือวัตถุดิบในการกำหนดตัวละครและบาทบาท เรื่องของคนธรรมดา ๆ ที่เธอเคยรู้จักตอนวัยรุ่นนั้นยังจับใจให้อยากเล่าไปในหนัง

หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องราวชีวิตสามัญของหญิงสาวรุ่นน้องที่ท้องตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นเธอฝากลูกไว้ให้แม่เลี้ยงก่อนมุ่งหน้าไปหางานทำในกรุง ใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร้ขีดจำกัด

"เรารู้สึกว่าไอ้การเรียนไม่จบหรือการมีลูกแล้วให้พ่อกับแม่เลี้ยง มันไม่ใช่สิ่งผิด มันคือการจัดการปัญหาของแต่ละคน เราเคยเห็นภาพเค้าไปเต้นตามรถแห่ อุ้มท้องแล้วในมือถือขวดเบียร์ แล้วเรารู้สึกว่าเขาไม่เคยมีความทุกข์เลยชีวิตนี้"

อีสานที่ไม่ถูกสตัฟฟ์ไว้แค่ "ผ้าไหมและส้มตำ"

อุ๊ย ๆ ๆ ๆ โอ๊ะ ๆ ๆ ๆ ท่อนฮุกของเพลงครางชื่ออ้ายแหน่ ที่ขับร้องโดยหมอลำหญิงชื่อดัง ศรีจันทร์ วีสี และเพ็ญนภา แนบชิด โด่งดังไปทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้ ท่อนฮุกนี้กลายเป็นที่รู้จักก่อนชื่อเพลงด้วยซ้ำ

ความดังแบบพลุแตกของเพลงนี้มาพร้อมกับเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการใช้คำพูดสองแง่สองง่าม

แต่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับเพลงหมอลำ เพลงพื้นบ้าน หรือศิลปะพื้นบ้านอาจไม่แปลกใจเพราะการสอดแทรกเรื่องราว "ใต้สะดือ" อย่างตรงไปตรงมาเป็นวิธีการเล่าเรื่องอย่างหนึ่ง

Image copyright หน่าฮ่าน
คำบรรยายภาพ บางส่วนจากภาพยนตร์

"จริง ๆ มันหลากหลายมาก แต่ส่วนมากก็เรื่องความรัก หนุ่มสาว เรื่องเพศ ทะลึ่งตึงตัง" ฉันทนา อธิบาย "ความเป็นอีสานจะมีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างหนึ่งคือการเล่าเรื่องเพศอย่างไม่เหนียมอาย สมมติว่า พูดว่า สี ก็แปลว่า มีเพศสัมพันธ์ ก็พูดเลย ไม่ได้คิดว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย"

พ้นไปจากเรื่องนี้ ฉันทนาบอกว่าไม่อยากให้ความเป็นอีสานถูกวางกรอบผูกติดกับความดีงามบางอย่างที่อาจถูกมองจากคนนอก

"ไม่อยากให้ความเป็นอีสานมันถูกสตัฟฟ์ไว้แค่ผ้าไหมแพรวา หรือว่า การนั่งกินส้มตำอาหารพื้นเมือง แล้วก็เป็นภาพสวย ๆ เป็นโปสการ์ดที่เอาไว้เขียนแจกคน อันนี้เป็นคำพูดของ พี่เจ้ย" เธอยกคำพูดของ "เจ้ย" อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับโลก ผลงานของเขาหลายเรื่องได้สำรวจความเป็นอีสานในหลากหลายแง่มุม

Image copyright หน่าฮ่าน

"ความเป็นอีสานมีความเป็นชีวิตชีวามากกว่านั้น มันมีหมดแหล่ะ ความเลอะเทอะ ความสกปรก ความเมา ความตีกัน มันมีหมดเลย มันไม่ได้มีแค่แบบว่า ภาพสวยงาม ธรรมชาติของฉัน มันไม่ได้มีแค่ภาพความฟรุ้งฟริ้ง ความน่าเกลียดมันก็มี เราว่าสิ่งเหล่านั้น มันคือความมีชีวิต"

เธอกล่าวอีกว่า ไม่ว่าวัฒนธรรมใด หากถูกแช่แข็งว่าต้องไม่เปลี่ยนแปลงไปจากต้นกำเนิด ก็คงจะทำให้สิ่งนั้นค่อย ๆ หายไปจากผู้คน

"ถ้าบอกว่าหมอลำที่แท้จริง ต้องแสดงในภาคอีสานเท่านั้น มันก็คงหายไปหรือเปล่า เพราะคนอีสานก็ไม่ได้อยู่แค่ในภาคอีสาน"

ภาพยนตร์ สร้างบทสนทนา

ภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของฉันทนาที่ชื่อว่า "รัก-ไม่ปรากฏ" หรือ The Otherness เล่าเรื่องความรักของหนุ่มสาวในหมู่บ้านห่างไกลที่ชีวิตผู้คนตกอยู่ในวังวนของความเชื่อเรื่องผีปอบ

กับเรื่องนี้ ทำให้เราถามถึงว่า คิดอย่างไรเกี่ยวกับการเสนอภาพผลิตซ้ำโดยทั่วไป จากสื่อกระแสหลักที่มีต่ออีสาน ฉันทนา ค่อย ๆ อธิบายว่า แม้มีให้เห็นเยอะมากในหนังอีสานที่อยู่ในตลาด แต่ทว่าเธอมองว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ก็มีส่วนในการต่อให้เรื่องราวบางเรื่องไม่หายไปจากพื้นที่ของสังคม

"คุณจะผลิตความเชื่อแบบดั้งเดิม ซึ่งจริง ๆ แล้วมันอาจจะผิด ก็ทำไปเหอะ แต่ในขณะเดียวกันอีกขาหนึ่งเราก็ทำความเชื่อแบบใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็เป็นการปะทะ สังสรรค์กัน มันจะได้มีอะไรหลากหลาย แล้วมันจะได้ไม่ตาย จะได้มีข้อถกเถียง พูดคุย ได้สร้างบทสนทนาไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นไร เรารู้สึกว่าเขาก็ทำได้" ฉันทนากล่าวถึงหน้าที่ของภาพยนตร์ในแบบที่เธออยากนำเสนอ

"ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมคนอีสานเชื่อเรื่องผี เราจะไม่ดูถูกเขาว่าทำไมเขาถึงเชื่อแบบนั้น เราจะแค่สร้างบทสนทนากับเขาเท่านั้นเลย หรือการไปดูบั้งไฟพญานาค มันคือการเติมเต็มศรัทธาของเขา ถ้าเราเข้าใจว่ามันคือความศรัทธาว่าเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวของชีวิต เราจะไม่ไปดูถูกเขาว่างมงาย"

เรื่องเล่าในกองถ่าย

ฉันทนาย้อนทบทวนความทรงจำวัยเด็ก ด้วยการกลับไปเยือนเวทีหมอลำทั้งเล็กและใหญ่จนนับไม่ถ้วน เธอเก็บทั้งบรรยากาศ ผู้คน แฟชั่นการแต่งตัว กิริยาท่วงท่า การเคลื่อนไหวร่างกายในการเต้นหน่าฮ่าน รวบรวมเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เธอมองว่า "เหมือนการไปสืบจากความทรงจำมากกว่า"

Image copyright หน่าฮ่าน

"ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย (การเต้นหน้าเวทีหมอลำ) มันไม่เคยหายไป ยังมีอยู่ สิ่งที่เปลี่ยน คือ มันมันส์มากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ" ฉันทนาเปิดฉากเล่า "ตอนเราไปถ่าย คือเราจ้างวงหมอลำมา ฝนตกหนักมาก ตกห่าใหญ่ แต่เค้าไม่หายไปไหน เต้นแบบ คนเป็นพัน สองสามพัน เต้นหอบกันหมด แล้วห้ามเพลงหยุดด้วย เพลงหยุดปุ๊บตีกันแน่ เพราะไม่พอใจที่เพลงหยุด แบบนี้เราไม่เคยเจอ"

"เราไม่รู้ว่าความต้องการลึก ๆ แล้ว มันคือความเครียดหรืออะไรในชีวิตเค้า แต่เรารู้สึกว่า ความต้องการความสนุกอยู่ตลอดเวลาของวัยรุ่นอีสานมีเยอะมหาศาล มันคงเหมือนการไปเที่ยวสงกรานต์แถวอาร์ซีเอล่ะมั้ง แต่มันสุดยอดกว่านั้น"

หมอลำซิ่งอีสาน

วันลอยกระทงปีกลาย ณ ลานซีเมนต์ขนาดใหญ่ของตลาดกีบหมูชายขอบกรุงเทพฯ ถูกเปลี่ยนเป็นลานตั้งเวทีหมอลำชื่อดัง ศรีจันทร์ วีสี และเพ็ญนภา แนบชิด

ผู้คนที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นชนชั้นแรงงานในเมืองหลวง มีสีหน้าหน้าผ่อนคลายขณะทยอยเข้าคิวซื้อตั๋วเข้าดูหมอลำวงใหญ่ในราคา 140 บาท เวทีแสดงตั้งอยู่ในวงล้อมสังกะสีท่ามกลางแสงไฟนีออนและแสงสีบนเวทีสุดอลังการ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

เมื่อเสียงดนตรีจากวงหมอลำสตริงกับเครื่องดนตรียุคใหม่ดังขึ้น คนหนุ่มสาวเหล่านี้ก็เริ่มเคลื่อนไหวไปตามจังหวะ บ้างโยกย้ายในมุมของตัวเอง บางคนยกโทรศัพท์ขึ้นมาอัดคลิป บ้างไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก มือข้างหนึ่งถือแก้วที่ใส่เครื่องดื่มสีเหลืองเย็น ๆ และบรรยากาศก็ดูสนุกสนานถึงขีดสุดเมื่อหมอลำสาวร้องเพลงฮิตติดหูในอีกสองชั่วโมงถัดมา

ฉากที่เห็นนี้เป็นสิ่งที่ฉันทนา เรียกว่า "เป็นชีวิตชีวาของคนอีสาน" เธอบอกอีกว่า สิ่งนี้เป็นวัฒนธรรมที่ไม่ตาย เพราะหมอลำมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา

"สังเกตไหมว่า เพลงหมอลำก็ยังมีเสียงพิณ เสียงแคนตลอดเวลา ไม่หายไปเลย แต่ว่ามันก็มีเสียงกีตาร์ เสียงอิเล็คโทนเข้ามา ซึ่งมันไม่ใช่ Traditional (ดั้งเดิม) อันไหนที่เป็นเสียงพิณ เสียงแคนเพียว ๆ อาจจะหาฟังยากแล้ว แต่ที่มีเครื่องอื่นผสมเข้ามา มันสนุกมากขึ้น มันไม่หายไปไหน ทำหมอลำยังคงอยู่ เพียงแต่ว่าผสมเข้ามาทีละเล็กละน้อย"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ภาพยนตร์เปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างในใจคน

ฉันทนา เรียนจบปริญญาตรีด้านโฆษณาและสื่อสารการตลาดจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก ขณะที่เรียนอยู่นั้นมหาวิทยาลัยยังไม่ได้สอนวิชาเอกด้านภาพยนตร์

ระหว่างนั้นเธอทำหนังสั้นหลายเรื่อง และคว้ารางวัลในหลายเทศกาลภาพยนตร์ เธอยังเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในภาพยนตร์สั้นเรื่อง SUNSET (อาทิตย์ อัสสรัตน์ กำกับ) หนึ่งในโครการ TEN YEARS THAILAND ภาพยนตร์สะท้อนภาพอนาคตประเทศไทยในอีกสิบปีข้างหน้า

ในวัยเด็กก่อนที่จะรู้ว่ามีอาชีพคนทำหนังอยู่บนโลก เธอบอกว่าอยากเป็นครู และผู้ประกาศข่าว เพราะ "ได้เล่าอะไรที่รู้สึกซาบซึ้งออกไป" แต่ "พอเรียนหนังสือไปมาก ๆ" ก็รู้จักว่ามีอาชีพอื่นที่น่าสนใจคือการทำหนัง

"นอกจากจะได้ถ่ายทอดแล้ว ภาพยนตร์มันสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในใจคน หรือว่าเปลี่ยนแปลงสังคมได้"

Image copyright หน่าฮ่าน

เมื่อถามว่านี่เป็นวิธีการหนึ่งที่เธอพยายามจะรักษาคุณค่าบางอย่างของความเป็นอีสานไว้หรือไม่ เธอปฏิเสธและบอกว่า สิ่งที่เธอทำก็แค่การ "เล่าเรื่อง"

"จริงๆ เราไม่ได้รักษาหรอก มันเรียกว่ารักษาไหม เราแค่อยากเล่าเรื่องไปเฉย ๆ เรานึกไม่ออกว่าวัฒนธรรมอีสานมันจะหายไปได้ยังไง เพราะเราก็นึกไม่ออกว่าวัฒนธรรม อื่น ๆ มันหายไปด้วยเหรอ เราเห็นว่ามันยังคงอยู่แค่มันไม่ได้ถูกพูดถึง"

กับเส้นทางในวงการภาพยนตร์ ฉันทนาบอกว่า "คงดีถ้าการทำหนังสามารถเป็นอาชีพที่ใส่ในบัตรประชาชนได้" เธอเปรียบเปรยถึงการเป็นอาชีพหนึ่งที่ไม่ต่างจากการเป็นครู เป็นหมอ อีกทางหนึ่ง เธอบอกว่า คงจะดีถ้าภาพยนตร์กลายเป็นสิ่งที่ถูกอ้างอิงในหนังสือและวิชาทางภาพยนตร์

"ถ้าสมมติพูดเรื่องประวัติศาสตร์สังคมอีสาน เปิดหนังสือมาปุ๊ปอ้างอิงหนังของเรา ชื่อหนังของเรา ยกตัวอย่างเช่นหนังเรื่องนี้ มันคงเป็นอะไรที่แบบพาวเวอร์มาก ๆ" ฉันทนา ทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม