จาก "อีช่อ" ถึง "ชุดที่ไม่เหมาะสม" ย้อนดูบทบาทนักการเมืองหญิงในที่ประชุมสภา

  • 8 มิถุนายน 2019
ส.ส. หญิง Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

มาถึงวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า "อีช่อ" ทำให้ ส.ส. หญิงหลายสมัยคนหนึ่งกลายเป็นหนึ่งใน ส.ส. ที่มีคนพูดถึงมากที่สุดนับตั้งแต่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกเมื่อปลายเดือน พ.ค. จนมาถึงการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อ 5 มิ.ย. 2562

น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ คือ คนที่ใช้คำดังกล่าวเมื่อเธอพาดพิงถึง น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส. และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีชื่อเล่นว่า "ช่อ"

บางคนวิจารณ์นั่นเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม ขณะที่บางคนถูกใจกับลีลาการวิพากษ์วิจารณ์ของเธอที่สร้างสีสันให้การเมืองหลังเลือกตั้ง

ถึงแม้ว่าผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ จะไม่ทุบสถิติในเรื่องของสัดส่วนของ ส.ส. หญิงในสภาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ซึ่ง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และมี ส.ส.หญิงเข้ามาในสภาได้ถึงร้อยละ 24 แต่ในการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ก็มีผู้หญิงเข้าไปนั่งในสภาได้ถึง 78 คน จากทั้งหมด 498 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.8 โดยหลายพรรคได้จัดให้ผู้สมัคร ส.ส. หญิงอยู่ในลำดับต้น ๆ ของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และให้ความสำคัญกับสัดส่วนของผู้สมัคร ส.ส.ผู้ชายและผู้หญิง มากขึ้น

ไม่ว่าวิวาทะเรื่อง "อีช่อ" ที่ น.ส.ปารีณา สร้างขึ้นจะเพียงหวังผลเพื่อยึดครองพื้นที่สื่อหรือเพื่อวิพากษ์วิจารณ์เพื่อน ส.ส. อย่างจริงจัง แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือการที่สื่อนำข้อความมาผลิตซ้ำ ได้สร้างภาพจำของนักการเมืองหญิงให้ตกอยู่ในวังวนของภาพพจน์ผู้หญิงที่ใช้อารมณ์เป็นตัวนำ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กับเจ้าของวาทกรรม "อีช่อ"

ผิดหวัง...แต่ยังดีที่มี ส.ส. หญิง

"รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ และผิดหวังกับเหตุการณ์นี้มาก" น.ส. สิรินทร์ มุ่งเจริญ นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. บอกกับบีบีซีไทย

"แทนที่ ส.ส. หญิงจะทำการสนับสนุนกันเองในสภา ในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน และร่วมกันยินดีในความสำเร็จของกันและกัน แต่กลับมาปะทะกันเอง และเปรียบเทียบกันและกันเอง" น.ส. สิรินทร์กล่าว

"การโจมตีในเรื่องการแต่งกายและหน้าตาไม่ใช่สมควรทำ ส่วนตัวก็ไม่เคยเห็น ส.ส. ชายทำแบบนี้ มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"แต่ในขณะเดียวกันก็ดีใจที่เห็นว่ามีผู้หญิงเข้าไปทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของผู้หญิงในสภา เพราะเชื่อมั่นว่า ส.ส. หญิงต้องผลักดันนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อเพศหญิงเช่นการลดภาษีผ้าอนามัย กฎหมายการทำแท้ง หรือกฎหมายการข่มขืน ได้ดีกว่า ส.ส. เพศชาย เพราะ ส.ส. หญิงน่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เป็นอันดับต้น ๆ"

ผู้เลือกตั้งครั้งแรกอีกรายหนึ่ง น.ส. ฐาปนี ทรัพยสาร อายุ 23 ปี บอกกับบีบีซีไทยว่าผิดหวังกับการวิพากษ์วิจารณ์กันเองของ ส.ส. หญิง แต่ไม่ประหลาดใจ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีสิ่งที่ไม่เป็นไปตามคาดอยู่มากมาย

"ไม่เข้าใจว่าจะถกเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องทำไม แต่ก็ไม่แปลกใจ" น.ส.ฐาปนีกล่าว "คนเหล่านี้ควรจะเป็นตัวแทนของประชาชน และตัวแทนของผู้หญิงระดับผู้นำในสภา แต่การนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นประเด็นคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม"

มีข่าวฉาวดีกว่าไม่มีข่าว

เวทีการเมืองหลังจากการเลือกตั้ง 24 มี.ค. นั้นมีสีสันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเปิดกว้างให้คนจากทุกกลุ่มเพศสภาพได้เข้ามามีบทบาทในการเมืองไทยในฐานะ ส.ส. จึงทำให้สื่อมวลชนจับตามองผู้สมัครที่โดดเด่นตั้งแต่ช่วงหาเสียง จนมาถึงช่วงที่ได้ ส.ส. เข้าสภา

ผศ.ดร. นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงการทำหน้าที่ ส.ส.ของ น.ส.ปารีณา ว่า การทำตัวเองให้เป็นข่าว ไม่ว่าข่าวนั้นจะเป็นในทางลบหรือไม่ ก็ยังดีกว่าการไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในข่าวเลย

"คำถามคือเจ้าตัวอยากจะเป็นดาวสภาด้วยข่าวในลักษณะนี้หรือไม่ เพราะคำที่อยู่ในลักษณะที่เป็นการลดคุณค่าของมนุษย์ลักษณะนี้ สังคมไทยไม่น่าจะชอบ และไม่น่าจะรับได้" ผศ.ดร. นฤมล กล่าว

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"นี่เป็นการต่อสู้กันระหว่าง ส.ส. แบบเก่าและ ส.ส. แบบใหม่ ซึ่งหมายถึง ส.ส. ที่ทำหน้าที่ในสภาแบบที่เคยเป็นมา กับ ส.ส. ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นตัวช่วยเผยแพร่ข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ในยุคปัจจุบันที่เราใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นตัวชี้วัดว่าคนจดจำเราได้หรือเปล่า โดยผ่านยอดไลค์หรือแชร์ การเมืองแบบวาทกรรมจะช่วยสร้างอัตลักษณ์อีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่ามันคุ้มหรือไม่กับการที่ได้รับการจดจำในรูปแบบลบ ๆ"

ภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อเทียบกับนักการเมืองชายแล้ว นักการเมืองหญิงไม่ว่าจะในประเทศไหนก็ตามต่างก็ถูกจับตามองในเรื่องของภาพลักษณ์เป็นพิเศษ เห็นได้จากการประชุมสภาเพื่อเลือกนายกฯ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่กลายเป็นเรื่องขึ้นมาคือ "สีชุด" ของ น.ส.พรรณิการ์ ที่เธอสวมใส่เข้าสภา พร้อมมีคำวิจารณ์อีกมากมายทั้งจาก ส.ส. ด้วยกันเองอย่าง ปารีณา ไกรคุปต์ หรือ จากแพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์

การที่มีข่าวในลักษณะนี้อยู่บ่อย ๆ ที่แท้จริงแล้วสะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าของผู้หญิงและผู้ชายมีตัวชี้วัดคนละตัวกัน โดย น.ส. นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร บอกกับบีบีซีไทยว่า "เราถูกปลูกฝังมาว่าผู้หญิงจะได้รับการยอมรับจากรูปร่างหน้าตา ในขณะที่ผู้ชายจะได้รับการยอมรับจากชาติตระกูล หน้าที่การงาน และยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะฉะนั้นการวิจารณ์นักการเมืองหญิงด้วยเรื่องของเสื้อผ้า หน้า ผม สะท้อนให้เห็นว่าการให้คุณค่าของแต่ละคนนั้นถูกตีกรอบด้วยเรื่องเพศ ไม่ใช่เรื่องของความสามารถหรือผลงาน" น.ส. นัยนากล่าว

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ กับชุดที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าไม่เหมาะสม

การผลิตซ้ำของสื่อก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ข่าวที่ไม่ได้มีคุณค่าทางการข่าวไปมากกว่าการเป็นสีสัน ถูกผลิตซ้ำไปซ้ำมาและก่อให้เกิดภาพจำแบบเหมารวมของเพศนั้น ๆ

"เราต้องรู้เท่าทันสื่อ เราต้องมีการตั้งคำถามและหาคำตอบว่าอะไรเป็นเหตุผลให้ข้อมูลบางอย่างถูกนำเสนอออกมา ในกรณีของคุณช่อ (น.ส.พรรณิการ์) นั้น ส่วนตัวคิดว่าเป็นการต้องการกระตุ้นยอดผู้ชมของสื่อต่าง ๆ เพราะมันเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอยู่ในสังคม เลยทำให้ผู้ทำได้รับสื่อตกอยู่ในวังวนของการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศแบบไม่รู้ตัว เราต้องหัดถามตัวเองว่าถ้าเหตุการณ์ในรูปแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับเพศชาย เราจะคิดแบบนี้หรือไม่ และเพราะอะไร"

ก้าวข้ามการตีตราเรื่องเพศ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น.ส.นัยนา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี แนะนำว่าหลังจากนี้ทุกฝ่ายทั้ง นักการเมืองและประชาชนที่ติดตามการเมืองผ่านสื่อควรจะก้าวข้ามเรื่องเพศและดูที่ผลงานของ ส.ส.เป็นหลัก

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"เราต้องก้าวข้ามการตีตราเรื่องเพศ และดูที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ตอนช่วงที่คุณชูวิทย์ลงมาเล่นการเมือง เขาก็มีท่าทีที่ขึงขัง มีบุคลิกที่แตกต่างไม่เหมือนนักการเมืองทั่วไป และมักมีวาทกรรมในเชิงจับผิดคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง แต่สังคมไม่มีปัญหากับเขา เพราะเขาเป็นผู้ชาย ในทางกลับกัน กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ ส.ส. หญิง กลับมีการวิจารณ์และพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง" น.ส.นัยนาอธิบาย

"ถ้าเราไม่มีกระแสแรงพอ ก็ไม่มีใครสนใจเรา คราวนี้ทุกคนก็เลยลุกขึ้นมาทำอะไรแผลง ๆ ผ่านสื่อกันหมด แต่พอได้สติก็เกิดความสำนึก โดยอย่างกรณีของคุณปารีณา ที่เป็น ส.ส. มาหลายสมัยแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจนกระทั่งวันนี้ นั่นก็เป็นเพราะวาทกรรมที่เขาเลือกใช้เพื่อเพิ่มกระแสความนิยมในสื่อให้ตัวเอง คำถามคือเรากำลังตกเป็นเครื่องมือของเขาหรือเปล่า"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม