นัดฟังคำพิพากษาคดี สฤณี ละเมิดอำนาจศาล 11 ต.ค.

  • 9 กันยายน 2019
สฤณี Image copyright facebook/Sarinee Achavanuntakul

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งประกาศตารางคดีละเมิดอำนาจศาล ที่ น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน นักเขียน และนักแปล ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาร่วมกับนายยุทธนา นวลจรัส บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยนัดไต่สวนผู้ถูกกล่าวทั้งสองในวันที่ 1 ต.ค. และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 11 ต.ค.

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง นัดพร้อมสอบคำให้การในคดีละเมิดอำนาจศาล หมายเลขดำ ลศพ 1/2562 ที่ นายสุประดิษฐ์ จีนเสวก เลขานุการแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ยื่นคำร้องต่อประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ขอให้ตั้งสำนวนละเมิดอำนาจศาล กับ น.ส. สฤณี อาชวานันทกุล กับนายยุทธนา นวลจรัส บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1-2 จากกรณีที่ น.ส. สฤณี เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 พ.ค. 2562 เรื่อง "อันตรายภาวะนิติศาสตร์ล้นเกิน (อีกที) กรณีหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส."

เวลา 10.30 น. วันนี้ (9 ก.ย.) น.ส. สฤณี เดินทางมาศาล พร้อมยื่นคำให้การ ซึ่งศาลมีคำสั่งรับคำให้การไว้พิจารณา ส่วนนายยุทธนาไม่ได้เดินทางมาศาล ศาลจึงมีคำสั่งให้เลื่อนไปสอบคำให้การพร้อมกับนัดไต่สวนผู้กล่าวหา ในวันที่ 26 ก.ย. เวลา 09.30 น. และนัดไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองคน ในวันที่ 1 ต.ค. เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 11 ต.ค. เวลา 09.30 น.

ภายหลังเดินทางไปขึ้นศาล น.ส. สฤณี โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ "ขอบคุณทุกท่านสำหรับกำลังใจ" แต่ "ระหว่างนี้พูดอะไรเกี่ยวกับคดีของตัวเองไม่ได้จริงๆ หวังว่าทุกท่านจะเข้าใจ"

น.ส. สฤณีตกเป็น "ผู้ถูกกล่าวหา" คดีแรกในชีวิต โดยมีเลขานุการแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาเป็นผู้กล่าวหา

หมายศาลถูกนำไปปิดไว้ที่บ้านเธอเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา

เช้าวันที่ 29 ส.ค. ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่สามารถเข้าถึงบทความที่เป็นปัญหาทางเว็บไซต์ได้แล้ว

ในวันนั้น น.ส. สฤณีกล่าวกับบีบีซีไทยว่า บทความดังกล่าวเขียนโดยความบริสุทธิ์ใจ สุจริต และ "มีเจตนาที่ดีต่อกระบวนการยุติธรรม"

เธอยืนยันว่าเป็นการแสดงทัศนะต่อคำตัดสินของคดีที่จบสิ้นไปแล้ว ไม่ได้เจตนาโจมตีศาลคนหนึ่งคนใด หรือก้าวล่วงคดีที่กำลังจะตัดสิน หากอ่านโดยรวมก็หวังว่าจะเห็นว่าผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาร้าย

"ตกใจและเสียใจเหมือนกันว่าทำให้บางท่านที่อ่านแล้วตีความว่าเป็นการโจมตีคนใดคนหนึ่ง" และ "ยอมรับว่าอาจเป็นเรื่องการใช้ถ้อยคำ" ที่ทำให้เกิดการตีความว่าเป็นการโจมตี

น.ส. สฤณีเล่าถึงแนวทางการเขียนบทความของเธอกว่า ปกติจะใช้ถ้อยคำที่คนทั่วไปเข้าใจง่าย สื่อสารกันง่าย ๆ พร้อมยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักกฎหมาย และเป็นลักษณะที่ไม่ใช่วิชาการด้วย แต่เป็นบทความหนังสือพิมพ์ เป็นการเขียนในแนวคอลัมนิสต์แสดงความเห็นของตัวเองต่อประเด็นสาธารณะ ซึ่งได้ทำอย่างรอบคอบและมีการแสดงเหตุผลรองรับ

ส่วน "หมายศาล" และสถานะ "ผู้ถูกกล่าวหา" เป็นครั้งแรกในชีวิต จะส่งผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะต่อไปหรือไม่นั้น น.ส. สฤณี กล่าวว่าไม่ได้กระทบอะไร เพราะปกติไม่ได้เขียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม แต่จะส่งผลต่อการแสดงความคิดเห็นในอนาคตหรือไม่ ต้องรอการไปชี้แจงกับศาลว่ามีข้อกังวลอย่างไรบ้าง

3 ข้อสังเกตจาก อ. นิติศาสตร์ จุฬาฯ

นายเข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตผ่านบีบีซีไทย เกี่ยวกับการตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลกับ น.ส. สฤณี ไว้ 3 ประการ

  • ระยะเวลา : เหตุใดเพิ่งมีการแจ้งข้อหาในเวลานี้ ทั้งที่บทความดังกล่าวเผยแพร่ไปตั้งแต่เดือน พ.ค. หรือ 3 เดือนก่อนหน้านี้
  • ขอบเขตทางคดี : ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 32 อนุสอง ระบุไว้ว่าการละเมิดอำนาจศาล คุ้มครอง "ในระหว่างการพิจารณาแห่งคดีไปจนมีคําพิพากษาเป็นที่สุด" แต่ไม่ได้ระบุถึงการคุ้มครองหลังจากนั้น ถ้าจะมีความผิดก็จะเป็นข้อหาหมิ่นประมาทบุคคล ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นศาลมีคำพิพากษาแล้ว อีกทั้งคดีละเมิดอำนาจศาล เป็นคดีภายในที่จบในศาลที่มีอำนาจ สังคมในวงกว้างจึงไม่ทราบแน่ชัดเกี่ยวกับบรรทัดฐานทางคดี
  • ผลกระทบต่อความรู้สึก : สิ่งที่เกิดขึ้นกับ "บทความกึ่งวิชาการ" ของ น.ส. สฤณี น่าจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คนในการผลิตงานวิชาการในเชิงวิพากษ์คำวินิจฉัย/คำพิพากษาของศาล

อะไรคือ "นิติศาสตร์นิยมล้นเกิน"

นักนิติศาสตร์รายนี้เคยออกมาระบุถึงอาการ "นิติศาสตร์นิยมล้นเกิน (hyper-legalism)" ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งเขาอธิบายความหมายเพิ่มเติมว่า เป็นการมองโลกและความสัมพันธ์ทุกอย่างผ่านกฎหมายไปหมด โดยไม่ได้คำนึงถึงการประเมินคุณค่าอื่น มองโลกด้วยแว่นอื่น ทั้งที่ในชีวิตจริง คนเราไม่ได้อยู่ด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้ามกฎหมายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราคิดถึงด้วยซ้ำ เพราะเรามักพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ ก่อนคิดว่าถูกกฎหมายหรือไม่

นายเข็มทองเห็นว่า "การอ้างกฎหมาย" เป็นหลัก เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2557 เมื่อคณะรัฐประหารถูกชาวบ้านวิจารณ์ว่าไม่มีความชอบธรรม ข้อแก้ที่หยิบยกขึ้นมาใช้เป็นประจำก็คือ "แต่ชอบด้วยกฎหมาย"

"การกระทำทุกอย่าง มีฐานกฎหมายรองรับหมด ทั้งที่ชาวบ้านวิจารณ์ เขาไม่ได้วิจารณ์เรื่องความชอบด้วยกฎหมาย แต่เขาวิจารณ์เรื่องความไม่ถูกต้องชอบธรรม สรุปคนบังคับใช้กฎหมาย กับชาวบ้านที่อยู่ภายใต้กฎหมาย มองผ่านคนละแว่นกัน"

เช่นเดียวกับความเข้าใจเรื่องเสรีภาพ ซึ่งบ่อยครั้งที่เสรีภาพคือการพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากฟัง เพราะถ้อยคำกับรูปแบบมันมาด้วยกัน เป็นไปไม่ได้ที่เราจะวิจารณ์ใครด้วยถ้อยคำที่มีความไพเราะ และยังไปทับซ้อนกับคำกล่าวที่ว่าการใช้สิทธิเสรีภาพต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ต้องดีงาม ดังนั้น เสรีภาพแบบไทยก็จะไปผูกอยู่กับหลักทางพุทธศาสนา

"เราจะเป็นคนที่น่ารักกว่านี้ ถ้าเราไม่ใช้สิทธิเสรีภาพไปทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่ในทางสากล เขาใช้เสรีภาพได้เต็มที่ อาจมีคนเดือดร้อน อาจไม่น่ารัก แต่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม