ทวงคืนผืนป่า : เสียงจากชาวบ้านซับหวาย น้ำตาคนจนหลังถูกทวงคืนผืนป่า

  • 21 กรกฎาคม 2019
ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกชาวบ้านไทรทอง Image copyright สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
คำบรรยายภาพ เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2562 ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุกชาวบ้านไทรทองชุดสุดท้ายอีก 4 คน เพิ่มปรับค่าเสียหาย 2 ราย

บ่ายโมงตรงวันศุกร์ ห้องเยี่ยมญาติของเรือนจำจังหวัดชัยภูมิ เปิดให้เข้าเยี่ยมรอบแรกของช่วงบ่าย ผู้มาเยี่ยมราว 50 คน รีบก้าวไปในห้องที่มีผู้ต้องขังกว่า 10 คนนั่งรออยู่

หญิงตั้งแต่วัย 30 กว่า ๆ ไปจนถึง 74 ปี 8 คน ที่อยู่ในนั้นคือชาวบ้านบ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาระหว่างเดือน พ.ค.ถึงต้นเดือน ก.ค. ให้จำคุกในความผิดฐานรุกที่ดินเขตป่าและเขตอุทยานแห่งชาติไทรทอง

ครอบครัวม่วงกลาง คือ ส่วนหนึ่งของชาวบ้าน 14 คน ที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีโดยอุทยานแห่งชาติไทรทองมาตั้งแต่ปี 2559 ภายหลัง คสช. บังคับใช้นโยบายทวงคืนผืนป่า โดยมีคดีรวมกันทั้งสิ้น 19 คดี

คดีความเดินหน้ามาสู่ชั้นศาลอุทธรณ์ "ชาวบ้านไทรทอง" จำเลยในคดีบุกรุกอุทยานฯ ไทรทองถูกตัดสินจำคุกตั้งแต่คนละ 5 เดือน ถึง 4 ปี พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนหลายแสนบาท จนถึงสูงสุด 1.5 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 13 คน ไม่รอลงอาญา

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
14 ชีวิตในเรือนจำ น้ำตาคนจนหลังถูก "ทวงคืนผืนป่า" อุทยานฯ ไทรทอง

ชาวบ้านบอกว่าพวกเขาทำการเกษตรปลูกไร่มันสำปะหลังในที่ดินผืนนี้สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่ก่อนประกาศเป็นเขตอุทยานฯ แต่ทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ชี้ว่า ชาวบ้านกลุ่มนี้ ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนที่จัดทำขึ้นระหว่างการสำรวจพิสูจน์สิทธิที่ทำกินตามมติคณะรัฐมนตรี 30 มิ.ย. 2541

ขณะนี้พวกเธอและญาติ ๆ ยังรอความหวังในชั้นของศาลฎีกา พร้อม ๆ ไปกับการยื่นคำร้องขอประกันตัว ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ศาลได้มีคำสั่งให้ประกันตัวชาวบ้าน 4 คน แล้วโดยต้องวางเงินประกันระหว่าง 180,000-500,000 บาท

Image copyright สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
คำบรรยายภาพ ชาวบ้านบ้านซับหวายหรือ "ชาวบ้านไทรทอง" 14 คน ถูกพิพากษาจำคุกทั้งหมด แต่รอลงอาญา 1 คน

"จะเอาที่ฉันไปหมดเลยเหรอ"

"กินไม่อร่อยคิดถึงบ้าน" ทองปั่น ม่วงกลาง หญิงวัย 58 ปี เล่าถึงความเป็นอยู่ในเรือนจำผ่านโทรศัพท์ที่ต่อพ่วงจากด้านหลังกระจกในห้องเยี่ยมญาติ

เธอบ่นว่า "อยู่ในนี้" ปวดเนื้อปวดตัว เพราะนอนลำบาก เสียงของคนมากมายในเรือนจำเป็นสภาพที่ "ไม่เหมือนตอนอยู่บ้านเรา"

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI

แต่อย่างน้อยวันนี้ทองปั่นก็มีกำลังใจดีขึ้นมาบ้าง ใบหน้าเธอยังมีรอยยิ้มจาง ๆ หลังจากที่ได้คุยกับหลานชายวัยไม่กี่ขวบ ที่ลูกสาวคนเล็กพามาเยี่ยมผู้เป็นยาย

ทองปั่นถูกศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 8 เดือน ชดใช้ค่าเสียหาย 1 แสนบาท ฐานบุกรุกพื้นที่อุทยานจำนวน 7 ไร่

ถัดจากทองปั่นไปทางขวาสองที่นั่ง คือ นิตยา ม่วงกลาง ลูกสาวคนที่สามของเธอ

นิตยาถูกดำเนินคดี 2 คดี รวมโทษจำคุก 12 เดือน และต้องขังเป็นคนแรก ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. ถัดไปทางซ้ายอีกสองที่นั่ง คือ สุภาพร สีสุข ลูกสาวคนที่สอง และ นริศรา ม่วงกลาง ลูกสาวอีกคน

ลูกสาว 3 คน ของทองปั่น ถูกฟ้องร้องเนื่องจากทำกินในไร่มันสำปะหลังที่ได้รับสืบทอดมาจากพ่อและแม่ คือทองปั่นและจอม ม่วงกลาง

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ในหนังสือยื่นศาลขั้นฎีกาคดีของนิตยา ม่วงกลาง ได้แนบหลักฐานหนังสือสรุปยอดหนี้สินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์จำนวนกว่า 2 แสนบาท

"จะเอาที่ฉันไปหมดเลยเหรอ" ทองปั่นเล่าเหตุการณ์วันหนึ่งในปี 2558 เมื่อเจ้าหน้าที่ "ชุดดำ" กว่า 25 นาย มาที่ไร่มันสำปะหลังบริเวณเนินเขาใกล้หมู่บ้าน บอกให้ทองปั่นเซ็นยินยอมคืนที่ดิน รวมทั้งที่ดินของลูก ๆ ที่มีชื่อในเอกสารของเจ้าหน้าที่

"เขาบอกว่าถ้าไม่เซ็น ลูกจะเก็บมันบ่ได้ และบอกว่าจะมีหมายศาลมา แบบนี้เขาเรียกข่มขู่ไหม" ทองปั่นบอกกับบีบีซีไทย

หลังจากนั้นเป็นต้นมา จากที่เคยเป็นเกษตรกรธรรมดา ๆ ในหมู่บ้านซับหวาย สมาชิกครอบครัวม่วงกลางก็ถูกสถานการณ์บังคับให้กลายเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน

แม่บ่ให้ไปย่าม

เจ็ดโมงกว่า ๆ ของเช้าวันศุกร์ ญาติ ๆ ของผู้ต้องขังที่นัดกันไปเรือนจำชัยภูมินั่งรถออกจากหมู่บ้านไปด้วยกันแล้ว แต่นายจอม ม่วงกลาง ชายวัย 65 ปี สามีของนางทองปั่น ยังนั่งอยู่ที่ตั่งใต้ถุนบ้านกับหลานชายวัยรุ่น 2 คน ที่กำลังเตรียมตัวไปโรงเรียนอย่างงัวเงีย

"บ่ต้องมาย่าม (เยี่ยม) ดอก ให้แต่ลูกมาก็พอแล้ว" จอมกล่าว "แม่เฒ่าก็บ่อยากให้ไปเห็น เห็นแล้วก็ทำใจบ่ได้ เว่ากันก็บ่ได้ บ่รู้เรื่อง"

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI
คำบรรยายภาพ เมื่อภรรยาและลูกสาว 3 คน ทยอยเข้าเรือนจำ จอมและสุรินทร ลูกสาวคนโต จึงทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลานชายที่เรียนอยู่ชั้น ม. 4 สองคน ซึ่งเป็นลูกของนิตยาและนริศรา

ชายชราที่ดูนิ่งเงียบแต่ยิ้มให้เราบ้างเป็นบางครั้งระหว่างสนทนาบอกว่า เขาและทองปั่นขึ้นไปทำไร่มันตั้งแต่สมัยหลังหมดสัมปทานป่าไม้ ในช่วงแรกเขารับจ้างทำไร่ เวลาต่อมา มีผู้แบ่งที่ทำกินให้ ครอบครัวม่วงกลางจึงปักหลักทำกินแต่นั้นมา

ตั้งแต่ทองปั่นต้องเข้าไปอยู่เรือนจำหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. เขาได้ไปเยี่ยมภรรยาที่เรือนจำแค่เพียงครั้งเดียว

"ทำใจไว้แล้วแหละ เพราะว่าถึงจังใด๋ ไปถึงก็บ่รอดจักคนดอก มันก็บ่รอดจักคนแหละ ไปแล้วก็ไปช่วยกันบ่ได้ จะเฮ็ดจังใด๋"

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI
คำบรรยายภาพ สมาชิกครอบครัวม่วงกลางล้อมวงกินข้าวอย่างเหงา ๆ ในวันนี้ที่ทองปั่นและลูกสาวอีก 3 คน ไม่ได้อยู่พร้อมหน้า

ใกล้กันกับบ้านของจอม เป็นบ้านของนิตยา บ้านชั้นเดียวที่ก่อจากอิฐบล็อกที่ยังไม่ได้ทาสีแม้จะสร้างมาราว 10 ปีแล้ว

"เมียบอกว่ายังไม่ต้องทาหรอก เอาเงินไปซื้อรถไถก่อน" วุฒิศักดิ์ (ขอสงวนนามสกุล) สามีของนิตยาที่อยู่กินกันมา 18 ปี บอกกับบีบีซีไทย ในบ้านที่ยังดูเหมือนสร้างไม่เสร็จดี

เมื่อนิตยาไม่อยู่ ฟลุ้ค ลูกชายของเธอที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม. 4 ต้องย้ายไปอยู่บ้านตา เพราะไม่มีแม่ดูแล

"ถ้าเราไม่ต่อสู้เอา เราจะทำกินที่ไหน มันเป็นที่ดินที่พ่อแม่ทำกินมาก่อน เราก็ได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ ต่อมาเป็นที่ของเรา ก็ต้องสู้เพื่อที่ของเรา" วุฒิศักดิ์กล่าวถึงการต่อสู้ของภรรยา

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI

แม้ว่าคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ที่บอกว่า การดำเนินการเอาที่ดินคืนต้องไม่กระทบผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม แต่เจ้าหน้าที่อ้างว่านิตยาไม่ใช่ผู้ยากไร้ โดยหนึ่งในหลักฐานที่เจ้าหน้าที่นำมายืนยันก็คือภาพถ่ายรถหกล้อขนมันสำปะหลังและรถกระบะที่จอดอยู่ที่บ้าน ซึ่งหัวหน้าอุทยานฯ ไทรทอง เคยนำภาพถ่ายมาชี้แจงกับบีบีซีไทยพร้อมกับอธิบายว่า รถสองคันนี้แสดงให้เห็นว่านิตยาไม่เข้าข่ายเป็น "ผู้ยากไร้"

ทว่าวุฒิศักดิ์ยืนยันกับเราว่า นี่เป็นเครื่องมือทำมาหากินและยังผ่อนค่างวดอยู่ เงินที่นำมาส่งผ่อนแต่ละเดือน มาจากเงินที่ได้จากการขายมันสำปะหลังปีละราว 60,000 บาท

ในเอกสารยื่นขอฎีกาของนิตยาที่บีบีซีไทยได้เห็น มีหลักฐานแสดงหนี้สินของเธอที่ต้องผ่อนชำระกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์แนบอยู่ด้วย

เฮ็ดกินตั้งแต่สาวจนเฒ่า

"เฮาก็เฮ็ดกินตั้งแต่สาวจนเฒ่าน้อ จะสิเว่าจังใด๋" นวลจันทร์ โพธิ์งาม แม่ของสุวลี โพธิ์งาม หนึ่งในชาวบ้านซับหวายที่ถูกดำเนินคดีและขณะนี้อยู่ในเรือนจำ ย้อนความหลังให้เราฟัง

นวลจันทร์ อายุ 56 ปี รื้อฟื้นความจำให้ฟังว่า แม่ของเธอบุกเบิกทำนาที่หมู่บ้านแห่งนี้ และเธอก็ทำนาต่อจากแม่ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2521-2522

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นวลจันทร์ยืนยันว่าครอบครัวของเธอทำกินในที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่ก่อนจะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ

"เฮ็ดตั้งแต่สมัยตอนนั้น ตอนทองปั่นยังอุ้มท้องสุรินทรอยู่ ก็มาเฮ็ดนะ" นวลจันทร์กล่าว พลางชี้ไปทางบ้านของทองปั่น เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน

"เฮาก็บ่รู้หรอก มันบ่มีอิหยัง หลักฐานก็บ่มี ไปเฮ็ดได้ก็ไปเฮ็ดเลย พ่อแม่เฮาก็มาฟัน มาถาง เฮาก็ไปเฮ็ด มันก็บ่ได้มี (เจ้าหน้าที่) ป่าไม้อิหยังขึ้นไปกวนเฮาแบบนี้นา มื้อนี้ก็เป็นแล้วว่ามายึดเฮาจังซี้แล้ว"

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI
คำบรรยายภาพ บ้านของสุวลี โพธิ์งาม ที่อยู่กับพ่อและแม่ของเธอ และลูกสาววัย 7 ขวบ

จากไร่มัน สู่กระบวนการยุติธรรม

จากชีวิตที่อยู่แต่ในหมู่บ้าน ถนนลูกรัง ไร่มันที่แห้งแล้งของดินแดนอีสาน กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านซับหวาย เดินทางไปทั้งศาลากลางจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ จ.นครราชสีมา ไปจนถึงทำเนียบรัฐบาล

ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ที่นิตยาและชาวบ้านซับหวายเดินทางไปเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินร่วมกับชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกยึดที่ทำกินอันเป็นผลจากการทวงคืนผืนป่า และเรียกร้องให้ทางการยุติการดำเนินคดีพวกเขา

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI
คำบรรยายภาพ เอกสารมากมาย ทั้งคำพิพากษาของศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ภาพถ่ายทางอากาศรังวัดที่ดินของชาวบ้าน บันทึกข้อมูลการไปชี้แจงความเดือดร้อน สุรินทร ค้นออกมาให้เราได้อ่าน

เมื่อน้องสาวต้องสูญเสียอิสรภาพ หน้าที่ในการดูแลเดินเรื่องเกี่ยวกับคดีของน้อง ๆ และแม่ ก็ตกอยู่กับสุรินทร พี่สาวคนโตของครอบครัวม่วงกลาง นอกจากนี้เธอยังช่วยเดินเรื่อง ให้ชาวบ้านซับหวายที่ต้องคดีทั้งหมดด้วย

"เราไม่คิดว่ามันจะเร็วและใหญ่โต เพราะว่าเรื่องที่ทำกินน่าจะผ่อนผันได้" สุรินทรให้ความเห็น

"น้องมีหนี้สิน ต่อสู้เพื่อพื้นที่ของตัวเอง เราไม่ได้เป็นนายทุน เราไม่มี (ที่ดิน) เป็น 100 ไร่ เรามีแค่ 9-10 ไร่ ก็เลยรู้สึกว่าสงสารน้องมาก จะช่วยยังไง น้องถึงจะได้ทำมาหากินตามปกติ"

"ถ้าเซ็นแล้วพวกเจ้าก็สิสบาย"

"เขามาก็มีชุดดำนั้นแหน่ ฉันไปไร่ สองคนผัวเมีย เขาบอกว่าให้เซ็นให้เขา เขาบอกว่า เซ็นเถอะ ถ้าเซ็นแล้วพวกเจ้าก็สิสบาย"

สมสวย ม่วงกลาง ภรรยาของนายพุธ สุขบงกช ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน 20 วัน และถูกให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 370,000 บาท ฐานบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ กว่า 14 ไร่ เล่าให้เราฟังหน้าบ้านของเธอ

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI
คำบรรยายภาพ สมสวย (ซ้าย) ภรรยาของนายพุธบอกว่านอกจากทำไร่มันแล้ว แต่ละเดือนสามีของเธอยังรับจ้างขับรถบรรทุกมันสำปะหลัง 2-3 ครั้ง ได้ค่าจ้างเที่ยวละ 400-500 บาท

สมสวยเล่าว่า เริ่มทำไร่มันที่บ้านซับหวายสืบต่อจากพ่อที่เสียชีวิตเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นพี่น้องกับนายจอม และเข้ามาทำกินในเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนหน้านี้ เธอและสามีหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างตัดอ้อย ที่ จ.กาญจนบุรี นานกว่า 20 ปี

ในช่วงที่พุธต้องติดคุกอีก 6 เดือนข้างหน้า เธอวางแผนจะทำงานรับจ้างเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในบ้าน เลี้ยงดูแม่และหลาน โดยมีลูกสาวคนสุดท้องรับจ้างทำไร่มันช่วยหารายได้อีกทางหนึ่ง

"คิดไปรับจ้างฉีดยา (กำจัดศัตรูพืช) อยู่ รับจ้างกินไปวัน ๆ แล้ววันบ่มีรับจ้างจะเอาที่ไหน" เธอกล่าว

"ตอนนี้บ่มีเงินพอร้อยนึง เว่าอย่างบ่อาย" สมสวยบอกกับเราด้วยเสียงสะอื้น

นโยบายแก้ไขผลกระทบทวงคืนที่ดิน ไม่ช่วยชาวบ้าน

เมื่อย้อนความเป็นมาของชุมชนบ้านซับหวาย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ระบุว่าหมู่บ้านแห่งนี้เป็น 1 ใน 5 ชุมชน ใน ต.ห้วยแย้ และ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการสัมปทานตัดไม้ในช่วงปี 2510 ซึ่งชาวบ้านได้เข้ามาบุกเบิกทำกินภายหลังยกเลิกสัมปทานและก่อตั้งเป็นชุมชน

ส่วนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติไทรทองนั้นเกิดขึ้นในปี 2535 ในเวลาต่อมาได้มีการสำรวจการถือครองที่ดินและการทำประโยชน์ที่ดิน ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิ.ย. 2541 โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าสำรวจในปี 2546, 2549 และ 2553 ด้วยการถ่ายรูปแปลงที่ดิน แต่ด้วยเงื่อนไขทางสภาพอากาศ เวลาและงบประมาณ ทำให้ที่ดินของชาวบ้านหลายคนตกสำรวจ

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ทนายความฝ่ายชาวบ้านซับหวายกล่าวว่า จากหลักฐานบางส่วนที่อุทยานฯ นำมานำสืบก็พบร่องรอยการทำประโยชน์ในอดีต

สมนึก ตุ้มสุภาพ ทนายความฝ่ายชาวบ้านบ้านซับหวายในคดีนี้ กล่าวว่าชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดีเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีชื่อในทะเบียนการถือครองที่ดินและส่วนใหญ่เป็นทายาทที่สืบทอดที่ดินจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย โดยไม่มีชื่อในเอกสารสำรวจเมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่กลับมาสำรวจรังวัดเพื่อให้ยืนยันการเป็นเจ้าของในปี 2557

การขอคืนพื้นที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2556 แต่การเริ่มดำเนินคดีกับชาวบ้านเริ่มต้นเมื่อปี 2559 หลังจากเจ้าหน้าที่นำเอกสารเซ็นยินยอมคืนที่มาให้ชาวบ้านเซ็นในปี 2558 แต่ชาวบ้านยังทำกินในพื้นที่ต่อ

"เจ้าหน้าที่มากันหลายคน ทำให้กระบวนการในการรับรู้ถูกจำกัด บางคนต้องจำยอมเซ็นชื่อในเอกสารยินยอมคืนพื้นที่"

สมนึกอ้างถึงคำเบิกความของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ซึ่งระบุว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ฟ้องร้องดำเนินคดีเอาที่คืนเพราะไม่ได้มีการสั่งมาให้ดำเนินการกับชาวบ้าน จนกระทั่งมีคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ถึงได้ดำเนินการ

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC THAI

ส่วนประเด็นว่าด้วยการไม่ดำเนินกับผู้ยากไร้ที่ถูกระบุไว้ในคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 สมนึกกล่าวว่า ศาลพิจารณาว่าชาวบ้านไม่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งนี้ ชาวบ้านเป็น "ผู้บุกรุกใหม่" เพราะไม่มีชื่ออยู่ในเอกสารสำรวจตามมติ ครม. 30 มิ.ย. 2541

"เป็นคนที่อยู่มาก่อน ทำกินมาอย่างต่อเนื่องก็เข้าเกณฑ์คุ้มครองแล้ว แต่ศาลบอกว่าชาวบ้านไม่มีชื่อที่ถูกสำรวจไว้ตามมติ ครม."

ส่วนกระบวนการแก้ไขในภาคของนโยบายที่มีการสำรวจสิทธิในที่ดินนั้น สมนึกกล่าวว่า ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เป็นคุณกับชาวบ้านเลย เช่น การชะลอการฟ้องร้อง

อุทยานฯ ชี้แจง

สมโภชน์ มณีรัตน์ โฆษกกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชี้แจงกับบีบีซีไทย กรณีการดำเนินคดีชาวบ้านบ้านซับหวายว่า มีการพิสูจน์แล้วว่าชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นผู้ยากไร้ เช่น บางคนมีที่ทำกินที่อื่นด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกอ้างอิงในชั้นศาล ขณะที่การตรวจสอบฐานะผู้ยากไร้ก็มีคณะกรรมการพิจารณา

Image copyright สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
คำบรรยายภาพ ก่อนศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ในคดีของนิตยา ม่วงกลาง ชาวบ้านได้จัดให้มีการผูกข้อมือเพื่อส่งกำลังใจแก่ผู้ต้องคดี

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุเมื่อ ส.ค. 2561 ว่า ตั้งแต่ปี 2557-2561 มีการดำเนินคดีบุกรุกพื้นที่ป่า 25,645 คดี ได้พื้นที่คืนมากว่า 7 แสนไร่ แต่กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน หรือ Land Watch ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินงานของ กอ. รมน. ไม่ได้แจกแจงข้อมูลว่า ผู้ต้องหาที่จับกุมได้เป็นนายทุน นักการเมือง เจ้าของโรงงานแปรรูปไม้ เจ้าหน้าที่รัฐ จำนวนเท่าใด และเป็นประชาชนทั่วไปจำนวนเท่าใด

โฆษกกรมอุทยานฯ ยืนยันว่า การทวงคืนผืนป่า ไม่ได้ดำเนินการกับคนยากจน ส่วนคดีที่บุกรุกป่าตอนนี้ ยังคงดำเนินการกับกลุ่มที่ไม่ได้เป็นผู้ยากไร้ที่เข้ามาอยู่หลังปี 2557

"คดีที่เราตามรื้อถอนรีสอร์ตใหญ่ ๆ หมดทั่วประเทศ ก็เห็นชัดเจนว่าเป็นการทวงกับนายทุน" นายสมโภชน์กล่าว

ชาวบ้านซับหวายกลุ่มสุดท้ายเดินเข้าเรือนจำ เมื่อวันที่ 3 ก.ค. หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 เรื่องการทวงคืนผืนป่าก็ถูก พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งยกเลิก ส่วนองค์กรภาคประชาสังคม ก็ยัง ออกมาส่งเสียงให้รัฐบาลคืนความเป็นธรรมให้คนจน

"ถ้าฉันไม่ทำกินตรงนี้ ก็ไม่มีที่อื่นแล้ว" ทองปั่น บอกกับเราเป็นประโยคสุดท้ายในการสนทนาที่ห้องเยี่ยมญาติของเรือนจำ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม