หมอมน กับ “ภาพที่สวยงาม” ของน้ำใจคนไทย กับภารกิจช่วยชีวิตทารก

  • 24 พฤษภาคม 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
หมอมน สัตวแพทย์ฮีโร่ช่วยเด็กทารกแรกคลอด

การเอาใจใส่ดูแลหมาตัวแรกตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ได้ปลูกฝังการเป็นคนรักสัตว์ให้หญิงสาวมุ่งมั่นศึกษาจนได้เป็นสัตวแพทย์ แต่ความรักต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกทำให้เธอได้ช่วยทำคลอดมนุษย์เป็นครั้งแรกในชีวิต

"ความรู้สึกตอนนั้นโฟกัสที่เด็กอย่างเดียว และคิดอย่างเดียวว่าเด็กต้องรอด" สัตวแพทย์หญิง (สพ.ญ).วารีย์ ลิ้มรุ่งสุโข หรือ "หมอมน" เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 19 พ.ค. ให้บีบีซีไทยฟังที่คลินิกรักษาสัตว์ย่านตลิ่งชัน

เหตุการณ์นั้นทำให้เธอเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ในฐานะสัตวแพทย์สาวที่ช่วยชีวิตทารกคลอดริมถนน ภาพจากคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นเหตุการณ์ขณะที่หมอมนวิ่งออกจากคลินิกตามคำร้องขอให้ช่วยชีวิตเด็กทารกที่เพิ่งคลอด และสภาพอยู่ในขั้นวิกฤติ

คลิปวิดีโอที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในสื่อสังคมออนไลน์มีคนดูมากกว่า 10 ล้านครั้ง และมีคนถูกใจโพสต์นี้กว่า 276,000 ราย วีรกรรมของหมอมนทำให้ เฟซบุ๊กเพจส่วนตัวของเธอที่ใช้ชื่อว่า "เพื่อนซี้สี่ขา ประสาหมอมน" ได้รับความนิยมพุ่งสูงจนมีคนติดตามกว่า 290,000 คน

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC Thai
คำบรรยายภาพ หมอมนปฏิบัติกับสัตว์ทุกตัวที่เข้ามารักษาเหมือนครอบครัวของเธอเอง

"เป็นภาพที่สวยงามมาก"

"อยากให้ทุกคนได้ดูเป็นแรงบันดาลใจเพราะหมอเป็นเพียงแค่จุดเล็ก ๆ จุดเดียวจากเหตุการณ์ทั้งหมด" หมอมนย้อนภาพในคืนวันนั้น ซึ่งเป็นการช่วยเหลือชีวิตเด็กทารกแรกคลอดจะเป็นครั้งแรกในชีวิตของสัตวแพทย์เช่นเธอ

"อยากให้ทุกคนดูภาพรวมตั้งแต่พี่ที่ดึงน้องออกมาตอนคลอด พี่คนที่เอาถุงน้ำคร่ำออก พี่ที่วิ่งมาเรียกหมอ หมอได้ช่วยเด็ก พี่ผู้ช่วยแพทย์ที่ทำงานอยู่ที่คลินิกที่คอยช่วยหมอยกของต่าง ๆ ช่วงที่เอาเด็กเข้ามา พี่ที่เป็นคนถ่ายคลิป พี่ที่เป็นหน่วยกู้ภัย หรือกระทั่งเจ้าของของหมาที่กำลังทำการรักษากับหมออยู่ที่อุ้มหมาลงเพื่อให้รักษาเด็กทารกได้ก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นภาพของการมีน้ำใจที่ทุกคนได้ช่วยเหลือกัน ซึ่งหมอคิดว่ามันเป็นภาพที่สวยงามมาก" หมอมนกล่าว

หลังจากที่ทารกได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นจากหมอมนจนรอดชีวิตและปลอดภัยดี เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยได้พาทั้งแม่และเด็กเข้าไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลในพื้นที่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 พ.ค. แม่ชาวเมียนมาได้ออกมาจากโรงพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้เดินทางไปพร้อมด้วยสามีขอบคุณหมอมนที่คลินิกหมอมนรักสัตว์ พร้อมบอกอาการล่าสุดว่าเด็กปลอดภัยดีแต่ยังต้องอยู่ในตู้อบไปก่อนเพราะเด็กอยู่ในครรภ์เพียง 7 เดือน และยังไม่แข็งแรงพอที่จะกลับบ้าน

มนุษยธรรมทำให้สัตวแพทย์มาช่วยทารก

หมอมนบอกกับบีบีซีไทยว่าการเรียนเป็นสัตวแพทย์มาทำให้มีความเชี่ยวชาญเรื่องการรักษาสัตว์ แต่จะไม่มีความรู้และเชี่ยวชาญในการรักษาคนเหมือนแพทย์ที่เรียนมาโดยตรง แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา เธอเลือกช่วยชีวิตของเด็กแรกเกิดเอาไว้ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม

Image copyright Waree Limrungsukho
คำบรรยายภาพ แม่และพ่อชาวเมียนมาของทารกเข้ามาขอบคุณหมอมนที่ช่วยชีวิตลูกของพวกเขาเอาไว้หลังจากที่แม่ออกมาจากโรงพยาบาลและเด็กปลอดภัยดี

แม้ไม่เคยทำคลอดคนมาก่อนในชีวิต วิธีการช่วยชีวิตเด็กหลังคลอดระหว่างคนกับสัตว์เป็นแนวปฎิบัติเดียวกัน แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อย

ตัวม่วง เพราะขาดอากาศ

หลังจากที่แม่ของเด็กได้คลอดทารกออกมา เด็กที่คลอดก่อนกำหนดรายนี้เนื้อตัวเริ่มเป็นสีม่วงเพราะขาดอากาศหายใจ ในตอนนั้นทางหน่วยกู้ภัยก็ได้นำร่างของเด็กทารกเข้ามาในคลินิกของหมอมมน โดยที่ตอนนั้นทางคลินิกไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย หมอมนเลยใช้การจับตัวตัวเด็กทารกและเหวี่ยงให้น้ำคร่ำต่าง ๆ ที่อยู่ด้านในออกมา ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการทำคลอดสัตว์

"ถ้าจะให้จับข้อเท้าก็กลัวพลาดและกลัวน้องตกแต่ในหลักการก็คือการทำให้น้ำคร่ำต่าง ๆ ออกมา และก็พยายามดูดออกมาให้ได้มากที่สุด โดยตอนนั้นไม่มีความลังเลเลย คิดไว้แล้วว่าเขาขอร้องให้เราช่วย แสดงว่ามันต้องเป็นเรื่องที่ด่วน ณ ตอนนั้นยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยได้มากขนาดไหน แต่ก็ใส่ถุงมือออกไปก่อนเลย เพราะรู้ว่ายังไงเราต้องไปสัมผัสเด็กแน่ ๆ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเขาออกมาหมดแล้วหรือยัง พอวิ่งไปถึงเหตุการณ์จริง แล้วตัดสินใจว่าขอช่วยดีกว่า"

โดยปกติแล้วสูติแพทย์ที่ทำคลอดเด็กต้องจับข้อเท้าทารกขึ้นมา แล้วตบไปที่ปอดเพื่อไล่เอาน้ำคร่ำออกมา แต่ด้วยความที่หมอมนไม่เคยจับขาหลังของสัตว์หลังจากคลอดออกมา เนื่องมาจากสรีระและกายภาพของสัตว์กับมนุษย์ไม่เหมือนกัน ก็เลยใช้วิธีการเหวี่ยงแบบที่ใช้กับสัตว์เพื่อช่วยทารกคนนั้นตามความถนัดและประสบการณ์ที่มี ซึ่งใช้ได้เหมือนกันและช่วยให้ทารกปลอดภัย

จากหมาตัวแรก

โดยความรักสัตว์ของหมอมนเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนเธออายุได้ 9 ขวบ คุณอาของเธอซื้อสุนัขพันธุ์ชิซุมาให้ 1 ตัว แต่ 1 สัปดาห์ต่อมา เจ้าของสุนัขตัวนั้นมาขอคืน ด้วยความผูกพัน เธอเสียใจมาก แต่อาของเธอบอกว่าถ้าอยากได้ใหม่ต้องซื้อตัวละ 15,000 บาท เธอจึงเริ่มเก็บเงินโดยไม่กินข้าวกลางวันที่โรงเรียน จนเก็บเงินได้บวกกับเงินที่คุณอาช่วยสมทบทำให้ได้สุนัขตัวใหม่มา และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หมอมนบ่มเพาะนิสัยการรักสัตว์

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"เพราะว่าเรารักสัตว์ และอยากอยู่กับเขาอยู่ตลอดเวลา เราอยู่กับเขาแล้ว เราไม่เหมือนทำงาน เราอยู่กับเค้าแล้วเหมือนกับเราได้เล่นมีความสุข ทำให้เรารักสัตว์ตัวอื่น ๆ ด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์จรจัดหรือมีเจ้าของ เป็นสัตว์ไม่น่ารักหรือไม่ เพราะในสายตาเราสัตว์ทุกตัวน่ารักหมด" หมอมนกล่าว

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หมอมนตั้งใจไว้แล้วว่าจะอยู่กับสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุข นั่นก็คือการได้อยู่ใกล้ ๆ กับสัตว์ชนิดต่าง ๆ ความรักในสัตว์เป็นแรงผลักดันให้หมอมนอยากจะเป็นหมอรักษาสัตว์ และเธอก็เลือกเรียนสัตวแพทย์ โดยที่พ่อแม่ของเธอไม่เคยบอกว่าเป็นหมอรักษาคนน่าจะได้เงินดีกว่าหรือประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะว่าพวกเขาอยากให้หมอมนตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะมีสุขกับจุดไหน

ผ่าตัดปลาดุก

พอเริ่มเรียนไปสักพัก หมอมนก็ได้รู้ว่าความรู้ที่เธอได้รับจากการเรียนสัตวแพทย์นั้นไม่ได้จำกัดที่สัตว์ประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่เนื่องมาจากการที่เธอเลือกที่จะเรียนเป็นอายุรแพทย์ ทำให้หมอมนได้รับการฝึกฝนให้สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนพื้นฐานต่อสัตว์ได้เช่นการผ่าตัด การวางยาสลบ หรือการทำคลอด

"ตอนที่เรียนอยู่เคยคิดว่าหมอคนเค้าเรียนรักษาคน เด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิง คนชรา แต่ทำไมเราเรียนทั้งหมา แมว ปลา หมู ควาย ช้าง เป็ด ซึ่งมีกายวิภาคที่แตกต่างกันไป บางครั้งเราต้องไปผ่าตัดปลาดุก และต้องวางยาสลบปลา ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าทำได้ ซึ่งถ้าไม่เคยเรียนมาเลยก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าการเรียนสัตว์แพทย์นั้นท้าทายมาก"

แบ่งปันความรู้

นอกจากเปิดคลินิกรักษาสัตว์แล้ว หมอมนยังเปิดเพจทางเฟซบุ๊กให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ที่ชื่อว่า "เพื่อนซี้สี่ขา ประสาหมอมน" เพื่อเป็นพื้นที่ในการให้ความรู้กับคนทั่วไปเกี่ยวกับการดูแลสัตว์และการรักษาสัตว์ในเบื้องต้น

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ คลินิกหมอมนรักสัตว์มีลูกค้าที่พาสัตว์เลี้ยงมาหาหมอมนมากมายโดยสัตว์เลี้ยงบางตัวรักหมอมนมากกว่าเจ้าของของตัวเอง

โดยปกติหมอมนใช้เวลากับสัตว์เลี้ยงและเจ้าของแต่ละรายค่อนข้างนาน เพื่อการให้ความรู้ควบคู่ไปกับการรักษาด้วย บางข้อมูลที่พูดซ้ำ ๆ ก็จะนำมาเผยแพร่ผ่านเพจในเฟซบุ๊กเพื่อให้เกิดการแชร์ความรู้ เช่น หมอมนทำคลิปให้ความรู้เกี่ยวกับการทำคลอดลูกสุนัขเพราะมีหลายตัวที่เสียชีวิตหลังคลอดอันเป็นผลมาจากการขาดประสบการณ์ของแม่

สื่อสารกับสัตว์

นอกจากเรื่องการให้คำปรึกษาในรักษาและดูแลสัตว์แล้ว หมอมนยังกล่าวว่าการสื่อสารกับสัตว์เองก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญสำหรับคนรักสัตว์ทุกคนเพราะสัตว์พูดไม่ได้ และการสังเกตจากพฤติกรรมจะเป็นตัวเชื่อมในการสื่อสารระหว่างสัตวแพทย์ เจ้าของ และสัตว์ที่ดี

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC Thai

"หัวใจในการสื่อสารกับสัตว์ก็คือการพูดคุยกับเจ้าของให้รู้เรื่อง" หมอมนอธิบาย "อย่ารำคาญหมอนะคะ เพราะเราต้องการข้อมูลให้เยอะที่สุด เพราะหมอจะถามรายละเอียดทุกอย่าง เพราะบางครั้งการวินิฉัยจะเป็นไปได้ง่ายและแม่นยำขึ้น เช่นปวดท้องมาเพราะกินกระดูก หรือตับอักเสบจากการกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไป เพื่อนำมาประมวลและจะได้รักษาเขาได้ดีที่สุด"

ความสุขเริ่มจากการให้

หลังจากมีเหตุการณ์ที่หมอมนเข้าช่วยชีวิตทารกแรกเกิดก็ทำให้ใครหลาย ๆ คนขนานนามเธอว่าเป็นฮีโร่ และยอดตามเพจก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอัธยาศัยของหมอและการชอบช่วยเหลือคนผ่านการให้ความรู้ต่าง ๆ แต่หมอมนยืนยันว่าถึงแม้ว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นและมีผู้ติดตามเพิ่มมากขึ้น แต่หมอมนจะไม่ฉวยโอกาสนี้เพื่อสร้างรายได้จากเพจในเชิงพาณิชย์และยืนยันว่าจะช่วยเหลือคนต่อไป

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ หมอมนเรียกสัตว์เลี้ยงที่เข้ามารักษาที่คลินิคทั้งหมดว่า "น้อง" เพราะในสายตาของหมอ สัตว์ทุกตัวคือเด็ก

"การให้มีความสุขมาก ๆ ความสุขเริ่มต้นง่าย ๆ จากการให้ หมอชอบช่วยเหลือคนอื่นทั้งผ่านการรักษา ให้คำปรึกษา หรือให้ความรู้ ถึงแม้ว่าคลิปช่วยเหลือทารกแรกคลอดนี้จะไม่ได้ลง ไม่ได้รับการแชร์ต่อกันเยอะ หรือไม่ได้เป็นกระแส แต่หมอมีความสุขตั้งแต่วินาทีที่น้องเริ่มหายใจแล้วค่ะ" หมอมนกล่าวพร้อมน้ำตาแห่งความตื้นตัน

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม