นาข้าวลดโลกร้อน : ทำนาวิถีใหม่ ลดน้ำ ลดต้นทุน ลดปล่อยก๊าซทำลายชั้นบรรยากาศโลก

  • 6 กรกฎาคม 2019
บุญฤทธิ์ หอมจันทร์ (ซ้าย) กับภรรยา บนผืนนาของเขาในจังหวัดชัยนาท Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC THAI
คำบรรยายภาพ บุญฤทธิ์ หอมจันทร์ (ซ้าย) กับภรรยา บนผืนนาของเขาในจังหวัดชัยนาท

บุญฤทธิ์ หอมจันทร์ เผชิญแต่ความท้อแท้และหนี้สินในช่วง 10 ปีแรกของอาชีพเกษตรกร จนกระทั่งเขารับแนวคิด "ทำนาวิถีใหม่" มาใช้ ทุกวันนี้ เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พร้อมตระหนักว่า ชาวนาตัวเล็ก ๆ อย่างเขา มีส่วนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้

ฟู่ ฟู่ เสียงเทไข่ลงน้ำมันร้อนในกระทะ ดังออกมาจากใต้ถุนบ้านไร่ชายนาแห่งหนึ่งใน ต.แพรกศรีราชา อ. สรรคบุรี จ.ชัยนาท วันนี้ ปราณี หอมจันทร์ ตั้งใจทำไข่เจียวใส่ปิ่นโต สำหรับทานกับสามีหลังเสร็จงาน

"ไปกันได้แล้วจ้ะที่รัก" ปราณี พูดพลางซ้อนท้ายจักรยานยนต์ที่ บุญฤทธิ์ หอมจันทร์ สตาร์ทเครื่องรอไว้แล้ว

คู่รักวัยเลขสี่ ขับรถไปไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแปลงนา 40 ไร่ สีเขียวชอุ่ม ข้าวกำลังออกรวงสวย แต่ผืนนาของครอบครัวหอมจันทร์ ไม่ธรรมดา เพราะใช้เทคโนโลยีปรับหน้าดินด้วยแสงเลเซอร์ จนเรียบเนียนแทบขนานกับพื้นถนนที่ติดกัน

Image copyright Krit Phromsakla Na Sakolnakorn/Thai News Pix
คำบรรยายภาพ บุญฤทธิ์ เดินตรวจผืนนาที่ปรับหน้าดินจนราบเรียบด้วยแสงเลเซอร์

"พอปรับพื้นที่ให้เรียบแล้ว มันลดหลาย ๆ อย่างลง อย่างแรกเลย คือ ลดการใช้น้ำ ลดเมล็ดพันธุ์ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดสารเคมี ทั้งหมดลดลงตามกันหมดเลย" บุญฤทธิ์ อธิบาย

และเขาเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่า การทำนาวิถีใหม่ ผสมผสานเทคโนโลยี ที่เขาและเกษตรกรส่วนใหญ่ในจังหวัดกำลังทำอยู่ ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย

อดีตชาวนาที่จมกองหนี้

บุญฤทธิ์ เคยทำงานในโรงงานผลิตอะไหล่ในกรุงเทพฯ ก่อนกลับบ้านเกิด แล้วผันตัวเป็นชาวนามา เมื่อ15 ปีที่แล้ว การปลูกข้าวในช่วง 10 ปีแรกของเขา มีแต่หนี้สินที่เพิ่มขึ้น

"จากหมื่นเป็นสองหมื่น จาก แสนเป็น สอง-สามแสน ติดหนี้สหกรณ์ ติดหนี้ ธ.ก.ส." ชาวนาผิวคล้ำ พูดด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอารมณ์

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
จากหนุ่มโรงงาน สู่ชาวนาหัวใจรักโลก

"ผมเคยนั่งคิด เกือบจะเป็นโรคซึมเศร้า เพราะว่ามันไม่มีทางออก เนื่องจากปัญหาหนี้สิน ไหนจะครอบครัว ไหนจะลูกอีก ท้อมากเลย แรก ๆ เนี่ยมีที่นาอยู่ไม่กี่ไร่ อยากจะขายทิ้งเลยครับ"

จนกระทั่ง ปี 2557 เจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำนาวิถีใหม่

เมื่อคิดว่าไม่มีอะไรจะเสีย บุญฤทธิ์นำผืนนา 11 ไร่เข้าโครงการ และเริ่มเห็นผลตั้งแต่ฤดูเพาะปลูกแรก คือ จากเดิมสูบน้ำเข้าไร่ 3 วัน ลดเหลือไม่ถึงวัน และใช้น้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำลดลง 70%

ส่วนผลลัพธ์เป็นตัวเงินคือ ต้นทุนจากเดิม 6 พันบาท เหลือแค่ 3 พันบาท นั่นหมายความว่า หากบุญฤทธิ์ขายข้าวได้ไร่ละเฉลี่ย 7,000 บาท เขาจะได้กำไรต่อไร่ 4,000 บาท รวม 11 ไร่เป็น 44,000 บาท ต่อการปลูกข้าว 1 ครั้ง

ต้นทุนลดลง กำไรเพิ่มขึ้น จากที่สมัยก่อนเขาขายข้าวได้กำไร 1,000 บาทต่อไร่เท่านั้น ตอนนั้นเองที่เขามองเห็น "ทางออก" และคิดว่า "โอเค เรามาถูกทางแล้ว"

ปลูกข้าวผสานเทคโนโลยี

ต่อมากรมการข้าวได้พัฒนาต่อยอดโครงการที่บุญฤทธิ์เข้าร่วมเดิม ด้วยความร่วมมือและงบสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ภายใต้ชื่อ "ไทย ไรซ์ นามา" โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่มีอยู่แล้ว โดยมี 4 กิจกรรมหลักด้วยกัน

1.การปรับหน้าดินด้วยแสงเลเซอร์ : ใช้เครื่องเลเซอร์วัดระดับและควบคุมกระบะเกลี่ยดิน จนกระทั่งหน้าดินแปลงนาราบเรียบเสมอกัน

2.การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง : ใช้ท่อ PVC ขนาด 4 นิ้วมีรูเจาะรอบตัว ช่วยให้เกษตรกรให้น้ำกับข้าวในระยะที่ข้าวต้องการเท่านั้น และหยุดให้น้ำในระยะที่ไม่จำเป็น

3.การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน : เก็บตัวอย่างดินในแปลงนา ส่งวิเคราะห์หาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อประเมินปริมาณปุ๋ยเท่าที่จำเป็น

4.การจัดการฟางและตอซัง : ใช้น้ำหมักย่อยสลายฟางและตอซัง แทนที่การเผา

ดร. อภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย ประธานที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว อธิบายว่า สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งสำหรับโครงการนี้ ก็คือ การปรับหน้าดินด้วยแสงเลเซอร์ ที่เป็นกระบวนการที่มีค่าใช้จ่ายราว 2,200 บาทต่อไร่

"แต่ในส่วนที่ลดก็คือ ประหยัดปุ๋ย ประหยัดสารเคมี ประหยัดน้ำ ลดค่าสูบน้ำ" เขาชี้ ก่อนคำนวณต้นทุนที่ลดลงมหาศาล อาทิ ช่วงนาปรัง หรือการปลูกข้าวนอกฤดูฝน 12 ล้านไร่ ที่บริหารจัดการน้ำได้

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ดร. อภิชาติ พงษ์ศรีหดุลชัย ประธานที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว กำลังอธิบายถึงโครงการกับกลุ่มเกษตรกร

"คิดต่อไร่ ตัวเลขกลม ๆ ประหยัดเงินได้ 3,700 บาทต่อไร่ ตอนนี้เรามี 12 ล้านไร่นาปรัง รวมคิดเป็นต้นทุนที่ลดลง 44,000 ล้านบาท" ซึ่งต้นทุนที่ลดลงไป "จะเข้าไปอยู่ในกระเป๋าชาวบ้าน"

ปลูกข้าวลดโลกร้อน

โครงการ ไทย ไรซ์ นามา มุ่งเน้นส่งเสริมเกษตรกรให้ทำนาอย่างยั่งยืน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เริ่มต้นจากชาวนาในพื้นที่เขตชลประทาน 6 จังหวัดภาคกลาง คือ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.8 ล้านไร่

ลัดดา วิริยางกูร ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานการรับรองข้าว กรมการข้าว ระบุว่า ชาวนาทั่วไปเชื่อว่า "ปลูกข้าวต้องให้น้ำขังตลอดเวลา" ซึ่งไม่ถูกต้องเสียทีเดียว และเป็นแนวคิดที่ส่งผลต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงด้วย

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ท่อ PVC เจาะรูฝังดิน เพื่อวัดระดับน้ำ วิธีเรียบง่ายของการทำนาเปียกสลับแห้ง

"รากข้าวมีจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่เติบโตได้ดีในสภาพน้ำขัง" ลัดดา อธิบาย "สภาพน้ำขังขาดอ๊อกซิเจน จุลินทรีย์จะเติบโต และปล่อยก๊าซมีเทนออกมา"

ก๊าซมีเทน เป็นก๊าซเรือนกระจก ที่มีความรุนแรงมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ถึง 28 เท่า และประมาณการว่า นา 1 ไร่อาจก่อให้เกิดก๊าซมีเทนได้หลักสิบ ถึงหลักพันกิโลคาร์บอน ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ ไทม์ฟอร์เชนจ์ (Time For Change.com) ประเมินว่า การใช้น้ำมันรถยนต์ 1 ลิตร จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 10 กิโลคาร์บอน นั่นหมายความว่า การปลูกข้าว 1 ไร่ อาจก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าการใช้น้ำมัน 1 ถึง 100 ลิตรเลยทีเดียว

การช่วยแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศนเปลี่ยนแปลง ประชากร 1 คนควรก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกต่อปี ไม่เกิน 2,000 กิโลคาร์บอน แต่หากเป็นเช่นนี้ ชาวนาที่มีแปลงนาหลายไร่ ก็ถือว่าสร้างมลพิษเกินเพดานที่เหมาะสมไปแล้ว โดยอาจไม่รู้ตัว

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การทำนาข้าวจึงเป็นสาเหตุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึงร้อยละ 55 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรมทั้งหมด โดยประเทศไทย ภาคเกษตรปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน

ดังนั้น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ในขั้นตอนที่ 2 จึงช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทนด้วย นอกเหนือจากการประหยัดน้ำ

เปลี่ยนวิถีชาวนา 450,000 คน

องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศเยอรมัน หรือ จีไอแซด (GIZ) เป็นผู้พัฒนาโครงการ ไทย ไรซ์ นามา ร่วมกับกรมการข้าว และทำหน้าที่ "ฝ่ายสนับสนุน" เพื่อติดตาม ประเมิน และรายงานผล ตลอดช่วง 5 ปีของโครงการ

สุริยันต์ วิจิตรเลขการ ผู้อำนวยการโครงการของ GIZ ยอมรับว่า นี่เป็นโครงการระดับมหภาคทางการเกษตรครั้งแรกในกลุ่มประเทศเกษตกรในเอเชีย เพราะครอบคลุมชาวนามากถึง 1 แสนครัวเรือน หรือ 450,000 คน

Image copyright Krit Phromsakla Na Sakolnakorn/Thai News Pix
คำบรรยายภาพ ผืนนาที่เรียบขนานอย่างเห็นได้ชัดจากมุมสูง

"ประเทศไทยกำลังสร้างโมเดลต้นแบบในภาคการเกษตรให้กับประเทศอื่น" เขาชี้แจง

และด้วยคุณลักษณะ "การปลูกข้าวรักษ์โลก" ทำให้ได้รับการสนุนงบ 600 ล้านบาท จากองค์กร นามา ฟาซิลิตี (NAMA Facility) หน่วยงานใต้องค์การสหประชาชาติที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากประเทศเยอรมนี อังกฤษ เดนมาร์กและสหภาพยุโรป ด้วยเป้าหมายส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมายเชิงชี้วัดของทางองค์กร คือ ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด เปลี่ยนแปลงวิถีการปลูกข้าว ได้ประโยชน์จากการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/0909867022
คำบรรยายภาพ "ประเทศไทยกำลังสร้างโมเดลต้นแบบในภาคการเกษตรให้กับประเทศอื่น" สุริยันต์ วิจิตรเลขการ จาก GIZ

"แล้วครึ่งหนึ่งของ 100,000 ครัวเรือน ต้องผลิตข้าวได้ตามมาตรฐาน ที่เชื่อมเข้าสู่ตลาดที่มีคุณภาพ มีอุปสงค์ที่สม่ำเสมอ มีรายรับเพิ่มขึ้น 20%"

สุริยันต์ เชื่อว่า 1 ใน 4 ของเกษตรกรในโครงการ ยังมีศักยภาพจะเป็น "ดาวรุ่ง" ที่สามารถผลิตข้าวคุณภาพดี สำหรับส่งออกได้ ซึ่งเกษตรกรดาวรุ่ง 25% นี้ จะเป็นตัวกลางส่งมอบความรู้แก่เพื่อนเกษตรกรอื่นด้วย

หญิงสูงวัยที่กล้าเปลี่ยน

สำออย พักแพก ชาวนาหญิงวัย 57 ปี ที่มีผืนนาเกือบ 90 ไร่ ทดลองทำนาวิถีใหม่ มาตั้งแต่ ปี 2558 และเห็นผลด้วยรายรับที่มากขึ้น

"ภาระลดลงเยอะ แล้วป้าก็รู้ด้วยเรื่องโลกร้อนน่ะ" สำออย ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย "ป้าไม่เผาฟาง ใช้หมักเอา และรู้ว่าถ้าน้ำขังมาก เชื้อราจะมา เราจึงต้องทำเปียกสลับแห้ง"

การเกลี่ยหน้าดินให้เรียบด้วยแสงเลเซอร์ ยังผ่อนแรงเธอได้เยอะ เพราะปรับหน้าดิน 1 ครั้ง สามารถเรียบอยู่ได้ถึง 5 ปี หรือการทำนา 10 ครั้ง (นาปี และนาปรัง)

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เกษตรกรส่วนใหญ่ที่มาร่วมพูดคุยกับเราเป็นผู้หญิง

"เรามีรถไถเองด้วย ถ้าดินตรงไหนไม่เรียบป้าก็พอทำเองได้ จากที่แต่ก่อนต้องจ้างคน ตอนนี้ทำเองได้เลย"

เช่นเดียวกับ สะอาด ไขว้คำ อายุ 60 ปี เธอหันมาใช้กระบวนการทำนา 4 ขั้นตอนตามโครงการ จน "ต้นทุนลดลงหลาย"

"ปีนี้ก็ทำทั้งหมด 2 แปลงเลย รู้สึกดีกว่าทำแบบเก่า ข้าวหยอดมันก็น้อยกว่า ฉีดยาฆ่าแมลงน้อยลง"

ความสุขของชาวนา

"เอ้ามาทานข้าวได้แล้ว" ปราณี เรียกสามี ที่กำลังเดินตัดคันนากลับมายังร่มเงาใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่เธอปูเสื่อรอไว้แล้ว

บุญฤทธิ์ ถอดหมวกปีกกว้างนั่งลง เอื้อมมือไปหยิบน้ำเย็น ๆ จากมือภรรยามาดื่มอึกใหญ่ ระหว่างนั้นปราณี เปิดปิ่นโตจัดสำรับอาหาร ทานไปได้ไม่นาน สุนัขพันธุ์ไทยที่เลี้ยงไว้ ก็เดินเข้ามาคลอเคลีย หวังจะขออาหาร

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ปูเสื่อ ทานข้าว ริมผืนนา

หากยังดื้อดึงทำนาแบบเก่า บุญฤทธิ์ยอมรับว่า ภาพความน่ารักเรียบง่ายเช่นนี้ คงไม่เกิดขึ้น

"หนี้สินที่มีเยอะ ๆ ก็ค่อย ๆ หมดไป ตอนนี้ผมก็พอมีตังค์ แล้วก็เอาไปซื้อที่ไว้ส่วนหนึ่ง อย่างน้อยก็เอาไว้ให้ลูก ๆ ผมทำแล้วมีเงินเก็บ ทำแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้น"

จากผืนนา 11 ไร่ ปัจจุบัน เขามีนา 40 ไร่จากการซื้อและเช่าเพิ่ม ด้วยค่าเช่าเป็นข้าวไร่ละ 20 ถัง ด้วยกำไรที่มากขึ้นจากต้นทุนที่ลดลง วันนี้ ครอบครัวบุญฤทธิ มีกำไรถึง 160,000 บาทต่อการปลูกข้าว 1 ฤดู

เมื่อเพียงพอแล้ว เขาพยายามเผื่อแผ่ ด้วยการแนะนำเกษตรกรคนอื่น ๆ ที่เคยประสบปัญหาเดียวกัน ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก.

"เกษตรกรที่มาร่วมโครงการ เริ่มจะลืมตาอ้าปากได้" บุญฤทธิ์ พูดถึงตรงนี้แล้วยิ้ม "เราไม่ได้พาเกษตรกรร่ำรวย ขั้นแรกคุณต้องหมดหนี้ก่อน แล้วก็มีเงินเก็บ เกษตรกรไม่ต้องรวยนะครับ แค่มีอยู่ มีกิน มีใช้ มีให้ลูกไปโรงเรียน ก็มีความสุขแล้ว"

หนุ่มโรงงาน สู่เกษตรกรรักษ์โลก

หากถามบุญฤทธิ์ว่า "รู้จักปัญหาโลกร้อนไหม" ตัวเขาในสมัยก่อนจะตอบว่า "ไม่เคยคิด"

แต่เมื่อเข้าร่วมโครงการ และศึกษาจากเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่หมุนเวียนมาให้ความรู้ วันนี้ เขาตระหนักว่า

Image copyright Krit Phromsakla Na Sakolnakorn/Thai News Pix
คำบรรยายภาพ "เกษตรกรไม่ต้องรวยนะครับ แค่มีอยู่ มีกิน มีใช้ มีให้ลูกไปโรงเรียน ก็มีความสุขแล้ว" บุญฤทธิ์ หอมจันทร์

"จากคนที่มาจากอุตสาหกรรมแล้วมาสู่ภาคเกษตร สิ่งที่พวกเรามองข้าวไม่ได้คือ ร่วมกันรับผิดชอบต่อโลกด้วย...รับผิดชอบกับคนหลาย ๆ คนที่เขากินข้าวของเรา"

เขายอมรับว่า ครั้งแรกที่ได้ยินเกี่ยวกับ "ปลูกข้าวรักโลก" เขาไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จ แต่เมื่อทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ "ผมเองมีความรักธรรมชาติเพิ่มขึ้น รักโลกเพิ่มขึ้น"

"ทุกวันนี้ รู้สึกพอใจมากเลยกับการมีอาชีพเกษตรกร จากที่เคยท้อแท้…แล้วรู้สึกดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งลดโลกร้อน และผลิตข้าวคุณภาพดี ๆ ให้กับเพื่อนมนุษย์ในโลก ได้บริโภคสิ่งดี ๆ"

บุญฤทธิ์ อยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรที่อาจเคยประสบปัญหาชีวิตเหมือนเขาว่า "อย่าสิ้นหวัง"

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai
คำบรรยายภาพ หนุ่มโรงงาน สู่เกษตรกรรักโลก

"กล้าที่จะเปลี่ยน กล้าที่จะคิดใหม่ทำใหม่" ชาวนาที่ทุกวันนี้ยิ้มได้เต็มปาก กล่าว "แล้วท่านจะประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม