ธงชัย วินิจจะกูล มองทะลุประวัติศาสตร์ “ราชาชาตินิยม” และ “ผี” ในการเมืองไทย

  • 7 สิงหาคม 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
“ราชาชาตินิยม” และ “ผี” ในการเมืองไทย ผ่านสายตา ธงชัย วินิจจะกูล

"เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร" ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราภิชานภาควิชาประวัติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา กล่าวพลางหัวเราะเล็ก ๆ เมื่อทบทวนคำถามเชิงประวัติศาสตร์ที่ได้ยินได้ฟังจากคนทั่วไป

เขาเป็นทั้งผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่ชอบ "หาเรื่องกับมัน" ด้วยการตั้งคำถาม วิพากษ์ แสวงหาหลักฐานมาพิสูจน์เพื่อโค่นความรู้ความคิดเดิม แล้วเพ่งพินิจให้ทะลุจนเห็นด้านอื่นของประวัติศาสตร์ และยังเป็นผู้อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์เสียเองในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ในระหว่างกลับมาบ้านเกิดในประเทศไทย เพื่อเก็บข้อมูลทำงานวิจัยว่าด้วยเรื่องประวัติศาสตร์ของกฎหมายสมัยใหม่ เขาปลีกเวลามาให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทย ในเรื่องที่เขาทำและบรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน

"คำถามสำคัญของยุคสมัย" ในทัศนะของ ศ.ดร. ธงชัย คือ รากฐานทางภูมิปัญญาและความคิดของสังคมไทยตั้งแต่ยุคสมัยใหม่ หรือปลายศตวรรษที่ 19 ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นอย่างไร เพราะเห็นว่า "จุดเปลี่ยน" เมื่อ 100 ปีก่อน คือรากฐานทางภูมิปัญญามาจนถึงปัจจุบัน แม้มีรายละเอียดและวิวัฒนาการแตกต่างกันในแต่ละช่วง แต่กรอบความคิดยังคงเดิม นั่นคือ อยู่ภายใต้ประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบ "ราชาชาตินิยม" อุดมการณ์ที่ทรงพลังสูงสุดและครอบงำสังคมมาจนถึงทุกวันนี้

กรอบที่ครอบงำอุดมการณ์ในสังคมไทย

ความคิดทางภูมิศาสตร์ มีผลต่อความคิดเรื่องอธิปไตย/ความเป็นชาติ
ความคิดทางประวัติศาสตร์ มีเรื่องเล่าแม่บทคอยกำกับ
ปรัชญาประวัติศาสตร์ไทย อิงกับพุทธศาสนามาก
ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนา ไสยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไทยไม่มีแนวคิดแยกศาสนาออกจากการเมือง
ความสัมพันธ์ทางสังคม มีกฎหมายเป็นกติกาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนด้วยกัน, มีการกำหนด "หน้าที่พลเมือง" ซึ่งอิงกับสังคมชีวภาพแบบพุทธ โดยมีประชาชนเป็นมือ, เท้า, กล้ามเนื้อ, ร่างกาย แต่ไม่ใช่หัวใจและหัวสมอง เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของชนชั้นนำ

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของ ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล

ศ.ดร. ธงชัย นำเสนออุดมการณ์แบบ "ราชาชาตินิยม" ครั้งแรกเมื่อปี 2544 หลังจากที่เขาพบว่าลักษณะพิเศษของ "ชาตินิยมแบบไทย ๆ" ไม่อาจอธิบายผ่านแนวคิด "ชุมชนจินตกรรม" (imagined community) ของ เบน แอนเดอร์สัน นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง อันหมายถึงสังคมที่ผู้คนอยู่ในระนาบเดียวกัน เท่าเทียมกัน จินตนาการว่าเป็นสังคมร่วมกัน

"บ้านเราไม่ใช่ประชาชาติ เราเป็นราชาชาติ ถ้าชาตินิยมไทยก็ต้องบอกว่าเป็นราชาชาตินิยม เป็นชาตินิยมที่ต้องนับถือพระราชา" นักประวัติศาสตร์วัย 62 ปี กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทย

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

การกลับสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ?

อย่างไรก็ตาม ราชาชาตินิยมต้องเผชิญภาวะถูกท้าทายเป็นระยะ ทั้งจากชาตินิยมหลัง 2475 และชาตินิยมฝ่ายซ้ายหลัง 2490 โดยมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เจ้าของคำขวัญ "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" เป็นผู้ลดทอนความเป็น "ชาติของพระราชา" แต่สิ่งนี้ไม่ได้หายไป ถึงเวลาก็ได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาใหม่

"เรามักจะคิดว่าประเทศไทยคนไทยนับถือเจ้าในแบบเดียวกับที่เราคิดอยู่ในปัจจุบัน ไม่จริง มันเพิ่งมามี 50-60 ปีนี้... ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่นับถือเจ้า คนไทยนับถือเจ้ามาโดยตลอด แต่ไม่ใช่แบบปัจจุบัน ซึ่งมันมากเกินไปจนแตะต้องไม่ได้ จนแทบจะเรียกได้ว่ากลับไปสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้งได้ล่ะมั้ง" ศ.ดร. ธงชัย ระบุ

นักประวัติศาสตร์ผู้นี้ วิเคราะห์ว่า อุดมการณ์ราชาชาตินิยมดำรงคงอยู่มาได้หลายทศวรรษ เพราะมีความสามารถในการปรับตัวเพื่อรองรับบริบทใหม่

Image copyright LightRocket via Getty Images
คำบรรยายภาพ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศภารกิจ "กู้ชาติ" และใช้สัญลักษณ์ "สีเหลือง" ในระหว่างร่วมชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2548-2549

เขามองว่า ในยุคการปฏิวัติโดยขบวนการนักศึกษาประชาชน 14 ตุลาคม 2516 ช่วยทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะ "สูงส่งยิ่งกว่าครั้งใด" ในประวัติศาสตร์ชาติไทยนับจากรัชกาลที่ 5 สวรรคตเมื่อปี 2453 เพราะก่อให้เกิด "พระราชอำนาจนำ" ส่วนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็น "แหล่งที่มาของความชอบธรรมทางการเมืองสูงสุด" และนำ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" วลีที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 กลับมาเผยแพร่และสถาปนาอย่างจริงจัง

อนุรักษ์นิยม อนาคตใหม่ และ "ผี" หลากตัว

เมื่ออำนาจกองทัพอ่อนลง อำนาจรัฐสภาสูงขึ้น ภารกิจใหม่ของกลุ่มอนุรักษนิยมและกษัตริย์นิยมในห้วงเวลาเกือบ 3 ทศวรรษหลังนี้ จึงอยู่ที่การสร้าง "การเมืองที่พึงประสงค์" ภายใต้ข้อเรียกร้องขั้นต่ำที่ว่าต้องอยู่ภายใต้ร่มพระบรมราชูปถัมภ์ ในขณะที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ซึ่งชูนโยบาย "รื้อคิด" และประกาศ "รื้อถอน" เปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ก่อให้เกิด "อประชาธิปไตย" ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวลาขวบปีเศษนับจากก่อตั้งพรรค น่าจะทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมกังวลใจไม่น้อย

ศ.ดร. ธงชัย ผู้ไม่เคยปิดบังว่าตัวเองเคยมีอุดมการณ์ฝ่ายซ้าย จึงเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ให้หลายความคิดมาปะทะกันอย่างสันติ โดยไม่ต้องกลัวว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เพราะประชาชนในทุกสังคมทั่วโลกล้วนมีนัยของอนุรักษนิยมทั้งนั้น

"อย่างคุณอย่างผมก็มีด้านที่อนุรักษนิยม เชื่อสิ เรากลัวการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ทั่วด้านเพราะเราเคยชินกับสิ่งที่เป็นอยู่ เราอาจจะปรารถนาความเปลี่ยนแปลงในบางแง่บางระดับ สิ่งที่ผมคิดคือทุกคนน่าจะมีเสรีภาพที่จะมีความปรารถนานั้นได้"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องเสรีภาพ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อปี 2553

อีกข้อวิจารณ์ของ ศ.ดร. ธงชัย คือ กลุ่มอนุรักษนิยมไทย ผู้ยึดกุมอุดมการณ์หลักของสังคม "ไม่ต้องพัฒนาความคิดของตัวเอง" เพราะใช้อำนาจกดขี่ปราบปรามผู้เห็นต่างอยู่เป็นประจำ ต่างจากฝ่ายอุดมการณ์ท้าทายที่ต้องต่อสู้ด้วยปัญญา หาที่หาทางว่าใครจะฟังข้าพเจ้าบ้าง

"ถ้าเราไม่มีที่ยืนให้แข็งแกร่งทางปัญญา เราก็ไม่มีที่ยืนเลย เพราะเราถูกทุบบี้ให้ตายทุกทีเลย"

เขาเห็นว่า สิ่งที่ฝ่ายอนุรักษนิยมทำได้อย่างเจนจัดคือการสร้าง "ผี" จึงมีทั้ง "ผีคอมมิวนิสต์" "ผีทักษิณ" และล่าสุด "ปิศาจธนาธร" ปรากฏกายในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

"การเป็นผีนี่ เวลาคุณบอกว่ามันโผล่ขึ้นมา คนอื่นจะเห็นไหม ก็ไม่เห็น แต่คนไทยจะกล้าปฏิเสธไหมว่าไม่มีผี เราก็ไม่กล้า ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยเห็นเลย แต่ฟังแล้วมันเป็นรูปธรรมดี" เขากล่าวพลางหัวเราะเล็ก ๆ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ผู้สนับสนุนหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่สวมใส่ "หน้ากากธนาธร" เพื่อให้กำลังใจเขาในระหว่างเดินทางไปสำนักงาน กกต. เมื่อ 30 เม.ย. 2562 เพื่อแก้ข้อกล่าวหากรณีขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. จากปมถือหุ้นสื่อ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

"อย่าให้ประวัติศาสตร์มีอำนาจมากไป"

บ่อยครั้งที่ความเขม็งเกลียวทางการเมืองในระยะหลัง ถูกนำไปเทียบเคียงด้วยความกลัวว่าอาจนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาฯ 2519 จากขบวนการ "ขวาพิฆาตซ้าย" โดยเฉพาะเมื่อวาทกรรม "ชังชาติ" และ "ล้มเจ้า" ถูกใช้เป็นเครื่องมือป้ายสีฝ่ายเห็นต่างทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

อดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลาฯ ผู้นี้ ไม่อาจประเมินว่าเหตุการณ์อันโหดร้ายจะหวนกลับมาอีกหรือไม่ แม้โดยทั่วไปจะไม่เกิดขึ้น แต่การใช้อำนาจกำลังปราบปรามอย่างรุนแรงยังมีให้เห็นเป็นระยะ ซึ่งเขาเชื่อว่ามาจากเหตุผลข้อเดียวคือ "กลัวเสียอำนาจและสถานะที่ได้เปรียบ"

ข้อเสนอของนักประวัติศาสตร์ผู้เลือกไปใช้ชีวิตในต่างแดนคือ "อย่าให้ประวัติศาสตร์มีอำนาจมากไป" และ "สังคมควรจะอยู่ได้โดยมีประวัติศาสตร์หลาย ๆ แบบ" แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ขานรับ-ตอบสนองต่อวิธีคิดของเขา จนเปิดฉากถกเถียงกัน

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ประชาชนเรียกตัวเองว่า "กลุ่มคนไทยหัวใจเดียวกัน" ยื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้ตรวจสอบพฤติกรรมของเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เมื่อ 30 เม.ย. 2562

"ราชาชาตินิยมมีอำนาจมาก มันทำร้ายคน มันโหดร้าย ใช่ เขาบอกว่าอ้าวแล้วประวัติศาสตร์ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์กระแสเจ้าไม่อันตรายหรือ การที่ออกมาขัดแย้งต่างหากที่ทำให้เกิดอันตราย ผมตอบเขาว่ามันก็เหมือนคนประท้วงนั่นแหละ รัฐบาล คสช. พูดตลอดว่าอย่าประท้วง ๆ เห็นไหมว่าการประท้วงคือความไม่สงบเรียบร้อย คสช. ต่างหากที่รักษาความสงบเรียบร้อยคือห้ามประท้วงหมดเลย เหรอ... คนที่ตั้งคำถามนี้เพราะเขาไม่คำนึงถึงเลยใช่ไหมว่าอำนาจที่เป็นอยู่ปัจจุบันเป็นอย่างไร อำนาจที่อยู่ข้างหลังประวัติศาสตร์กระแสหลักกับอำนาจของคนที่ต้องการจะแย้ง มันต่างกันลิบลับ อำนาจของ คสช. กับอำนาจการประท้วงมันต่างกันลิบลับ แทนที่คุณจะโทษว่า คสช. กดขี่บีบคั้น คนทนไม่ได้คนก็ประท้วง คุณกลับบอกว่าคนประท้วงพวกนี้เป็นพวกก่อความวุ่นวาย"

เขาเห็นว่า หากผู้อยู่ในอำนาจเชื่อว่าระบอบที่เขาคุมอยู่ดีอยู่แล้ว พวกเขาควรเปิดใจรับเสียงค้าน และการประท้วง

"ถ้าคุณคิดว่าสังคมไทยมั่นคง เป็นประเทศที่ดีที่สุดโลก คนทุกคนอยากจะเกิดมาซ้ำอีก 4-5 ชาติ อีก 100 ชาติ มันควรจะไม่เห็นต้องตกใจกลัวกับการประท้วง ไม่เห็นต้องทำให้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์กลายเป็นพวกชังชาติ" เขาย้ำ

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" ชุมนุมใหญ่ในวาระครบ 4 ปี คสช. เมื่อ 22 พ.ค. 2561 โดยถือเป็นคณะรัฐประหารที่ครองอำนาจยาวนานเทียบเท่ารัฐบาลพลเรือนที่อยู่ครบเทอม

ขอเป็น "ผี 6 ตุลาฯ" หลอกหลอนสังคมไทย

ในหน้าประวัติศาสตร์อันโหดร้ายที่ ศ.ดร. ธงชัย ร่วมอยู่ในฉาก ในฐานะผู้นำนักศึกษา เขาพบเพียง "ความโหดร้าย" และ "ความเงียบ" แม้ผ่านมาเกือบ 43 ปี

ในสายตาชนชั้นนำและเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายบางส่วน ชื่อ ธงชัย คือ "ผีอมตะนักวิชาการ 6 ตุลาฯ" ที่พยายาม "รื้อความทรงจำ" และ "คืนความยุติธรรม" ให้ผู้ร่วมอุดมการณ์ ซึ่งถือเป็น "ภารกิจหลังผ่านความตาย"

เขานิ่งคิดไปอึดใจหนึ่งก่อนเอ่ยว่า "ผมไม่ปฏิเสธนะเวลาจะมองผมเป็นผีที่เอา 6 ตุลาฯ มาหลอกหลอนสังคมไทยอยู่เรื่อย ตามใจ ตั้งอะไรก็ตามใจ เพราะในแง่หนึ่งผมนอกจากจะไม่ปฏิเสธ ผมภูมิใจที่เป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าผมมีเหตุผลชอบธรรมทุกประการและหลายคนควรจะทำอย่างนี้ด้วย ก็คือมาเป็นผีของ 6 ตุลาฯ ที่หลอกหลอนสังคมไทยกันเถอะ เพราะว่าสังคมไทยไม่ยุติธรรมเลยน่ะ ตายขนาดนั้น ใช้วิธีเลวทรามขนาดนั้น ยังไม่สะสางกันอีก ทำอย่างกับไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ยุติธรรม ดังนั้นการที่จะมีผีหลาย ๆ คนอยู่ ผมว่าแสนเป็นเรื่องชอบธรรม"

Image copyright Anadolu Agency/Getty Images
คำบรรยายภาพ กิจกรรมรำลึก 40 ปี 6 ตุลาฯ จัดขึ้นที่ ม. ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อปี 2559

เขาถอนใจยาว แล้วกล่าวต่อไปว่า "เคยมีคนกล่าวหาผมว่าหมกมุ่นกับ 6 ตุลาฯ จนเอาดีในชีวิตไม่ได้ ผมคิดว่าผมพอเอาดีในชีวิตได้นะทั้ง ๆ ที่ยังฝังกับเรื่อง 6 ตุลาฯ เพราะผมไม่คิดว่าผมฝังหัว จนไม่รู้จักจัดการ"

ในวันเวลานี้-ในทศวรรษที่ 6 ของชีวิต ศ.ดร. ธงชัย แสดงความเชื่อมั่นว่าตัวเขาสามารถคงบทบาททางการเมือง คงความเป็นคน 6 ตุลาฯ และเอาดีได้ในงานวิชาการ

"ชีวิตผมอยู่ได้ด้วยการตั้งเป้าอันหนึ่งว่าผมจะทำให้คนปฏิเสธผมไม่ได้ในทางวิชาการ คนไม่เคารพผมไม่ได้ว่าผมก็ทำงานเป็นเรื่องเป็นราวนะ... ดังนั้นเอาเข้าจริงผมไม่มีอะไรบ่น นอกจากพวกคุณดูถูกผมไปหน่อย" เขากล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม