วีซ่าสหรัฐฯ : เรียนต่อ-ท่องเที่ยวอเมริกาอาจได้รับผลกระทบจากระเบียบใหม่ที่ให้เปิดเผยข้อมูลโซเชียลมีเดีย

  • 5 มิถุนายน 2019
เทพีเสรีภาพ สหรัฐอเมริกา Image copyright AFP

นักศึกษาไทย และ องค์กรด้านการศึกษาต่างประเทศและเสรีภาพอินเทอร์เน็ตตั้งคำถามถึงระเบียบใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่กำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าเข้าประเทศ ต้องเปิดเผยบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย อีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ พวกเขาคิดว่าจะส่งผลกระทบต่อนักศึกษาที่ต้องการไปเรียนต่อและอาจละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

เมื่อเร็ว ๆ นี้กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ปรับระเบียบเกี่ยวกับการขอวีซ่าเพื่อยกระดับความเข้มข้นในการคัดกรองผู้ที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ที่จะขอวีซ่าต้องแสดงบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดีย หมายเลขโทรศัพท์และอีเมลที่เคยใช้งานย้อนหลัง 5 ปี

ทางการสหรัฐฯ คาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบกับคนที่ยื่นขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ทุกประเภทซึ่งมีจำนวนกว่า 14.7 ล้านคน รวมทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ที่จะเดินทางไปศึกษาต่อหรือทำงาน มีเพียงผู้ที่ขอวีซ่านักการทูตและข้าราชการเท่านั้นที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องให้ข้อมูลเหล่านี้ ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มคนที่ต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวมักเป็นบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศที่มีปัญหาเรื่องการก่อการร้ายเท่านั้น

ระเบียบใหม่นี้สร้างความกังวลให้แก่ผู้ที่จะยื่นคำร้องขอวีซ่าสหรัฐฯ อย่างมาก ขณะที่องค์กรด้านเสรีภาพอินเทอร์เน็ตให้ความเห็นว่าอาจเป็นการคุกคามสิทธิส่วนบุคคล

"เราทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะหาวิธีการปรับปรุงขั้นตอนการคัดกรอง เพื่อปกป้องประชาชนชาวอเมริกัน และสนับสนุนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวที่แท้จริง" กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯระบุ

โดยเบื้องต้นบัญชีโซเชียลที่ต้องแสดง ได้แก่ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม หรือบัญชีอื่น ๆ ที่ใช้งานอยู่

Image copyright Getty Images

กงสุลใหญ่ สถานทูตสหรัฐฯ ยืนยัน "ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล"

ทิมโมธี เอ็ม. แชลเรอร์ กงสุลใหญ่ แผนกกงสุล สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า นี่เป็นมาตรการใหม่ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2562 โดยเพิ่มคำถามเกี่ยวกับบัญชีโซเชียลมีเดียในเอกสารการขอวีซ่า ครอบคลุมวีซ่าเกือบทุกประเภท ทั้งวีซ่านักท่องเที่ยว วีซ่าชั่วคราว วีซ่าถาวร ยกเว้นผู้ถือพาสปอร์ตนักการทูตและข้าราชการ

"ผมขอยืนยันว่าเราจะไม่ใช้ข้อมูลนี้ในด้านที่ไม่เกี่ยวกับการขอวีซ่า" นายทิมโมธีกล่าว

นายทิมโมธี ยืนยันว่า การขอข้อมูลเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะเป็นข้อมูลที่อยู่ในสาธารณะอยู่แล้ว อีกทั้งสหรัฐฯ ก็มีกฎหมายคุ้มครอง และรักษาข้อมูลดังกล่าวอย่างเข้มงวด

Image copyright BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายทิมโมธี เอ็ม. แชลเรอร์ กงสุลใหญ่ แผนกกงสุล สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย

เขายอมรับว่าหากผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูลโซเชียลมีเดีย ก็อาจมีผลต่อการพิจารณาให้วีซ่า

มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้กับผู้ที่ยืนขอวีซ่าตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. แต่จะไม่มีการตรวจสอบย้อนหลังสำหรับผู้ที่มีวีซ่าอยู่เดิม นายทิมโมธีกล่าว

เรียนต่อสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย

"นักเรียนค่อนข้างมีความกังวลกับการตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียมาก เพราะไม่รู้ว่าตรวจสอบยังไง ปัจจุบันนี้ค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าสหรัฐฯ ก็แพงอยู่แล้ว มีความเป็นไปได้ว่ามาตรการนี้อาจทำให้นักเรียนส่วนหนึ่งไม่อยากเสี่ยงที่จะขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ และตัดสินใจเปลี่ยนประเทศที่จะศึกษาต่อไปเลย" ธันยวีร์ วิรุฬห์จรรย์ เจ้าหน้าที่บริษัท ไออีซี อะบรอด ซึ่งให้บริการแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทย

ข่าวที่น่าสนใจ

ธันยวีร์กล่าวเพิ่มเติมว่า การยื่นขอวีซ่าของสหรัฐฯ เป็นเรื่องยากมาตลอด โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีนักเรียนที่ยื่นขอวีซ่าระยะสั้นเพื่อไปเรียนด้านภาษา หรือวีซ่าระยะยาวสำหรับการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ขอวีซ่าไม่ผ่านเป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้รับแจ้งสาเหตุที่ถูกปฏิเสธวีซ่า

Image copyright Getty Images

"เราในฐานะตัวกลางก็ต้องคัดกรองนักเรียนมากขึ้น ถ้าเราดูโปรไฟล์นักเรียนแล้วไม่แน่ใจว่าผ่านหรือไม่ เราก็ต้องเข้าไปดูสิ่งที่เขาโพสต์ในโซเชียลมีเดียย้อนหลัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องความเป็นส่วนตัวของนักเรียน"

ธันยวีร์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าจะต้องให้ข้อมูลเหล่านี้ในขั้นตอนไหนของการกรอกแบบฟอร์ม หรือจะถูกตรวจสอบโซเชียลมีเดียแบบไหน อย่างไร อีกทั้งบริษัทไออีซีฯ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันข้อมูลส่วนตัวที่สูงมาก การขอบัญชีโซเชียลมีเดียของนักเรียนจึงยิ่งมีขั้นตอนยุ่งยากเพิ่มขึ้นไปอีก

ขอบัญชีโซเชียล ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่

ดาริกา บำรุงโชค ผู้ประสานงานฝ่าย Digital Rights ขององค์กร EngageMedia ประจำประเทศไทยกล่าวกับบีบีซีไทย ว่า การขอวีซ่าควรต้องยึดหลักการความเป็นส่วนตัวด้วย ที่ผ่านมาผู้ยื่นขอวีซ่ายังพอมีอำนาจที่จะควบคุมและเลือกกรอกข้อมูลได้เอง แต่พอปรับมาให้ต้องแสดงบัญชีโซเชียลมีเดียจึงเกิดคำถามว่าขอบเขตของการตรวจตราข้อมูลส่วนตัวอยู่ตรงไหน

ดาริกากล่าวว่า รัฐบาลของทุกประเทศจำเป็นต้องเคารพสิทธิเสรีภาพ "ทั้งออนไลน์และออฟไลน์" เมื่อมีข้อบังคับเรื่องนี้สิ่งที่เป็นคำถามตามมา คือ ขอบเขตของมาตรการนี้เป็นอย่างไร

"มีความกังวลว่า (มาตรการนี้) จะไปละเมิดความเป็นส่วนตัว คิดง่าย ๆ ว่าพอเราไปยื่นขอวีซ่าและต้องให้บัญชีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม เราไม่รู้เลยว่าข้อมูลประเภทไหนที่เขามองหาอยู่"

Image copyright Reuters

ดาริกาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ข้อมูลในโซเชียลมีเดียมีมูลค่าทางการตลาดและธุรกิจมหาศาล จึงจำเป็นที่ทางกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ต้องทำให้ประชาชนเชื่อถือว่าข้อมูลที่ให้ไปจะปลอดภัย ไม่ถูกส่งต่อให้บุคคลที่สามที่ไม่เกี่ยวข้อง

"มากไปกว่าความเป็นส่วนตัว เรื่องนี้มีผลทางจิตวิทยา เช่น ใครที่เคยแชร์ข่าวเกี่ยวกับอเมริกาหรือจีน เขาก็อาจจะกังวลว่ามีผลต่อการขอวีซ่าหรือไม่ จนทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง หรือความหวาดระแวงในการแสดงออก" นักเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกล่าว พร้อมกับตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้จะนำมาสู่ข้อถกเถียงว่า การรักษาความมั่นคงของชาติจะดำเนินควบคู่ไปกับการให้สิทธิและเสรีภาพต่อคนทั่วไปอย่างไร

คำถามจากนักศึกษา

บีบีซีไทยสอบถามความเห็นจากนักศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มหนึ่งที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว หากต้องการเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐฯ ในอนาคต พวกเขาให้ความเห็นตรงกันว่ามีความกังวลและทำให้ต้องมีความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียมากขึ้น

"จะรู้ได้ยังไงว่าเขาจะเอาข้อมูลไปใช้แค่การตรวจสอบด้านความปลอดภัย ไม่เอาไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นด้วย เพราะรู้สึกว่าข้อมูลพวกนี้ทำอะไรได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะเชิงธุรกิจ" สาริศ ขจรศรีพิทักษ์ อายุ 23 ปี นักศึกษา คณะอักษรศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

สาริศบอกว่า แม้โซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่ด้วยระบบที่เป็นอยู่ เจ้าของบัญชีผู้ใช้งานก็สามารถควบคุมผู้ที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ระดับหนึ่ง การที่ต้องเปิดเผยบัญชีโซเชียลมีเดียให้หน่วยงานรัฐบาลจึงรู้สึกว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวมากเกินไป

เขามองว่ามาตรการนี้ไม่น่าส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ระมัดระวังการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว เพราะรู้ดีว่าเป็นข้อมูลที่ถูกใช้ในการพิจารณาเรื่องต่างๆ เช่น การสมัครงาน

ด้านพัชรพล จอกสมุทร นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เชื่อว่านักศึกษาหรือนักท่องเที่ยวที่มีแผนจะเดินทางไปสหรัฐฯ จะต้องระมัดระวังการใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น ความสบายใจในการแสดงความคิดเห็นลดลง จากเดิมที่พื้นที่นี้ทุกคนสามารถแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ

"ปัญหาไม่ได้อยู่การสมัครวีซ่าที่ยากขึ้น แต่อยู่ที่ว่าเขาจะสามารถรักษาข้อมูลส่วนตัวพวกนี้เอาไว้ได้ดีแค่ไหนมากกว่า"

พัชรพลตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่ทางการสหรัฐฯ ต้องตรวจสอบบัญชีการใช้งานโซเชียลมีเดีย และอะไรจะเป็นสิ่งที่รับประกันว่าหน่วยงานรัฐจะรักษาข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ไว้ได้ ซึ่งก็มีแนวโน้มที่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกผู้ไม่หวังดีนำไปใช้

Image copyright Getty Images

ด้านคนรุ่นใหม่ที่ใช่สื่อสังคมออนไลน์ในการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างต่อเนื่องอย่าง ธนวัฒน์ วงค์ไชย แสดงความกังวลว่า การที่สหรัฐฯ ออกมาตรการลักษณะนี้จะกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ ตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียในลักษณะเดียวกัน ซึ่งย่อมส่งผลต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมของเด็กไทย ที่อาจจะแสดงความคิดเห็นน้อยลง อีกทั้งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย

"ขั้นตอนการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยมีตั้งหลายวิธี เพราะอะไรถึงเลือกโซเชียลมีเดีย มันเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรามีเสรีภาพในการแสดงออก ผมยังไม่เห็นว่าการตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้สหรัฐฯ ได้อย่างไร และป้องกันก่อการร้ายได้มากแค่ไหน"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง