ระเบิด กทม. : ประยุทธ์-ประวิตร ฟันธง "สร้างสถานการณ์" หลังเกิดเหตุป่วน กทม.

  • 2 สิงหาคม 2019
สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่อีโอดีเข้าตรวจสอบในพื้นที่เกิดเหตุที่บริเวณภายนอกอาคารคิง เพาเวอร์ มหานคร หนึ่งในจุดที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบ เมื่อเวลา 10.30 น.

นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร (กทม.) 9 จุด 5 พื้นที่ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (2 ส.ค. ) เป็นการ "สร้างสถานการณ์" และต้องการทำลายชื่อเสียงของประเทศไทยในช่วงที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน

ขณะที่ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าตำรวจกำลังตรวจสอบความเชื่อมโยงของเหตุการณ์กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเหตุระเบิดที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ 3 ปีก่อน

เวลาประมาณ 15.00 น. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการมอบนโยบายที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ถึงเหตุระเบิดใน กทม. ว่า ในจำนวน 9 จุดนี้มีทั้งที่เกิดระเบิดและที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้ก่อน และถือว่าโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจำนวนมาก

"เรามีการเลือกตั้งเพิ่งจบ เพิ่งเสร็จ การแถลงนโยบายก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ก็ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น" นายกฯ ระบุและกล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่ในการติดตามผู้ต้องสงสัย ซึ่งล่าสุดจับกุมได้แล้ว 2 คน ที่ต้องสงสัยว่านำวัตถุคล้ายระเบิดไปวางไว้ที่หน้า สตช. เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน

"ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง แต่สรุปได้ว่ามีคนไม่ดีกระทำการนี้ขึ้นมา ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามก็จะต้องสอบสวนกันต่อไปว่าเชื่อมโยงกลุ่มไหน" พล.อ. ประยุทธ์กล่าว พร้อมกับยืนยันว่า ยังไม่มีการใช่กฎหมายพิเศษในตอนนี้ แต่จะยกระดับการรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ พื้นที่สัญลักษณ์ และสถานทูต

นายกฯ ระบุว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน แสดงให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุต้องการทำลายชื่อเสียงของประเทศไทย

สรุปเหตุการณ์วุ่นวายกลางเมือง วันที่ 2ส.ค.

สำหรับเหตุลอบวางระเบิด 9 จุด ใน 5 พื้นที่ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ได้ขยายความว่าหมายถึงบริเวณใดบ้าง แต่จากการแถลงข่าวของ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการ กทม. เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ผ่านมา หลังเรียกประชุมด่วนผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขต มีข้อมูลสรุปตรงกันว่ามีเหตุไม่สงบ 8-9 จุด ไล่เลียงมาตั้งแต่เวลา 06.00 น. เริ่มจากศูนย์ราชการ โดยมีอยู่ 6 จุดที่ระเบิด ส่วนที่เหลือเก็บกู้ได้ทัน พร้อมประกาศตั้งศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์ความไม่สงบใน กทม. ตลอด 24 ชม.

สถานที่ จำนวนวัตถุต้องสงสัย จำนวนผู้บาดเจ็บ
บริเวณศูนย์ราชการ ถ. แจ้งวัฒนะ 4 จุด (ระเบิด 3 จุด เก็บกู้ได้ 1 จุด) -
ใน ซ. พระราม 9 แยก 57/1 เขตสวนหลวง 1 จุด บาดเจ็บ 4 คน แต่นำตัวส่ง รพ. 2 คน
ใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี ถ. นราธิวาส 2 จุด (ระเบิด 1 จุด เก็บกู้ได้ 1 จุด) บาดเจ็บเล็กน้อย 1 คน แต่ไม่ประสงค์ไป รพ.
หน้าอาคารคิง เพาเวอร์ มหานคร ถ. นราธิวาส 1 จุด บาดเจ็บเล็กน้อย 2 คน แต่ไม่ประสงค์ไป รพ.
หน้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถ. ศรีสมาน อ. ปากเกร็ด จ. นนทบุรี 1 จุด (ยังไม่ยืนยันว่าเป็นระเบิด) -

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำแถลงของผู้ว่าราชการ กทม. ณ เวลา 12.00 น.

ประยุทธ์-ประวิตร ฟันธง "สร้างสถานการณ์"

ก่อนหน้านี้ น.ส. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้ขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนก และร่วมมือในการเฝ้าระวัง พบเห็นสิ่งผิดปกติขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

"จะเห็นว่ามีคนไม่ดีสร้างสถานการณ์ก่อเหตุรุนแรงขึ้นอีกในช่วงนี้ ช่วงที่ประเทศชาติ รัฐบาลกำลังเดินหน้าด้วยดี ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ช่วยกันเฝ้าระวัง ช่วยถ่ายรูป บุคคล เหตุการณ์ ผู้ต้องสงสัยที่พบเห็น เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนต่อไป แจ้งเจ้าหน้าที่ทหารช่วยกันเฝ้าระวัง ยกระดับการ รปภ. สถานที่สำคัญ สถานที่ราชการ พื้นที่ธุรกิจ ฯลฯ เราต้องแสดงให้เห็นว่าคนไทยทุกคนจะร่วมมือกัน ไม่ให้ใครก็ตามที่มุ่งร้ายต่อประเทศชาติมีที่ยืนในสังคมไทยได้ ต้องร่วมมือกันนะครับ" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเผยแพร่ข้อความจาก พล.อ. ประยุทธ์ ที่ฝากถึงประชาชน

โฆษกรัฐบาลบอกด้วยว่า จากนี้จะมีการชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนานาประเทศต่อไป

ด้าน พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการ "สร้างสถานการณ์แน่นอน" แต่ปฏิเสธจะให้ความเห็นหลังสื่อมวลชนถามว่าเหตุที่เกิดขึ้นเพราะไม่มี คสช. แล้วหรือไม่ โดยบอกเพียงว่า "ก็ไม่รู้เหมือนกัน"

Image copyright Twitter/@yrnmxsk
คำบรรยายภาพ บรรยากาศบริเวณสถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรีใน ชม. แรกหลังเกิดเหตุคล้ายระเบิด
Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
Image copyright Wasawat Lukharang/BBCThai

รองนายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้สามารถตรวจสอบได้เพียงแค่จุดเดียวคือเหตุป่วนที่มีผู้นำวัตถุต้องสงสัยไปวางไว้ที่ด้านหน้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) วานนี้ (1 ส.ค.) ซึ่งสามารถจับกุมกลุ่มผู้ลงมือได้แล้ว 2 คน และกำลังสืบสวนสอบสวนอยู่ ขอให้เวลาเจ้าหน้าที่ในการสอบสวนก่อน

สำหรับเหตุ "ระเบิดปลอม" เกิดขึ้นเวลาราว 15.40 น. เมื่อชายต้องสงสัยได้ซุกวัตถุต้องสงสัยใต้ป้าย สตช. ถ. พระราม 1 ต่อมาเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) ได้เข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นแผงวงจรไฟฟ้า ตลับลูกปืนอัดแน่นเต็มกล่อง แต่ไม่มีดินระเบิดหรือเชื้อปะทุ ก่อนใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงยิงทำลาย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวชายต้องสงสัยจำนวน 2 คนบนรถขนส่งผู้โดยสาร บขส. ขณะเข้าจุดตรวจปฐมพร ถ. เพชรเกษม ต. วังไผ่ อ. เมืองชุมพร จ. ชุมพร

"คนสั่งการคนเดิม แต่คนลงมืออาจเป็นคนหน้าใหม่"

พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) ว่า ฝ่ายความมั่นคงได้มีการแจ้งเตือนมาระยะหนึ่งแล้ว โดยได้ประสานงานทั้ง กอ.รมน. เหล่าทัพ ตำรวจ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะมาเกิดในช่วงนี้ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุที่หน้า สตช. วานนี้ ได้โทรศัพท์สายตรงไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และผู้บัญชาการเหล่าทัพให้ดูแลสถานการณ์ด้วย เหมือนว่า นายกฯ กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ในจุดที่ 2 และ 3 ตามมา

ผบ.ทบ. ตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะเหตุการณ์รูปแบบการก่อเหตุคล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2549 เป็นกลุ่มคนเดิม ๆ แนวคิดเดิม ๆ มาจากสำนักเดิม ๆ ที่เคยระเบิดป้อมตำรวจหลายจุด แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือจะมีฝ่ายการเมืองหรือพวกที่ไม่หวังดีกับประเทศมาใส่ความว่าฝ่ายความมั่นคงทำเรื่องแบบนี้ทำเอง เพราะเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น มาจากกลุ่มเดิม ๆ ความคิดเดิม ๆ คนสั่งการคนเดิม แต่คนลงมืออาจเป็นคนหน้าใหม่ นี่คือสิ่งบอกเหตุทางการเมือง เกิดจากกลุ่มที่มีความคิดแบบนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นสิ่งบอกเหตุว่าอาจจะมีครั้งต่อไปเกิดขึ้นอีก แต่ขอให้มั่นใจว่านายกฯ และฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และจะไม่ให้เกิดอีก

ผบ.ตร. หาความเชื่อมโยงกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จชต.

พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนเหตุระเบิด กทม. ว่า เบื้องต้นสันนิษฐานว่าผู้ก่อเหตุมีประสบการณ์และมีการดูพื้นที่เตรียมการมาก่อน

"คนที่เขาใช้เป็นคนหน้าใหม่ ยังไม่มีฐานข้อมูลในระบบ" ผบ.ตร.กล่าว

สำหรับชาย 2 คนที่ถูกจับกุมหลังเหตุลอบวางวัตถุต้องสงสัยที่หน้า สตช.เมื่อวันที่ 1 ส.ค.นั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่ภาคใต้และถูกจับกุมที่ จ.ชุมพร ระหว่างเดินทางกลับบ้านที่ภาคใต้

พล.ต.อ. จักรทิพย์กล่าวว่าตำรวจกำลังตรวจสอบว่าชายทั้ง 2 คน มีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดที่หัวหินเมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2559 หรือไม่ เนื่องจากมีข้อมูลว่าพวกเขา "เคยขึ้นมาที่หัวหิน"

ผบ.ตร.กล่าวว่าขณะนี้ตำรวจรู้ชนิดของระเบิดแล้วแต่ยังไม่ขอเปิดเผย แต่เมื่อดูจากส่วนประกอบของระเบิดแล้ว คิดว่าก่อเหตุตรงไหนก็ได้

สำหรับการสอบสวนเหตุระเบิดครั้งนี้ ตำรวจะแต่งตั้งคณะทำงานมาคลี่คลายคดี ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่คลี่คลายคดีระเบิดที่ราชประสงค์ (17 ส.ค. 2558) และที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ (22 พ.ค. 2560)

พล.ต.อ.จักรทิพย์ยืนยันว่าตำรวจสามารถคลี่คลายคดีได้อย่างแน่นอน

"ผ่านมาคดีอื่นๆยังหนักกว่านี้เยอะ เรายังทำได้ ควบคุมสถานการณ์ได้ ผมใช้เวลาไม่เกิน 24 ชม.ก็ได้ตัวแล้ว ขนาดคนร้าย ผมเชื่อว่าเขาคิดว่าเขารอด เขาสามารถซื้อตั๋วที่สถานีขนส่ง แล้วพ้นเขตกรุงเทพฯ ไปแล้ว แต่จริงมันไม่รอด น้อยมากที่ผู้ต้องหาจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้ น้อยมาก ชุดเปลี่ยนหลายครั้ง แต่ละจุด เขาไม่รู้หรอกว่าเขาพลาดจุดไหน" ผบ.ตร. กล่าวถึงผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุม

รองโฆษก อสส. เล่านาทีระทึก รถถูกสะเก็ดระเบิด

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เป็นหนึ่งในผู้ประสบเหตุที่ศูนย์ราชการอาคารบี เนื่องจากได้ขับรถยนต์ผ่านบริเวณหน้าอาคารกองบัญชาการกองทัพไทย ราว 09.00 น. ของวันนี้ แล้วก็ได้ยินเสียงตูมสนั่น

"ทีแรกผมคิดว่าเป็นยางล้อรถระเบิด แต่ปรากฏว่าเมื่อรถเคลื่อนตัวต่อไป ตำรวจและวินมอเตอร์ไซค์ตะโกนบอกว่าให้กลับรถ ข้างหน้าไปไม่ได้แล้ว มีระเบิดมาแล้ว 3 ลูก พอจะกลับรถ ตรงหน้ากองทัพไทยก็เกิดระเบิดขึ้นทางเลนด้านซ้ายซึ่งผมขับช้าชิดซ้ายอยู่เเล้ว" รองโฆษก อสส. เล่าเหตุระทึกผ่านรายการข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 3

จากนั้นเมื่อนำรถเข้าจอดที่อาคาร อสส. ได้สำเร็จ นายโกศลวัฒน์ได้ตรวจสอบสภาพรถ พบว่าถูกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหายเล็กน้อย ส่วนตัวไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบหาวัตถุต้องสงสัยเพื่อป้องกันการเกิดเหตุไว้บริเวณรอบอาคาร อสส. ด้วย

ส่วนจุดเกิดเหตุที่ ซ. พระรามเก้า 57/1 นพ. ยลชัย จงจิระศิริ ผู้อำนวยการ รพ. สิริธร เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ผู้บาดเจ็บเป็นพนักงานทำความสะอาดของเขตสวนหลวง 2 คน เป็นผู้หญิงทั้งคู่ อายุ 55 ปี และ 46 ปี ทั้งคู่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อเวลา 09.40 น. ที่ผ่านมา ผลการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่าทั้ง 2 คนมีอาการหูอื้อ และมีบาดแผลถลอกบริเวณคอและใบหน้า คนหนึ่งมีบาดแผลใกล้ตาข้างขวา ซึ่งแพทย์กำลังตรวจอย่างละเอียด

เที่ยงวันเดียวกัน มีการตรวจพบวัตถุต้องสงสัยบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง ถ. สีลม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องกันพื้นที่และรอหน่วยอีโอดีเข้าตรวจสอบ ก่อนยืนยันเวลา 13.00 น. ว่าเป็นเพียงกล่องเปล่า จึงเปิดให้ประชาชนเดินทางได้ตามปกติ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่อีโอดีเข้าตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง เมื่อเวลา 12.00 น. เศษ

สื่อต่างชาติรายงานข่าวด่วน

สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์สรายงานเหตุป่วน กทม. ช่วงเช้าวันนี้เป็นข่าวด่วน ในขณะที่เว็บไซต์แชนเนลนิวส์เอเชียของสิงคโปร์รายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน โดยระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่ไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค. ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กทม.

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม รมว. ต่างประเทศอาเซียน ระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม