จับตา 3 วัน "เฝ้าระวัง" ชี้ชะตาธนาธร เลือกประธานสภา-วุฒิสภา

  • 22 พฤษภาคม 2019
ธนาธร จุรินทร์ อนุทิน
คำบรรยายภาพ ก่อนวันที่ 25 พ.ค. จะมีความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นกับหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่กรณี "โยกหุ้น" รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยที่จะให้ความชัดเจนแก่สังคมต่อการตัดสินใจ "จับขั้วตั้งรัฐบาล"

ผ่านมา 2 เดือนหลังเสร็จศึกเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. การต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจของ "2 ขั้วการเมือง" ยังไม่ได้บทสรุป เครื่องมือทางการเมืองและกฎหมายถูกงัดมาใช้ทุกกระบวนท่า

บีบีซีไทยชวนเปิด "ปฏิทินการเมือง" ในช่วงนับถอยหลัง 3 วัน "เฝ้าระวัง" ก่อนมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 นัดแรก 25 พ.ค. นี้ อะไรคือความเคลื่อนไหวสำคัญที่ต้องจับตา และจะส่งผลสะเทือนต่อการเมืองไทยอย่างไร

23 พ.ค. ลุ้น ธนาธร ได้เข้าสภาหรือไม่

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน นัดถกเวลา 13.00 น. ว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสี่ หลังมีความปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยต่อ กกต. ว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ ส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3)

"สถานะอันไม่แน่นอน" ของหัวหน้าพรรค 80 เสียง เป็นผลจากพฤติกรรม "โยกหุ้น" บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งตนถือครองออกไปให้มารดา โดย กกต. เชื่อว่าเป็นการโอนหุ้นภายหลังวันสมัครเป็น ส.ส. ขณะที่เจ้าตัวเห็นว่าเป็นคดีที่ "มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองมาก"

หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ "รับคำร้อง" ไว้พิจารณา ศาลอาจมีคำสั่งให้ ธนาธร หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จนกว่าศาลจะมีคําวินิจฉัย นี่เป็นบทบัญญัติที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 โดยไม่เคยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 มาก่อน เช่นเดียวกับการให้อำนาจ กกต. ยื่นคำร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ จากเดิมต้องยื่นผ่านประธานสภา

แต่ถึงกระนั้น นักกฎหมายมหาชนอย่าง ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. ได้ยก "บรรทัดฐานเดิม" ขึ้น "ดักคอ" ศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าศาลเคยรับคำร้องกรณีวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ส.ส. และรัฐมนตรีหลายครั้ง แต่ไม่เคยสั่งให้ใครหยุดปฏิบัติหน้าที่ กรณีล่าสุดคือ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ก็ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หากใช้หลักการมาตรฐานเดียวกันเท่าเทียมกัน ไม่มีทางที่ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้ ธนาธร ยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวได้

Image copyright กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
คำบรรยายภาพ เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่เปิดแถลงข่าว 22 พ.ค. โดยได้เปรียบเทียบคดีหุ้นของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ดอน ปรมัตถ์วินัย

"เราพร้อมที่จะสู้ในกระบวนการศาลรัฐธรรมนูญต่อไป หากบ้านนี้เมืองนี้จะมีปาฏิหาริย์ทางกฎหมายสั่งให้คุณธนาธรหยุดการปฏิบัติหน้าที่ขึ้นจริง เราขอยืนยันว่าคุณธนาธรยังคงเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และเราขอสงวนสิทธิ์ที่จะทำให้ปาฏิหาริย์ทางกฎหมายถูกใช้ไปในมาตรฐานเดียวกัน ด้วยการยื่นให้มีการตรวจสอบ ส.ส. ของพรรคพลังประชารัฐทุกคนที่มีกรณีแบบเดียวกัน" ปิยบุตร แถลงเมื่อ 22 พ.ค.

ผลที่ตามมาทางการเมืองหากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง และมีคำสั่งให้ ธนาธร หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว คือ

  • เสียงในสภาของพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" หายไป 1 เสียง โดยเหลือ 244 เสียง ในช่วงที่ "2 ขั้วการเมือง" กำลังเปิดฉากช่วงชิงกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และคาดหวังจะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาล่าง หรือ 251 เสียง
  • การนำและประสานงานของ ส.ส. หน้าใหม่ในสังกัด อนค. อาจไม่ราบรื่นนัก ถ้าหัวหน้าพรรคไม่ได้เข้าไปนั่งในสภาด้วย
  • ธนาธร ผู้มีคดีอาญาติดตัว 3 คดี อาจต้องเสีย "ความคุ้มกัน" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ที่ระบุว่าในระหว่างสมัยประชุม จะจับกุม คุมขัง หรือดําเนินคดีอาญาใด ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาผู้นั้นมิได้ ทั้งนี้นักกฎหมายในรัฐสภาผู้ไม่ประสงค์จะออกนามอธิบายกับบีบีซีไทยว่า แม้ ธนาธร ได้รับการรับรองสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. แต่ยังไม่ได้ปฏิญาณตนต่อที่ประชุม จึงถือว่า "สิทธิและอำนาจยังไม่เกิด" อีกทั้งเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญเรื่องการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันสมาชิกรัฐสภา ก็เพื่อไม่ให้มีการดําเนินคดีในลักษณะอันเป็นการขัดขวางต่อการมาประชุม
  • ธนาธร อาจต้องปรับบทบาทตัวเองไปทำ "การเมืองนอกสภา" ตามที่โฆษกพรรคเคยออกมาบอกใบ้ไว้ก่อนหน้านี้

24 พ.ค. คาด พรเพชร นั่งประธานวุฒิฯ แบบ "ไร้รอยต่อ"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา เวลา 15.00 น. ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

จากนั้นเวลา 17.30 น. มีการประชุมสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ครั้งแรก เพื่อลงมติเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ที่หอประชุมใหญ่ อาคาร 9 ชั้น 2 บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

ในการจัดวางตัวบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่ง "ประมุขสภาสูง" ดูเหมือนจะราบรื่น-ลงตัว-ไร้การแหกโผ ซึ่งเป็นไปตาม "ประเพณีปฏิบัติ" ในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่สมาชิกมักปิดห้องถก-ทะเลาะ-ตกลง-ต่อรองกันก่อนเข้าที่ประชุมใหญ่

"เราไม่ค่อยมีการแข่งขันกัน เพราะพูดจากันนอกรอบจนตกผลึกแล้วว่าใครเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ถึงไม่เคยมีภาพนำเสนอชื่อแข่งกันมาโหวตแข่งกันกลางที่ประชุม" กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ อดีต สนช. ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ส.ว. กล่าวกับบีบีซีไทย

ถึงขณะนี้เก้าอี้ประธานวุฒิสภาคล้ายล็อกไว้ให้ พรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธาน สนช. เพียงคนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า "สมาชิกให้การยอมรับสูง" และจะได้เข้าไปทำหน้าที่แบบ "ไร้รอยต่อ" ทว่ายังต้องรอพิสูจน์ฝีมือในการจัดการ-รับมือเกม "ตีรวน" จากฝ่ายค้านในสภาล่าง หากต้องขึ้นทำหน้าที่ควบคุมการประชุมร่วม 2 สภา ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 3 เดือน/ครั้ง เนื่องจากรัฐบาลต้องรายงานความก้าวหน้าตามแผนปฏิรูปประเทศให้รัฐสภาทราบ

"ท่านพรเพชรเคยควบคุม สนช. มา 5 ปี ก็น่าจะทำหน้าที่ได้ แต่เรื่องการตีรวน ท่านไม่เคยเจอ จะเป็นอย่างไรก็ยังตอบแทนไม่ได้" เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว. กล่าวกับบีบีซีไทย

Image copyright LightRocket via Getty Images
คำบรรยายภาพ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย, พรเพชร วิชิตชลชัย, พีระศักดิ์ พอจิต (จากซ้ายไปขวา) ได้เข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภายกบัลลังก์ หลังพ้นจากตำแหน่งประธานและรองประธาน สนช.

ไม่ต่างจากเก้าอี้รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ที่มีแนวโน้มตกเป็นของ "เพื่อนประยุทธ์" แม้ก่อนหน้านี้ปรากฏชื่อแคนดิเดตอย่างน้อย 3 ราย ประกอบด้วย พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว. ยุติธรรม ผู้ร่วมนาทีเป็นนาทีตาย-ร่วมก่อรัฐประหารปี 2557 กับหัวหน้า คสช., สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธาน สนช. และ พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร อดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สนช.

ล่าสุดมีข่าวยืนยันว่า พล.อ.อ. ประจิน แจ้งว่า "ไม่ประสงค์รับตำแหน่ง" หลังมือดีส่งชื่อเข้าชิงในโควต้า ส.ว. "กลุ่มอดีต 19 รัฐมนตรี" ทว่าเมื่อลองหยั่งเสียงเพื่อน ส.ว. 250 คนพบว่า "ไม่น่าเบียดคู่แข่งได้" จึงขอถอนตัวไป

เช่นเดียวกับ สุรชัย และผองเพื่อนที่ยอม "หมอบ" ให้แก่คู่แข่งขัน โดยมีเก้าอี้ประธาน กมธ. คณะใดคณะหนึ่งรอมารองก้น จึงเหลือ พล.อ. สิงห์ศึก เพียงชื่อเดียวเท่านั้น

คุณสมบัติรองฯ 1 ในฝันของเพื่อนร่วมสภาสูงคือ บู๊ได้-บุ๋นเป็น มีลูกล่อลูกชน มีทั้งความโหดและความนุ่มนวล ประสานงานกับสมาชิกได้ เพราะบางครั้งต้องขึ้นทำหน้าที่แทนประธาน

"แม้ พล.อ. สิงห์ศึก ไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ท่านเป็นคนขยันและทำการบ้านเยอะ บทจะเฉียบขาดก็เฉียบขาด และเวลาประนีประนอมท่านก็ทำเป็นแม้เป็นทหาร ผมจึงเห็นด้วยที่จะให้เป็นรองฯ 1" กิตติศักดิ์ กล่าว

กล่าวสำหรับ พล.อ. สิงห์ศึก ถือเป็น "เพื่อนประยุทธ์" ขนานแท้ เพราะเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 12 รุ่นเดียวกับหัวหน้า คสช. และยังมีผลงานโดดเด่นในคราวเป็นประธาน กมธ. ซักถามสำนวนคดีถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว โดย กมธ. ได้ยิงคำถามรัว ๆ ใส่อดีตนายกฯ ผู้ตกที่นั่งผู้ถูกกล่าวหา รวม 35 ข้อ และตั้งคำถามต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้กล่าวหา 11 ข้อ สุดท้ายเพื่อน สนช. จึงร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะ "นักการเมืองคนแรกที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งกลางสภา" เมื่อ 23 ม.ค. 2558

Image copyright LightRocket via Getty Images
คำบรรยายภาพ มติ สนช. 190 ต่อ 18 เสียง ให้ถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง เมื่อ 23 ม.ค. 2558

ขณะที่แคนดิเดตรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ลงตัวที่ชื่อ ศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน กกต. ผู้เป็น ส.ว. กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านการเลือกกันเองใน 3 ระดับมา

ในการลงมติเลือกประธานวุฒิสภา จะมี ร.อ. ทินพันธุ์ นาคะตะ ส.ว. ผู้อาวุโสสูงสุดในวัย 85 ปี ขึ้นทำหน้าที่ประธานชั่วคราว ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมและธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาจะใช้วิธี "ลงคะแนนลับ"

25 พ.ค. อดีตกลุ่ม 16 ชิงดำ ประธานสภา

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 นัดแรก เพื่อลงมติเลือกประธานและรองประธานสภา เวลา 09.30 น. จะจัดที่ "สภาทีโอที" เช่นกัน ถึงขณะนี้รายชื่อแคนดิเดตชิงเก้าอี้ประธานสภายังไม่นิ่ง เพราะตำแหน่งนี้ถูกนำไปผูกติดกับเกมต่อรองชิงเสียงจัดตั้งรัฐบาล ระหว่าง "2 ขั้วการเมือง" ด้วยเพราะประธานสภาคือผู้ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อ "นายกฯ คนที่ 30"

พรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" รวม 7 พรรค นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) ขาดอีก 6-7 เสียงถึงจะรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของ "สภา 500"

พรรคฝ่ายสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกสมัย รวม 16 พรรค มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นหัวหอก ขาดอีก 114 เสียงถึงจะเกินกึ่งหนึ่ง

โดยมี 4 พรรค ที่มีเสียงรวมกัน 116 เสียง ยังสงวนจุดยืนทางการเมือง โดยพรรคการเมืองเหล่านี้จะเรียกประชุมสมาชิกในช่วง 2 วันนี้ เพื่อหาข้อสรุปก่อนโหวตเลือกประธานสภา

นักเลือกตั้งคนแรก ๆ ที่ "อาสา" ทำหน้าที่ประธานสภาคือ สุชาติ ตันเจริญ ส.ส. ฉะเชิงเทรา หัวหน้ากลุ่มบ้านริมน้ำ พปชร. ซึ่งเคยเป็นอดีตรองประธานสภามาก่อน โดยมีเพื่อนร่วมพรรคอย่าง วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้ากลุ่มพลังโคราช เป็นคู่แคนดิเดต ก่อนที่คนหลังจะถูกปล่อยข่าวสกัดดาวรุ่งไปว่า "ติดคดี" ทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอลใน จ. นครราชสีมา ที่อยู่ในชั้นพิจารณาของ ป.ป.ช.

ขณะที่ พท. ปล่อยชื่อ "ท่านประธานที่เคารพ" มาหลากหลาย มีทั้งคนในพรรคอย่าง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. เชียงใหม่ และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง และคนนอกพรรคที่เคยสัมผัสบัลลังก์ประธานสภามาแล้วคือ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) แต่การเชิดหัวหน้าพรรค 7 เสียงขึ้นเป็นประธานสภาก็มีความเสี่ยง เพราะเขาเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ไม่รู้จะกอดสถานะนี้ไปได้นานเท่าใดภายใต้ "สูตรคำนวณ ส.ส. แบบพิสดาร"

ท่ามกลางความพยายาม "ตกลง-ต่อรอง" ภายในขั้วตัวเองของบรรดา "ตาอิน-ตานา" เพื่อตัดชื่อแคนดิเดตประธานสภาให้เหลือเพียง 1 เดียว จู่ ๆ ได้เกิดข่าวลือ-ข่าวลวงว่า "พรรคแกนนำ" ยอมคายเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติให้แก่ "ตาอยู่" เพื่อแลกกับการดึงเสียงของ "พรรคครึ่งร้อย" มาร่วมรัฐบาล

ชื่อ บัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส. บัญชีรายชื่อ และกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จึงเข้ามาสอดแทรกตามหน้าสื่อ ก่อนที่เจ้าตัวจะออกโรงมาปฏิเสธเมื่อ 21 พ.ค. ว่า "อยากอยู่เป็น ส.ส. ธรรมดามากกว่า"

การชิงถอดตัวเองออกจากเงื่อนไขทางการเมืองของผู้อาวุโส ปชป. เกิดขึ้นหลังจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินสายเจรจากับพรรคขนาดกลางและเล็กที่ยัง "กั๊ก" ท่าทีทางการเมือง ซึ่งว่ากันว่า บัญญัติ เป็นหนึ่งในคน ปชป. ที่ไม่ปฏิเสธการจับขั้วตั้งรัฐบาลกับ พปชร. บนเงื่อนไขที่ว่า "พปชร. ต้องทิ้ง พล.อ. ประยุทธ์"

ถึงขณะนี้ "ตัวเต็ง" จึงเหลืออยู่ขั้วละคน เป็นการชิงกันระหว่าง สุชาติ กับ สมพงษ์ ซึ่งทั้งคู่เป็นนักการเมืองในตำนาน "กลุ่ม 16" ที่ สมพงษ์ เคยเป็นประธานกลุ่มนั่นเอง แต่อาจมีประธานจาก "ขั้วที่ 3" เสียบเข้ามาในนาทีท้าย ๆ ก็เป็นได้

ในการลงมติเลือกประธานสภา จะมี ชัย ชิดชอบ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ภท. ผู้อาวุโสสูงสุดในวัย 91 ปี ขึ้นทำหน้าที่ประธานชั่วคราว ซึ่งถ้ามีการเสนอเพียงชื่อเดียว บุคคลนั้นก็จะได้เป็นประธานสภาเลย แต่ถ้ามีการเสนอชื่อชิงกัน สรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร คาดการณ์ว่าต้องใช้เวลาประชุมราว 6 ชม. เพื่อ "ลงคะแนนลับ" ด้วยการขานชื่อ ส.ส. เป็นรายบุคคล ให้ออกมาเขียนชื่อประธานแล้วบรรจุลงซอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม