จ่านิว : เหตุรุนแรงต่อนักกิจกรรมการเมืองสะท้อนอาการป่วยไข้ของสังคมไทยในทัศนะ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

  • 1 กรกฎาคม 2019
จ่านิว Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ล่าสุดนายสิรวิชญ์ ยังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2562

สังคมไทยกำลังตกอยู่ในความป่วยไข้และจะยิ่งตอกลิ่มความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าทศวรรษให้ลึกลงไป เป็นภาพที่ ศ. ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติวิธี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองเห็นจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่อนักกิจกรรมทางการเมืองหลายครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา รวมทั้งเหตุทำร้ายนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ "จ่านิว" นักกิจกรรมทางการเมือง วัย 27 ปี เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.

"สิ่งที่เกิดขึ้นกับ นิว สิรวิชญ์ความเห็นผม คือ เราเห็นความป่าเถื่อนชนิดหนึ่ง มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่สิรวิชญ์เพียงคนเดียว แต่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนกับคนที่เรียกร้องต่อประเด็นที่สำคัญต่อสังคมไทย"

เหตุการณ์ที่สิรวิชญ์ถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นำมาซึ่งความเห็นที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ ฟากหนึ่งคือ กลุ่มคนที่เห็นใจและการรณรงค์ร่วมบริจาคเงินเข้าบัญชีให้กับแม่ของเขา ขณะที่อีกฝั่งฟากหนึ่ง สนับสนุนชะตากรรมที่นักกิจกรรมอย่างจ่านิวได้รับ เพราะสิ่งที่เขาออกมาเคลื่อนไหว

บีบีซีไทยสัมภาษณ์ ศ.ดร. ชัยวัฒน์ ว่ามองเห็นอะไรจากปรากฏการณ์นี้ ความรุนแรงและปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ทำร้ายจ่านิว กำลังทำบอกอะไรกับสังคมไทย

ปรากฏการณ์ "สะใจ" บอกอะไร

ศีรษะอาบเลือด ตาบวมปิดจากการถูกของแข็งฟาด สภาพที่แทบจะไร้การตอบสนอง และเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปื้อนเลือดของสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นร่องรอยความรุนแรงครั้งที่หนักที่สุดที่เกิดขึ้นกับนักกิจกรรมการเมืองที่เคลื่อนไหวในรอบ 18 เดือน

"ความรุนแรงมีอยู่ในสังคม แต่เราไม่อยากเห็นสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ นิว สิรวิชญ์ ความเห็นผม คือ เราเห็นความป่าเถื่อนชนิดหนึ่ง แล้วความป่าเถื่อนทำอะไรกับสังคมไทย และเราจะจัดการกับความป่าเถื่อนอย่างไร เพราะสิ่งนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่สิรวิชญ์เพียงคนเดียว แต่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนกับคนที่เรียกร้องในประเด็นที่สำคัญต่อสังคมไทย" ศ.ดร. ชัยวัฒน์ เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามกับความรุนแรงนี้

Image copyright Getty Images

นักวิชาการสันติวิธี สำนักธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นสภาวะที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในสองทาง ได้แก่ ทางหนึ่งเชื่อว่าคนเหล่านี้ทำเพราะมีเบื้องหลัง เป็นหุ่นเชิด อีกทางหนึ่งเชื่อว่า สิ่งที่เขาเคลื่อนไหวสำคัญต่อทั้งตัวเขาเองและต่อคนรอบข้าง ขณะเดียวกัน การเลือกเชื่ออะไรบางอย่างก็นำมาสู่ปฏิกิริยาต่อสิ่งเหล่านี้

ความคิดที่ว่า เบื้องหลังคืออะไรใครชักจูง คนกลุ่มนี้เป็นหุ่นที่ชักจูงได้ ภายใต้สมมติฐานนี้ทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งเลือกเชื่อว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีคนอยู่เบื้องหลัง ต่อความคิดเช่นนี้ ในความเห็นของ ศ.ดร. ชัยวัฒน์ มองว่า ในยุคสมัยปัจจุบัน "ไม่น่าจะใช่" ก่อนชวนคิดใหม่ว่า หากเชื่ออีกอย่างหนึ่งว่านักเคลื่อนไหวเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ามีคนไม่ชอบ และการออกมาเคลื่อนไหวมีผลร้ายต่อตัวเขา คำถามคือ ทำไมที่เขายังทำสิ่งนั้น คำตอบคือ เพราะว่าพวกเขาแคร์ต่อเรื่องนั้น ๆ

Image copyright NATTHADON KOSAITHANAANUN
คำบรรยายภาพ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : "สิ่งที่เกิดขึ้นกับ นิว สิรวิชญ์ ความเห็นผม คือ เราเห็นความป่าเถื่อนชนิดหนึ่ง"

"จ่านิว" เคลื่อนไหวทางการเมืองจนได้รับสถานะ "เป็นภัยความมั่นคงของ คสช." ตลอด 5 ปีที่คณะรัฐประหารเข้ายึดอำนาจ ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาจัดกิจกรรมทางการเมืองหลายครั้งเพื่อคัดค้านรัฐประหาร ตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ เรียกร้องการเลือกตั้ง และครั้งล่าสุดคือ เรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) งดโหวตออกเสียงให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี

"เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นเรื่องของหุ่นเชิด ความเห็นอกเห็นใจ ความสามารถของหัวใจในการมองเพื่อนมนุษย์ ที่สำคัญรองลงมา คือ ความเป็นเพื่อนร่วมชาติ มันหายไปหมด และยิ่งทำให้ลิ่มที่ตอกไปยังสังคมไทยลึกลงไปเรื่อย ๆ ทำให้สังคมตกอยู่ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานกว่าทศวรรษ"

ความเกลียดชัง เป็นยาพิษของสังคมไทย

ศ. ดร.ชัยวัฒน์ อธิบายว่า ภูมิทัศน์การเมืองไทยที่เป็นอยู่ขณะนี้เป็นความขัดแย้งยาวนานที่อยู่ในบริบทการเมืองที่ไร้เสถียรภาพและมีความไม่เสมอกันของอำนาจ

"ฝั่งหนึ่งอาจจะมีอำนาจในการตัดสิน อำนาจในทางกฎหมาย แบบนี้ทำให้สังคมไทยยุ่งยากมากขึ้น"

ในสายตาของ ศ.ดร. ชัยวัฒน์ ประเด็นความขัดแย้งที่กำลังเห็นไม่ใช่เรื่องพรรคการเมืองพรรคนั้นพรรคนี้ แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนบางส่วนผ่านการแสดงความคิดบนโลกออนไลน์

"สมมติเราถามว่า คนหนึ่งควรมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกหรือไม่อย่างไรในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง อีกฝ่ายกลับบอกว่า พวกแกไม่มีหรอก พวกแกต้องการสิ่งที่สังคมไม่เอาด้วย"

ศ.ดร. ชัยวัฒน์ ชี้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่ฝ่ายที่แสดงความต้องการต่างออกไปส่งเสียง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าฝ่ายที่ตัวเองยืน "สูญเสีย" อันเป็นที่มาที่ทำให้เกิดความเห็นอย่างเช่นต่อกรณีการทำร้ายร่างกายสิรวิชญ์ที่ว่า การลงมือใช้ความรุนแรงเป็นฝีมือของพวกเดียวกันเอง

"พวกเขาไม่เชื่อเลยว่าความโหดร้ายแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ โดยคนฝั่งตัวเอง เป็นไปได้อย่างเดียวว่าพวกเอ็งทำเอง" ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวและชี้ว่า สิ่งนี้ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ "ไร้ความเห็นอกเห็นใจ"

หากมองในแว่นของสันติวิธีและความขัดแย้ง ศ.ดร. ชัยวัฒน์ อธิบายภาวะเช่นนี้ว่า กระบวนการของความขัดแย้งในสังคมไทย กำลังถูกยาพิษที่เรียกว่า "ความเกลียดชัง" ทำให้ความขัดแย้งเป็นพิษ และถูกทำลายลงจนยากจะแก้ไข

"ความป่าเถื่อนแบบนี้หมายความว่า เราไม่เห็นเขาเป็นมนุษย์อีกแล้วใช่ไหม เราไม่เห็นเลยว่าเขาเป็นลูกชายของแม่ เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ เขาเหมือนเราในความหมายนี้ แต่เราไม่เห็นเลย" นักวิชาการรัฐศาสตร์กล่าว "คนที่ดูแล้วสะใจ ทำไมสะใจ ดีใจที่เกิดอย่างนี้ เพราะเขาไม่เห็นคนเหล่านั้นเป็นคนเลย เห็นคนเหล่านั้นเป็นหุ่น หรืออะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่มนุษย์"

สังคมไทยกำลังป่วยไข้

ความเกลียดชังในทัศนะของ นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. เกิดจากการเลือกรับสื่อที่มองเห็นกลุ่มที่มีความคิดในฝ่ายเดียวกันและเป็นพื้นที่ที่ "ยาพิษ" เผยแพร่ออกไป

"ผลของมันต่อสังคมไทยคืออะไร ความสัมพันธ์ก็อยู่กันไปในความเจ็บปวด มีแต่ความทุกข์ทั้งสองฝ่าย ทำไมเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะมันเป็นอาการของสังคมไทย มันไม่ใช่จ่านิว 1 คน ถูกทำร้ายเท่านั้น เหตุการณ์นี้มันบอกว่าสังคมไทยเราป่วยไข้แล้ว"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ จ่านิวถูกควบคุมตัวที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ขณะจัดกิจกรรมนั่งรถไฟเดินทางไปตรวจสอบการทุจริตที่อุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2558

เหตุการณ์พ่อค้าผลไม้ชาวตูนีเซียที่ไฟเผาตัวเองกลางถนนในเมืองซิดี บูซิด เมื่อปี 2554 เพื่อประท้วงรัฐที่ข่มเหงประชาชน ยึดแผงลอยขายผักและผลไม้จนนำไปสู่การจุดชนวนต่อต้านอำนาจเผด็จการ เป็นเหตุการณ์ที่ ศ.ดร. ชัยวัฒน์ ยกขึ้นมาให้เห็น แม้ว่าการเลือกจบชีวิตพ่อค้าผลไม้จะไม่ใช่สาเหตุ แต่ก็ "เกี่ยวข้อง" และเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ถูกวางลงในสังคม

"กรณีจ่านิวมันสำคัญ ไม่ใช่เพราะเหตุที่เกิดมนุษย์คนหนึ่ง แต่มันคืออาการของสังคม แต่ถ้าปล่อยต่อไป คนจำนวนหนึ่งก็ไม่อดทนกับเรื่องนี้ ท่าทีของใครต่อใคร จากฝ่ายรัฐบาลก็สำคัญ"

ศ.ดร. ชัยวัฒน์ เห็นว่า ภาวะที่ป่วยของสังคมในตอนนี้ ไม่ง่ายในการออกจากสิ่งที่ถูกบ่มเพาะมายาวนาน แต่จำเป็นต้องทำบางอย่าง โดยเฉพาะหน้าที่ของสื่อมวลชน บุคคลหรือองค์กรในทางสาธารณะ ในอันที่จะไม่นำเสนอหรือกระทำสิ่งที่เป็นความขัดแย้งชัดเจนหรือเป็นภาพขาว-ดำ

Image copyright Reuters

"ผมอยากเห็นเลยว่า เหตุการณ์แบบนี้ นายกฯ ไปเยี่ยมได้ไหม ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นแอคทิวิสต์ แต่ไปเพราะว่า เขาเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ทำในสิ่งเขาเชื่อ และไม่ได้ใช้อาวุธเลย"

2475 ในแคมเปญบริจาค

การรณรงค์บริจาคเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลนายสิรวิชญ์ ด้วยตัวเลข 247.5 บาท อันพ้องกับกิจกรรมดนตรีวันครบรอบปฏิวัติสยาม เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ครบรอบในวันที่ 24 มิ.ย. ในทางหนึ่งอาจมองได้ว่า ถูกสื่อสารเป็น "สารทางการเมือง" ของอุดมการณ์ชุดหนึ่ง

ศ.ดร. ชัยวัฒน์ เห็นว่า น่าสนใจตรงที่เป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ แต่สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วย เขาเห็นว่าก็มีทางเลือกอย่างอื่น และนี่เป็นบททดสอบสำคัญข้อหนึ่งของหลายคน

"เรื่องนี้สำคัญเพราะว่าเราคงไม่ให้การเมืองในความหมายนั้นมาบังความเป็นมนุษย์ของเรา" ศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว "มันเหมือนเห็นเด็กตกน้ำ แล้วเราว่ายน้ำเป็น เราไม่ได้ถามนะ เพราะเราเป็นมนุษย์ก่อนแล้วเราค่อยเป็นอย่างอื่นทีหลัง"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม