กัญชา: เปิดนโยบายกัญชาของภูมิใจไทยอีกครั้ง หลังโปรดเกล้าฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็น รมช. สาธารณสุข

  • 13 กรกฎาคม 2019
กัญชา Image copyright Getty Images

ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรี "ประยุทธ์ 2/1" ซึ่งมีชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้สนับสนุนนโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทยก็มีความหวังขึ้นว่านโยบายดังกล่าวจะถูกผลักดันให้เป็นรูปธรรม

บีบีซีไทยรวบรวมมาให้ดูอีกครั้งว่าพรรคภูมิใจไทยหาเสียงเรื่องกัญชาไว้ว่าอย่างไร

ย้อนกลับไปที่การปราศรัยใหญ่ของ ภท. ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2562 ถือเป็นเวทีแรกที่ ภท. ประกาศ "นโยบายกัญชาเสรี" โดยกรรมการบริหารพรรคได้ให้คำมั่นต่อประชาชนว่าหากมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล จะทำนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง

12 ก.ค. หรือเพียง 2 วัน หลังจากราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็จัดสัมมนาใหญ่เรื่อง "กัญชาเสรีเพื่อการแพทย์" ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นการเดินหน้านโยบายดังกล่าวครั้งแรก หลังนายอนุทินได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นรองนายกฯ และ รมว.กระทรวงสาธารณสุข โดยเขากล่าวในงานสัมมนาว่า "สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ จะทำเรื่องกัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วยทางการแพทย์ นโยบายนี้ต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแน่นอน"

อนุทินยังได้ยืนยันว่านโยบายกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์ได้ถูกบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว และขอให้ประชาชนรอฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศนโยบายรัฐบาลเร็ว ๆ นี้

"ถ้าเราทำนโยบายนี้ไม่ได้ เราสูญพันธุ์อย่างแน่นอน ดังนั้นต้องทำให้สำเร็จ" นายอนุทินกล่าว

Image copyright PANUPONG CHANGCHAI/BBC THAI
คำบรรยายภาพ อนุทิน ชาญวีรกูล ช่วงออกหาเสียงใช้ "กัญชาเสรี" เป็นหนึ่งในนโยบายเพื่อชูจุดขาย

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 ก.ค. สื่อหลายสำนักได้เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินถึงประเด็นเรื่องการผลักดันการใช้กัญชาเพื่อ "สันทนาการ" โดยระบุว่าสันทนาการนั้นเเป็นเพียง "ผลพลอยได้" ของนโยบายกัญชาเสรี ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การใช้เพื่อการแพทย์

"ผมยืนยันว่าการที่จะทำกัญชาเสรีก็ทำเพื่อส่วนรวมและทางการแพทย์ เป็นไปไม่ได้ที่จะทำเพื่อความเฮฮา เพื่อสันทนาการ หรือเอาไป 'ปุ๊น' กันตามถนน หากใช้สมองคิดก็คิดได้อยู่แล้ว ซึ่งสิ่งแรกที่เราต้องทำคือปลดกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด และต้องผลักดันให้มีกฎหมายที่ใช้ในทางการแพทย์ได้อย่างเสรี เป็นพืชวิสาหกิจชุมชน ทุกอย่างมีขั้นตอนที่ต้องทำ

"ว่าเราต้องได้เห็นปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้นอย่างแน่นอน เพราะพรรครู้มาตลอดว่านโยบายนี้ทำให้พรรคได้รับโอกาสเข้ามาในสภาครั้งนี้ ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่มีพรรคภูมิใจไทยสมัยหน้า ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในส่วนพรรคภูมิใจไทย ต้องทำนโยบายกัญชาเสรีให้ได้ก่อน" นายอนุทินกล่าว

Image copyright PANUPONG CHANGCHAI/BBC THAI

นโยบายกัญชาเสรี

หากย้อนกลับไปดูเมื่อครั้งหาเสียงใหม่ ๆ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการ ภท. เคยให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์ เมื่อ 17 ก.พ. ว่านโยบายส่งเสริมการปลูกกัญชา อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ "พืชแก้จน พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ กัญชาเสรี"

นายศักดิ์สยามมองว่ากัญชาเป็นพืชที่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศและ "พลิกชีวิตคนไทย" ได้เพราะประเทศไทยมีสายพันธุ์กัญชามากที่สุด รัฐบาลจึงควรทำให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาได้อย่างเสรี ต้องปลูกได้บ้านละ 6 ต้น โดยจะมีรายได้ปีละ 4.2 แสนบาท ดังเช่นที่เคยประสบความสำเร็จที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

Image copyright พรรคภูมิใจไทย

นายศักดิ์สยามขยายความด้วยว่า ภท.สนับสนุนการปลูกกัญชาเพื่อใช้ในครัวเรือน หากเหลือจึงขาย โดยรัฐจะเป็นคนรับซื้อ และดูแลพื้นที่การปลูก โดยการซื้อขายต้องผ่านรัฐ ไม่สามารถซื้อขายได้โดยตรง และรัฐจะอุดหนุนให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมกันคิดพัฒนาทำวิจัยกัญชาด้วย

Image copyright พรรคภูมิใจไทย

ขณะที่ พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษก ภท. เคยพูดถึงนโยบายนี้ผ่านช่อง Voice TV โดยบอกว่า การนำกัญชามาใช้เพื่อสันทนาการ ต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด เช่น กำหนดอายุ ปริมาณการซื้อ รูปแบบการใช้ พื้นที่การใช้ เป็นต้น โดยทางพรรคได้เตรียมงานวิจัยและการศึกษาของสถาบันการศึกษาไว้ และพร้อมจะดำเนินการหากทุกฝ่ายเห็นด้วยกับนโยบายนี้ ที่น่าสนใจ คือ พ.อ.ดร. เศรษฐพงค์ ได้พูดไว้ชัดเจนว่า นโยบายนี้ครอบคลุมถึงการใช้เพื่อสันทนาการด้วย แต่ ภท. ได้มีแผนในรับมือในประเด็นนี้ไว้อย่างรัดกุม

สถานการณ์กฎหมายกัญชา

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2562 โดยมีสาระสำคัญคือ เห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถนำกัญชาและพืชกระท่อมไปทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์ได้

เพื่อเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับและใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ในการรักษาและพัฒนาทางการแพทย์ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้ได้รับอนุญาต เพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการให้ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านยาของประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดทางด้านยา

Image copyright องค์การเภสัชกรรม

ก่อนหน้านี้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กัญชาและพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดเสพ หรือนำไปใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยหรือนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และยังกำหนดโทษทั้งผู้เสพและผู้ครอบครองด้วย

การประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชนทางการแพทย์และการวิจัย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม