1984 : 70 ปี วรรณกรรมคลาสสิกของ "จอร์จ ออร์เวลล์" เข้ากระแสการเมืองไทย-การเมืองโลก

  • 8 มิถุนายน 2019
หนังสือ 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ Image copyright AFP/Getty Images

เมื่อหยิบวรรณกรรมทางการเมือง เรื่อง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ที่เล่าเรื่องระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จขึ้นมาอ่านครั้งใด ก็ยังตกตะลึงทุกครั้ง จากนั้นก็จะเริ่มรู้สึกคุ้น ๆ ว่าสิ่งที่เขาบรรยายไว้ในหนังสือนั้นเป็นสิ่งที่เรารู้จักดี

ความคิดสองชุดที่ขัดแย้งกัน (doublethink) การสร้างภาษาใหม่ (newspeak) ผู้ควบคุมทางความคิด (Thought Police) กระทรวงความรัก (Ministry of Love) ที่รังสรรค์ความเจ็บปวด ความสิ้นหวังและการทำลายล้างผู้ที่เห็นต่าง กระทรวงสันติภาพ (Ministry of Peace) ที่หมกมุ่นกับการทำสงคราม และจักรกลผลิตนิยายประโลมโลกและเรื่องลามก เพื่อชี้นำและครอบงำความคิดของสามัญชนในสังคม

ออร์เวลล์เปิดการรับรู้ของเราว่าระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จขับเคลื่อนอย่างไร

วันนี้เราอ่าน 1984 ด้วยมุมมองที่ต่างไป เราต่างวิตกกังวล ใช้เรื่องราวในหนังสือเป็นมาตรวัดว่าพวกเรา ประเทศของเรา และโลกของเรากำลังอยู่ตรงไหนบนเส้นทางสู่นรกที่ออร์เวลล์ได้อธิบายไว้

เขาสามารถทำนายอนาคตได้กระนั้นหรือ? ก็เป็นไปได้ แต่ที่ใช่แน่ ๆ ก็คือเรื่องราวนี้มีทั้งตื่นเต้น กระตุกอารมณ์ สร้างสรรค์ เป็นอะไรที่ปฏิเสธไม่ได้และมีสาระประโยชน์

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ สำนักพิมพ์ Penguin เปิดเผยว่าคำสั่งซื้อหนังสือ 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ เพิ่มขึ้น 9,500 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาบริหารประเทศสหรัฐฯ

นิยายเล่มนี้ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 1949 (พ.ศ. 2492) มีเค้าโครงเรื่องว่าด้วยโลกที่บอบช้ำหลังสงครามเบ็ดเสร็จ ในประเทศที่เต็มไปด้วยความหิวโหย อ่อนล้าและหม่นหมอง ซึ่งเข้ากับยุคสมัยได้ดีอย่างเหลือเชื่อ เพราะ 1984 ของออร์เวลล์ได้ติดอาวุธความคิดให้กับเรา

นิยายเล่มนี้ ซึ่งเริ่มเรื่องด้วยประโยคที่ชวนให้เสียศูนย์ทางความคิดว่า "มันเป็นวันที่สดใสและหนาวเหน็บของเดือนเมษายน และนาฬิกาตีบอกเวลา 13 โมง" ได้ให้คำจำกัดความของรูปร่างหน้าตาที่เด่นชัดของทรราชย์สมัยใหม่

วินส์ตัน สมิธ (Winston Smith) ตัวเอกของเรื่อง เป็นเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์ของกระทรวงความจริง (Ministry of Truth) มีหน้าที่ดัดแปลงแก้ไขเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และสถานภาพของพันธมิตรที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เขาและเพื่อนร่วมงานถูกจัดอยู่ในกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ "พี่เบิ้ม" (Big Brother) ที่ใช้ระบบติดตามและสอดแนมที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในท้องเรื่องของ 1984 จอทีวีจับตามองคุณ และทุกคนก็จับตาความเคลื่อนไหวของคนอื่น ๆ

Image copyright Getty Images

ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียเก็บรวบรวมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดของเรา ทั้งการจับจ่ายใช้สอย ความเห็นที่เราส่งเข้าไปในโลกออนไลน์ มันอยู่กับเราทุกที่ทุกเวลา ล่วงรู้ถึงความชอบของเราไปเสียหมด

การเก็บเกี่ยวข้อมูลความนิยมชมชอบของผู้คนเพื่อใช้ทำแคมเปญทางการเมืองโดยอาศัยโมเดลทางเลือกของผู้บริโภค ที่จัดให้ผู้ใช้เป็นสินค้าที่วางขายในตลาด กำลังทำหน้าที่ของมันในการบิดเบือนความเป็นประชาธิปไตย

ออร์เวลล์เข้าดีใจว่ารัฐบาลที่กดขี่จำเป็นต้องมีศัตรู ซึ่งหนังสือเล่มนี้ทำให้เราเห็นว่าศัตรูสามารถสร้างขึ้นได้ตามอำเภอใจ ด้วยการปลุกระดมความคิดของคนหมู่มากโดยอาศัยกลไกการโฆษณาชวนเชื่อ และในตอนที่เขาบรรยายถึง "สองนาทีแห่งความเกลียดชัง" (Two Minutes Hate) ออร์เวลล์ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าม็อบออนไลน์นั้นทำงานอย่างไร

เมื่อวินส์ตัน สมิธ ตัวเอกตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องดูภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรงเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ วินส์ตันตั้งข้อสังเกตว่า "ส่วนเลวของ 'สองนาทีแห่งความเกลียดชัง' ไม่ได้อยู่ตรงที่คนถูกบังคับให้ดู แต่อยู่ตรงที่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ดู...ความสุขสมที่ชั่วร้ายของความกลัวและความอาฆาตมาดร้าย ความปรารถนาที่จะเข่นฆ่า ทรมาน เอาค้อนทุบหน้าใครต่อใครให้แหลกเละ ความสุขสมนี้ไหลเวียนอยู่ในกลุ่มคนราวกับกระแสไฟฟ้า"

ทุกวันนี้องค์การทางการเมือง ศาสนาและการค้าต่างใช้ประโยชน์จากการปลุกเร้าความรู้สึกร่วม ออร์เวลล์บรรยายถึงการแสดงความเกลียดชังที่เกิดจากการปลุกเร้า ซึ่งวินส์ตันได้ประจักษ์ว่าเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง และนั่นย่อมหมายถึงว่าสิ่งเหล่านี้อาจมีอยู่ในตัวเราด้วยเช่นกัน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นิยาย 1984 พูดถึงจอโทรทัศน์ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสอดส่องพฤติกรรมผู้คน ใช่หรือไม่ว่าในยุคนี้อินเทอร์เน็ตคือเครื่องมือที่จับตาดูทุกอย่างที่เราทำ

พี่เบิ้ม Big Brother

ออร์เวลล์สร้าง "พี่เบิ้ม" ที่เป็นแบบฉบับของจอมเผด็จการที่ทั้งบ้าและน่ากลัว หนังสือของออร์เวลล์มีที่มาจากการต่อสู้ระหว่าง "ลัทธิ" ใหญ่ต่าง ๆ ที่ทำให้ศตวรรษที่ 20 อยู่ในสภาพพิกลพิการ

เขาเคยเป็นทหารอาสาสู้รบกับพวกฟาสซิสม์ในสงครามกลางเมืองสเปน (เขาเชื่อว่าสันตินิยมเป็นความหรูหราที่คนอื่นต้องจ่ายเพื่อให้ได้มา) แต่เขาก็ได้ตระหนักถึงคำสัญญาที่ว่างเปล่าของลัทธิคอมมิวนิสม์ เมื่อกลุ่มต่อต้านสตาลินที่เขาเข้าร่วมด้วยถูกตามล่าจากฝ่ายสนับสนุนสตาลิน

เขาประจักษ์ถึงการหลอกลวงตัวเองของเหล่าสาวกลัทธิต่าง ๆ ปัจจุบันนี้เราก็มี "ลัทธิ" อยู่จำพวกหนึ่ง เช่น ลัทธิชาตินิยมและประชานิยม ที่ขับเคลื่อนด้วยการปลุกระดมความรู้สึกที่อันตรายที่สุด นั่นก็คือความขุ่นเคือง

ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่ามองไปทางไหนก็จะเห็นว่าคนที่ "แข็งแกร่ง" เป็นคนที่อยู่ในอำนาจ คนเหล่านี้เหมือนกันตรงที่คิดแต่จะปราบปรามฝ่ายตรงข้าม หวาดกลัวคนที่เห็นต่างและชอบยกยอตัวเอง

พี่เบิ้มไม่ใช่เรื่องที่พูดกันขำ ๆ อีกต่อไป แต่พวกเขากำลังเดินกร่างอยู่ทั่วโลก

สองบวกสองเป็นห้า

สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในโลกจินตนการของออร์เวลล์ คือ การทำลายความหมายของภาษาอย่างเป็นระบบ

รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะกำจัดถ้อยคำ รวมทั้งความคิดและความรู้สึกที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้นเพราะศัตรูที่แท้จริงของรัฐบาล คือ ความจริง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นิยายเรื่อง 1984 เป็นเรื่องเกี่ยวกับสังคมที่ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีอำนาจ

เหล่าทรราชย์พยายามปิดกั้นไม่ให้เราเข้าใจโลกแห่งความจริง โดยใช้ปีศาจและคำโกหกมาถมทับแทน

การแสดงออกในเชิงไม่เห็นด้วยอย่างห้าวหาญครั้งแรกของวินส์ตัน สมิธ คือ การพยายามหลบหลีกกล้องสอดแนมที่อยู่รอบตัว แล้วเริ่มเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวของตัวเองและโลกในความคิดของเขา

วินส์ตันรู้ดีว่าหากถูกจับได้ว่ากำลังทำสิ่งเหล่านี้ เขาอาจต้องโทษประหาร

เมื่อเขาถูกทรมานให้ยอมรับว่า "สองบวกสองเป็นห้า" เขาได้ค้นพบว่าพวกนั้นสามารถ "เข้าไปในตัวคุณ" แล้วจากนั้นคุณก็ จะ "รู้สึกอยู่ในอกว่าอะไรบางอย่างในตัวกำลังถูกทำลายไป รู้สึกเหมือนโดนแผดเผา นาบด้วยเหล็กร้อน"

สิ่งที่น่ากลัวในเรื่อง 1984 ก็คือ การกำจัดตัวตนอย่างสิ้นซากและการทำลายความสามารถในการตระหนักถึงโลกแห่งความเป็นจริง

งานเขียนของออร์เวลล์ไม่มีมุมมองสัมพัทธนิยม (แนวคิดที่เชื่อว่าไม่มีความจริงแบบตายตัว) แบบฉาบฉวยหรือตามกระแส เขารู้ดีว่ามันยากแค่ไหนที่จะทำให้เรื่องต่าง ๆ ถูกต้อง

นิยายเรื่องนี้ขับเน้นความน่ากลัวของโลกที่ผู้คนมีถ้อยคำที่ใช้น้อยลงทุกที ๆ ขณะที่ความนึกคิดก็ถูกบิดเบือนด้วยอุดมการณ์ต่าง ๆ

ทุกประเทศในโลกที่ปกครองโดยทรราชย์ต่างขึ้นบัญชีนิยาย 1984 เป็นหนังสือต้องห้าม แต่แน่นอนว่าการลักลอบอ่านก็เกิดขึ้นทั่วไป แม้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย นิยายเล่มนี้ก็ยังมียอดขายเพิ่มขึ้น ประชาชนในอินเดีย สหราชอาณาจักร จีนแผ่นดินใหญ่และโปแลนด์ ต่างให้ความสนใจอ่าน 1984 กันถ้วนหน้า

ยอดขายในสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่ออเมริกันชนพากันดิ้นรนหาวิธีรับมือกับความเป็นจริงภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

คำบรรยายภาพ ถ้าอยากเข้าใจ 1984 อย่างแท้จริง ผู้อ่านจำเป็นต้องรู้จักตัวตนของจอร์จ ออร์เวลล์ ด้วย

เราไม่อาจแยกงานเขียนของออร์เวลล์ออกจากตัวตนของเขาได้ ทุกวันนี้ เขาได้รับการยกย่องมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบจะกลายเป็นนักบุญ แต่เขาคงจะหัวเราะขันที่ได้เห็นรูปปั้นของเขาโผล่ขึ้นที่นั่นที่นี่

ความเห็นของเขาต่อนักส่งเสริมสิทธิสตรี (ไม่จำกัดว่าต้องเป็นผู้หญิง) คนที่กินมังสวิรัติ และกลุ่มอื่น ๆ คงหนีไม่พ้นที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในยุคนี้ แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามความเชื่อของตัวเอง

Image copyright Getty Images

เขาใช้ชีวิตอย่างสมถะ เขาต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้อง เขาเป็นคนที่เอื้อเฟื้อและโอบอ้อมอารีต่อพื่อนนักเขียนอย่างสม่ำเสมอ และหมั่นฝึกฝนตัวเองให้มองโลกอย่างที่มันเป็นมากกว่าอย่างที่เขาอยากให้เป็น

เขาเป็นคนที่ไม่ยอมอ่อนข้อ และเป็นบุคคลที่ถูกขุดขึ้นมาให้เราได้เห็นถึงสิ่งที่ไม่น่าพิศมัยในตัวเขา

ทัศนะอันลุ่มลึกของออร์เวลล์ไม่เพียงเปลี่ยมมุมมองที่เรามีต่อโลกและการกดขี่ แต่ 1984 ยังเป็นคู่มือสำหรับการใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วย

ความรู้คือพลังและเราทุกคนกำลังได้รับบททดสอบ

หมายเหตุ : จีน ซีตัน (Jean Seaton) เป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์สื่อมวลชน มหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ และเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิออร์เวลล์

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม