เลือกนายกฯ : รุมซักฟอก พล.อ. ประยุทธ์ ตกคุณสมบัติเป็นนายกฯ

  • 6 มิถุนายน 2019
ภาพในสภา Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

การประชุมร่วม 2 สภาเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ใช้เวลากว่า 7 ชม. แล้ว แต่ยังไม่สามารถเริ่มลงมติกันได้ ภายหลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากพรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" เปิดฉากซักฟอกแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จากปัญหาเรื่องคุณสมบัติ จนฝ่ายสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลุกขึ้นมาสวมบท "องครักษ์พิทักษ์นายกฯ"

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เกิดขึ้นที่หอประชุมใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 5 มิ.ย. มีวาระสำคัญเพียงเรื่องเดียวคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ

รายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ถูกนำเสนอกลางรัฐสภามี 2 คน จาก 2 ขั้วแบบ "ไม่พลิกโผ" โดยนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พปชร. เสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกฯ ขณะที่ น.ส. ศรีนวล บุญลือ ส.ส. เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค. เป็นนายกฯ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายชวน หลีกภัย ขณะทำหน้าที่ประธานสภา

แม้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ไม่ได้บรรจุญัตติของ ส.ส. ของพรรคที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" นำโดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการ อนค. ที่ขอให้สภาพิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม เนื่องจากเลขาธิการสภาระบุว่า "ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาที่จะดำเนินการได้" แต่เมื่อเข้าสู่การประชุมร่วมรัฐสภา นายชวนได้เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายด้วยวาจากันอย่างเต็มที่ หลังมีข้อสงสัยเรื่องลักษณะต้องห้ามของ พล.อ. ประยุทธ์

บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญบางส่วนที่เกิดขึ้นในระหว่างการอภิปรายเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ พล.อ. ประยุทธ์ ไว้ดังนี้

1. มีลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (6) 98 (15) เนื่องจากเป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ"

  • "ถ้าสมาชิกรัฐสภาลงมติขัดแย้งกับศาลฎีกา จะมีปัญหาหรือไม่" --นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส. นครพนม พท. ยกกรณีที่หัวหน้า คสช. ออกคำสั่งเรียกนายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมการเมือง ไปรายงานตัวต่อ คสช. ภายหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ต่อมานายสมบัติได้ยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษาว่าหัวหน้า คสช. คือ "เจ้าพนักงาน" ซึ่งหมายความว่าเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" นี่จึงเป็นหลักฐานว่า พล.อ. ประยุทธ์ ไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้

2. ผิดมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 5

มาตรฐานทางจริยธรรมข้อ 5 ระบุว่า "ต้องยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" เนื่องจากเป็นผู้ก่อรัฐประหาร

  • "การรัฐประหารคืออาชญากรรมสูงสุด ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ แสดงให้เห็นว่า พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ได้ยึดมั่นและธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" -- นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการ อนค.
  • "พล.อ. ประยุทธ์ เคยฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ไม่เคารพประชาชน การใช้ปากกระบอกปืน ถือว่าไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย ผิดหลักจริยธรรมอย่างร้ายแรง" -- นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส. อุดรธานี พท.
  • "รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่าการล้มล้างรัฐธรรมนูญเป็นกบฏ ท่านทำผิดข้อนี้ แต่ไปนิรโทษกรรมตัวเอง ในการนิรโทษกรรมเพียงแค่ไม่เอาผิด แต่ความผิดนั้นยังคงอยู่ ท่านยังได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้ากบฏ การให้เป็นนายกฯ อีกจึงไม่ต่างจากการให้คนเผาวัดมานั่งเป็นเจ้าอาวาส เอาคนเคยเป็นโจรมาเป็นตำรวจ" --นายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พท.
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 ผ่านไป 7 ชั่วโมง ยังไม่ได้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

3. เข้าข่ายการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะ คสช. เลือก ส.ว. มาทำหน้าที่ แล้ว ส.ว. ก็มาร่วมเลือกนายกฯ

  • "พล.อ. ประยุทธ์ กระทำการขัดต่อข้อบังคับจริยธรรม ข้อ 7 และข้อ 11 ถือประโยชน์ส่วนตนเหนือประโยชน์ของประเทศชาติหรือไม่ กระทำการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่" --นพ. วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรค อนค. ตั้งคำถามต่อที่มา ส.ว. 250 คนว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้ "ใช้อำนาจอย่างสุจริตหรือไม่" ในกรณีแต่งตั้ง ส.ว. เพราะจนขณะนี้ยังไม่ทราบว่าคณะกรรมการสรรหา 9-12 คนคือใคร และมีความเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ ในเมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของ พปชร. แต่ก็มาตั้ง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว. กลาโหม และรองหัวหน้า คสช. เป็นประธานกรรมการสรรหา ส.ว.

ส.ส. ที่เรียกตัวเองว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" พยายามโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภาว่า หากให้การรับรองรายชื่อคนที่ไม่มีคุณสมบัติ ก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย โดยเฉพาะนพ. ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. น่าน พท. ที่ส่งสารตรงไปยังนายชวน ผู้นั่งทำหน้าที่อยู่บนบัลลังก์ประธานว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยหากผลออกมาอย่างไร เพราะต้องเป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อ และรับสนองพระบรมราชโองการ "ท่านประธานเป็นเบอร์ 1 ต้องรับผิดรับชอบ"

ขณะที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค อนค. เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาไม่ลงมติเลือก พล.อ. ประยุทธ์ โดยระบุว่า "กระบวนการสืบทอดอำนาจกำลังจะได้เข้าเส้นชัยแล้ว ดังนั้นขอแรง ส.ส. ไม่ลงมติเลือก พล.อ. ประยุทธ์ ในส่วนของ ส.ว. ตอนนี้ท่านเป็น ส.ว. แล้ว นี่เป็นโอกาสทองของท่านแล้วที่จะจะไม่ลงมติเห็นชอบ"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ หารือกับ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคฯ ระหว่างการประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

ส.ส. พปชร. หนุนต่อเวลาให้ ประยุทธ์

อย่างไรก็ตาม ส.ส. พปชร. และพรรคพันธมิตร ต่างร่วมกันปกป้องหัวหน้า คสช. ว่าทำรัฐประหารด้วยความจำเป็น และได้อภิปรายสนับสนุนการ "ขยายอำนาจ" ให้แก่ พล.อ. ประยุทธ์ โดยให้เหตุผลตรงกันว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช. มีผลงานมากมาย โดยเฉพาะการทำให้ประเทศสงบสุขและเศรษฐกิจไม่เสียหาย อีกทั้ง พล.อ. ประยุทธ์ ก็มีความเด่นชัดเรื่องความ "จงรักภักดี" และ "มีภาวะผู้นำสูง กล้าตัดสินใจ"

นายวีระกร คำประกอบ ส.ส. นครสวรรค์ พปชร. บอกว่า "ที่ผมได้เป็น ส.ส. เพราะท่าน คสช. อนุญาตให้มีการเลือกตั้ง ก็ถือว่าท่านหันมาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว" และ "ขณะนี้แม้ไม่เป็นประชาธิปไตย 100เปอร์เซ็นต์ แต่ 80-90 เปอร์เซ็นต์ก็ยังดีกว่า"

เขาคนนี้ยังถูกวางตัวจากต้นสังกัดให้เป็น "มือประท้วง" เมื่อ ส.ส. ขั้วตรงข้ามอภิปรายโจมตีหัวหน้า คสช. มากเกินไป ทั้งนี้นายวีระกรระบุตอนหนึ่งว่าเข้าใจว่า พล.อ. ประยุทธ์ นั่งดูทีวีอยู่ จึงไม่พยายามจะตัดบทฝ่ายตรงข้าม เพราะต้องการให้ พล.อ. ประยุทธ์ รู้ว่าของจริงเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจจะหนักยิ่งกว่านี้

นายไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส. กำแพงเพชร พปชร. กล่าวอ้างว่า พรรคของเขาได้รับเสียงจากประชาชนมากที่สุด 8.4 ล้านคะแนน ซึ่งเท่ากับว่าคนไทยทั้งประเทศสนับสนุนให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ เพราะ พปชร. เสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ พร้อมระบุด้วยว่า พปชร. เป็น "พรรคการเมืองสายกลาง" คนที่แพ้ก็ต้องยอมรับว่าแพ้ คนชนะก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด แข่งกันทำความดี ใครทำความดีมาก ประชาชนก็จะเลือกมาบริหารชาติบ้านเมือง

ด้าน น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พปชร. ปฏิเสธคำอภิปรายของเพื่อนร่วมสภาเรื่องการสืบทอดอำนาจ เพราะถ้า พล.อ. ประยุทธ์ ต้องการเช่นนั้น คงไม่ต้องประกาศให้มีการเลือกตั้ง "ขอให้เข้าใจว่าการเลือกตั้งไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ"

นอกจากนี้ ส.ส. หญิงรายนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่บางพรรคการเมืองตั้งโต๊ะแถลงเรื่อง "งูเห่า" บอกว่าใครได้เงินเท่าไร แต่ไม่สามารถระบุตัวคนได้ "กลายเป็นไม่มีงูเห่า มีแต่เด็กเลี้ยงแกะ"

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส. สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า "บุคคลที่เราจะเลือกเป็นนายกฯ แม้ไม่สง่างาม แต่ก็ทำให้ประเทศชาติเดินต่อไปได้ทันที"

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการอภิปรายสนับสนุนและคัดค้านคุณสมบัติของ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่มี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นอภิปรายแม้แต่คนเดียว

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ส.ว. ซักฟอกกลับ ธนาธร สร้างปัญหา "นายกฯ นอกสภา"

ขณะที่บรรดา ส.ว. ชุด "เฉพาะกาล" ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ได้อภิปรายสนับสนุนการครองอำนาจของ พล.อ. ประยุทธ์ ต่อไป อย่างนายเสรี สุวรรณภานนท์ ให้ความเห็นว่า พล.อ. ประยุทธ์ "ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดจริยธรรมเลย สิ่งที่ทำมาเป็นเรื่องการแก้วิกฤตของประเทศ ไม่ได้มีเจตนาที่จะปฏิวัติรัฐประหาร แต่เกิดจากปัจจัยของประเทศที่อยู่ในสภาพบังคับ"

เขายังบอกด้วยว่า พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ได้ทำอะไรผิดรัฐธรรมนูญเลย แต่นายธนาธร แคนดิเดตอีกคน ถูกกล่าวหาว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ และยังมีคดีความหลายเรื่อง แต่ละเรื่องไม่ใช่มีใครมากลั่นแกล้ง แต่เป็นเรื่องที่ทำกันเอง

"ถ้าโหวตให้คุณธนาธรเป็นนายกฯ ก็จะเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้งที่เรามี 'นายกฯ นอกสภา' ท่านเข้าสภาไม่ได้ เพราะวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ได้ ถ้าเป็นนายกฯ อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย มันจะยุ่งยากมาก คุณสมบัติก็ไม่ได้" นายเสรีกล่าว ทำให้สมาชิก อนค. ประท้วงขอให้ถอนคำพูดเรื่อง "นายกฯ นอกสภา" เพราะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ส.ว. รายนี้ยังบอกด้วยว่า ได้พลิกข้อบังคับพรรค อนค. ดู ปรากฏว่าไม่มีข้อความใดพูดถึง "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" แม้แต่คำเดียว แต่พรรคอื่นมีหมด "ถ้าไม่มี ผมก็ไม่ไว้วางใจครับว่าควรเป็นนายกฯ ในข้อบังคับพรรคของท่านไม่มีเรื่องเหล่านี้ ผมก็เลยเลือกไม่ได้ แม้ท่านอาจจะเป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดใหม่ ๆ" อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ อนค. ได้ใช้สิทธิพาดพิงชี้แจงว่าในข้อบังคับพรรคได้ใช้คำว่า "ประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ" เมื่อเปิดดูรัฐธรรมนูญก็เห็นชัดเจนว่าหมายถึง "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" และ กกต. ก็ให้การรับรองการจัดตั้งพรรคแล้ว

นอกจากนี้ในระหว่างที่นายเสรีอภิปรายอยู่นั้น ก็ได้เกิดการประท้วงโดย ส.ส. พท. เป็นระยะ โดยช่วงหนึ่งนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส. กทม. พท. ได้เรียกสมาชิกสภาสูงรายนี้ว่าชื่นชอบเผด็จการ ก่อนถูกประท้วง จนขอถอนไปก่อนกล่าวว่า "ขอถอนคำว่าท่านเสรีผู้นิยมชมชอบเผด็จการ เป็นผู้ชื่นชอบผู้มีบุญคุณ" สุดท้ายก็เป็นนายเสรีที่ขอแก้คำจำกัดความของตัวเองใหม่เป็น "ผมนิยมเผด็จการประชาธิปไตย แต่ไม่ได้นิยมพวกประชาธิปไตยจอมปลอมครับ"

คำว่า "เผด็จการประชาธิปไตย" ได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อผู้ติดตามการเมืองไทย ไม่เว้นกระทั่งนักรัฐศาสตร์

ด้านนายวันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ มาจากประชาชนมากที่สุด เมื่อรวมกับพรรคการเมืองที่สนับสนุนด้วย ลองนั่งดีดตัวเลขดูแล้วเกือบ 15 ล้านเสียง มากกว่าอีกคนที่นำเสนอด้วย "ในการเลือกวันนี้ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ได้เอาปืน ไม่ได้เอาทหารมาจี้หัวให้เลือกเหมือนรัฐประหาร ดังนั้น พล.อ. ประยุทธ์ มาจากประชาชน และตัวแทนของประชาชนกำลังจะเลือก"

เขายังบอกด้วยว่า พล.อ. ประยุทธ์ ไม่มีคดีค้างในศาล แต่อีกคนมีคดีคาโรงคาศาลเมื่อเทียบแคนดิเดตทั้ง 2 คน พล.อ. ประยุทธ์ จึงมีคุณสมบัติ มีประสบการณ์เหนือกว่า สร้างบ้านแปงเมืองมามากกว่า และไม่มีประวัติไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยมีคดีเกี่ยวกับการซุกหุ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง