ภาษีความหวาน: การเก็บภาษีเพื่อสุขภาพกับความพยายามแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของคนไทย

  • 27 กรกฎาคม 2019
bubble tea Image copyright Getty Images

เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไตเสื่อม--โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเหล่านี้เคยถูกมองว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นตามวัยและมีเพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่เป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ในปัจจุบันผู้ป่วยด้วยอาการเหล่านี้มีมากขึ้นและเกิดกับคนที่อายุน้อยลง โดยสาเหตุหลัก ๆ เกิดมาจากพฤติกรรมการบริโภค

อาหารรสหวานจัด เค็มจัด หรือมันจัด เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยเพราะรสชาติอร่อยและถูกปาก แต่ผลกระทบของมันนั้นไม่ได้มีเพียงการเพิ่มของน้ำหนักตัว แต่ยังเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่าง ๆ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยแย่ลง และค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น

การปรับขึ้นภาษีน้ำตาลกำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 โดยกรมสรรพสามิต ถือว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะช่วยปรับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย ถึงแม้ว่าภาครัฐ จะปรับภาษี-ขึ้นราคาสินค้าทำลายสุขภาพเพื่อให้คนไทยหันมาบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น แต่การปรับขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลักในภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ก็ก่อให้เกิดคำถามว่า ภาครัฐต้องการส่งเสริมสุขภาพหรือต้องการได้เงินเพิ่มมากขึ้นกันแน่

ภาษีความหวาน

คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึง 20 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งสูงเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชา จนเป็นที่มาของการที่คนไทยมากกว่า 5 ล้านคน ป่วยเป็นโรคเบาหวานและต้องได้รับการรักษาไปตลอดชีวิต

เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการบริโภคน้ำตาลเกินขนาด สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) มีมติเห็นชอบเสนอจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล อาทิ น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำผลไม้ โดยเริ่มทำการเก็บภาษีตามขั้นบันไดทุก ๆ 2 ปี มาตั้งแต่ ปี 2559 เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัว

Image copyright Getty Images

ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ผู้ประกอบการผลิตเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลน้อยหรือน้ำตาล 0 เปอร์เซ็นต์ออกมามากขึ้นเพราะไม่ต้องจ่ายภาษีตัวนี้ ทั้งนี้อัตราการจัดเก็บภาษีช่วง 2 ปีแรก บังคับใช้วันที่ 16 ก.ย. 2560 ถึง 30 ก.ย. 2562 ในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำผลไม้ และน้ำพืชผัก หากมีน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร หรือครึ่งลิตร ไม่เสียภาษี

อัตราการเก็บภาษีความหวานปี 2560 - 2562
ปริมาณน้ำตาล (กรัม/100 มล.) เสียภาษี (บาท/ลิตร)
6 - 8 0.30
10 - 14 0.50
14 ขึ้นไป 1

พอมาถึงช่วงที่สอง เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค. 2562 ถึง 30 ก.ย. 2564 จะเพิ่มอัตราการเก็บภาษีต่อเครื่องดื่ม 100 มิลลิลิตรมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลไม่เกิน 10 กรัมยังคงเดิม แต่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัม จะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 4 เท่าตัว

อัตราการเก็บภาษีความหวานปี 2562 - 2564
ปริมาณน้ำตาล (กรัม/100 มล.) เสียภาษี (บาท/ลิตร)
10 - 14 1
14 - 18 3
18 ขี้นไป 5

ส่วนช่วงขั้นที่สามที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564 จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2566 มีอัตราดังนี้

อัตราการเก็บภาษีความหวานปี 2564 - 2566
ปริมาณน้ำตาล (กรัม/100 มล.) เสียภาษี (บาท/ลิตร)
8 - 10 1
10 - 14 3
14 ขี้นไป 5

ขณะที่ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2566 เป็นต้นไป มีอัตราดังนี้

อัตราการเก็บภาษีความหวานปี 2566 เป็นต้นไป
ปริมาณน้ำตาล(กรัม/100 มล.) เสียภาษี (บาท/ลิตร)
6 - 8 1
8 - 10 3
10 ขี้นไป 5

ปรับที่พฤติกรรมการกิน

การขึ้นภาษีน้ำตาลอาจจะมีส่วนช่วยให้พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนไปได้ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับความเคยชินในการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด เค็มจัด หรือมันจัด ให้อยู่ในระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

Image copyright AFP/Getty Images

รศ.ดร. ประไพศรี ศิริจักรวาล ที่ปรึกษาสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกกับบีบีซีไทยว่า อาหารที่คนไทยนิยมบริโภคในปัจจุบันมีผลทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมเร็วก่อนวัยอันควรจากรสจัด ซึ่งต่างจากอาหารของคนไทยในสมัยก่อนที่เน้นผักและผลไม้มากกว่านี้ อีกทั้งรสชาติไม่ได้จัดจ้านเหมือนทุกวันนี้

"ลิ้นของเราเรียนรู้ที่จะรับรสสัมผัสได้ทุกรสตามธรรมชาติ และเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้าน ลิ้นเราก็จะค่อย ๆ ปรับให้เคยชินกับรสชาตินั้น ๆ และเมื่อเราเคยชิน เราก็จะปรับรสชาติให้จัดขึ้นเพื่อให้ถูกปากของเรา ซึ่งนี่เป็นสาเหตุที่คนเราติดการรับประทานอาหารรสจัด จนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ตามที่เราได้เห็นในปัจจุบัน" รศ.ดร.ประไพศรี กล่าว

โรคเรื้อรังต่าง ๆ อาจไม่แสดงผลทันทีหลังจากที่บริโภคอาหารรสหวาน มัน เค็ม แต่ในระยะยาวเมื่อมีการสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน ก็จะทำให้โรคอันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้

การปรับเพิ่มภาษีเพื่อสุขภาพโดยเริ่มจากน้ำตาลก่อนนั้นถือเป็นหนึ่งในมาตราการสำคัญที่จะเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพของคนไทย ที่ปรึกษาสถาบันโภชนาการให้ความเห็น

Image copyright Getty Images

"ครั้นจะให้เลิกรับประทานเลยในทันทีก็จะยากเกินไป แต่การค่อย ๆ ปรับลดมาจะช่วยให้ควบคุมได้อย่างถาวร การปลูกฝังตั้งแต่ในโรงเรียนและการรณรงค์อย่างต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยได้มากให้คนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน"

"การใช้สารแทนความหวานมาช่วยนั้นอาจจะไม่มีผลกระทบอะไรต่อสุขภาพ แต่ถ้าร่างกายเรายังเคยชินกับการบริโภคอาหารรสหวานจัดอยู่ ก็จะไม่ได้ช่วยอะไรมากต่อการปรับพฤติกรรมการบริโภคของเรา"

ทำเพื่อคนรายได้น้อย

การปรับภาษีน้ำตาลเพิ่มรอบที่สองที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน ต.ค.นี้ ทำให้มีเสียงวิจารณ์ขึ้นมาว่าภาครัฐหาประโยชน์เพื่อเพิ่มรายได้ และไม่คำนึงถึงคนที่มีรายได้น้อย ซึ่งสวนทางกับเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะฝืดเคือง และหลังจากที่ประกาศขึ้นภาษีน้ำตาลไปแล้ว ก็มีแนวโน้มว่าภาษีโซเดียมหรือเกลือก็กำลังจะขึ้นตาม ซึ่งจะทำให้อาหารหลาย ๆ ประเภท เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผงปรุงรส หรือซอสปรุงรสก็จะถูกปรับขึ้นราคา

ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกกับบีบีซีไทยว่า สสส. ได้จับมือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมให้คนไทยบริโภคโซเดียมน้อยลง

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"ตอนนี้เรายังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเรื่องการปรับขึ้นภาษีโซเดียมอยู่เพื่อให้คนไทยลดภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต แต่สิ่งที่เริ่มทำแล้วก็คือการรณรงค์ให้ตระหนักถึงอันตรายต่อการบริโภคอาหารรสเค็มเกินไป เราเริ่มร้องขอให้ร้านอาหารยกเครื่องปรุงออกจากโต๊ะอาหารเพื่อให้คนไทยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็มจัดเกินไป"

"ส่วนเรื่องที่ว่าเราไม่คำนึงถึงคนจนนั้นไม่จริง เพราะถ้าเรามีมาตรการให้ผู้ประกอบการลดปริมาณโซเดียมในอาหารลง อย่างเช่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือซีอิ๊ว น้ำปลา ซึ่งเป็นอาหารและเครื่องปรุงที่ราคาถูกและเป็นที่นิยมของคนรายได้น้อย เราก็จะช่วยให้พวกเขาได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น จริง ๆ แล้วการปรับลดปริมาณโซเดียมลงมา 10 เปอร์เซ็นต์ก็ช่วยได้มากแล้ว และการปรับลดนั้นก็ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างในเรื่องของรสชาติแต่อย่างใด" นพ. ไพโรจน์อธิบาย

องค์การอนามัยโลกแนะนำปริมาณโซเดียมที่ร่างกายควรได้รับต้องไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน เนื่องจากการบริโภคโซเดียมที่มากเกินไปนำไปสู่ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และยังทำให้เกิดโรคไต กระดูกเปราะ และมะเร็งกระเพาะอาหาร

Image copyright Getty Images

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย คนไทยโดยเฉลี่ยบริโภคโซเดียม 4,300 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2 เท่า เป็นผลให้ 1 ใน 4 ของคนไทยมีภาวะความดันโลหิตสูง รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายให้คนไทยลดการบริโภคโซเดียมลง 30% ภายในปี 2568 โดยแต่ละปีสูญเสียรายจ่ายทางสุขภาพ 99,000 ล้านบาท ทุก 1 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิต 37 คน ซึ่งมีแนวโน้มการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยแรงงาน โดยแนวโน้มคนไทยป่วยเป็นโรคไตเพิ่มขึ้น 15% ต่อปี และมีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นถึง 1,500,000 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี

นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีคนไทยที่ต้องได้รับการฟอกไตถึง 100,000 คน คิดค่าฟอกไต 240 ,000 บาทต่อคนต่อปี ค่ายาต่างหาก 120,000 บาทต่อคนต่อปี รวมทั้งสิ้น 36,000 ล้านบาทต่อปี

ถอดบทเรียนจากต่างประเทศ

ข้อมูลของ สสส. ระบุว่าประเทศไทยติดอันดับการแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ประสบความสำเร็จเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย เทียบเท่าฟินแลนด์และนอร์เวย์ แต่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย โดยจากการศึกษาการปรับขึ้นภาษีเพื่อสุขภาพในต่างประเทศนั้น พบว่าการจัดเก็บภาษีไม่มีผลกระทบต่อภาคแรงงาน และสามารถปรับตัวได้

โดย นพ. ไพโรจน์ ระบุว่า การปรับขึ้นภาษีน้ำตาลในรอบสองนี้จะเป็นการปรับขึ้นเฉพาะในภาคธุรกิจเท่านั้น โดยผู้ผลิตรายใหญ่จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีน้ำตาล แต่ธุรกิจรายย่อย เช่น ร้านขายกาแฟ หรือชานมไข่มุกจะไม่ได้รับผลกระทบ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"เราศึกษาข้อมูลจากประเทศเม็กซิโก และประเทศฮังการี ที่บ่งชี้ว่าการเก็บภาษีช่วยให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลได้จริง โดยของเขาไม่ได้ปรับแบบขั้นบันไดอย่างเรา เขาปรับทีเดียวเลย และมันก็ช่วยได้จริง ๆ" นพ. ไพโรจน์กล่าว

สถาบันโภชนาการ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข สสส. และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทำการตรวจผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมให้ตราสัญลักษณ์โภชนาการหรือ Healthier Logo แก่ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดไว้ โดยปริมาณความหวาน มัน เค็ม ต้องได้มาตรฐานในระดับที่ดีต่อสุขภาพ โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ผลิตต่างก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองเพื่อเป็นจุดขาย

"ภาคอุตสาหกรรมก็ถือว่ามีส่วนช่วยมากจากมาตรการการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยตั้งแต่เริ่มทำโครงการมาเมื่อปี 2560 - 2561 ก็พบว่าการบริโภคน้ำตาลของคนไทยลดน้อยลง" รศ.ดร. ประไพศรีกล่าว

Image copyright Getty Images

ในส่วนของผู้บริโภคนั้นกลับคิดว่าการเพิ่มภาษีหวานมันเค็ม ไม่อาจใช่คำตอบในการแก้ปัญหาในการบริโภคน้ำตาล เกลือ หรือความมัน ได้โดยตรง เพราะทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคล้วน ๆ

"มันก็เหมือนบุหรี่หรือเหล้าที่คนทุกคนรู้ว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็ไม่ได้หยุดพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้นไม่ว่าจะต้องใช้เงินไปกับมันมากน้อยแค่ไหน ส่วนตัวแล้วนิยมบริโภคน้ำอัดลมมาก และถึงแม้จะมีการเพิ่มภาษีอีกเท่าไหร่ ก็คงจะบริโภคต่อไป" น.ส. ธนวรรณ รอดกลับ พนักงานบริษัทเอกชนแห่งบอกกับบีบีซีไทย

"แต่ตอนนี้เริ่มมีการปรับพฤติกรรมให้บริโภคน้อยลงเพราะเริ่มเห็นข่าวว่ามีผลเสียกับสุขภาพ คิดว่าการชูประเด็นเรื่องผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพน่าจะมีประโยชน์มากกว่ากสนขึ้นภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ตามร้านสะดวกซื้อนั้นหาได้ง่าย และเข้าถึงทุกพื้นที่ การรณรงค์ถึงอันตรายของมันเมื่อบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะน่าจะเห็นผลได้อย่างยั่งยืนมากกว่า"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม